
จากเอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP2026 กำหนดให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมจากที่มีข้อผูกพันอยู่แล้ว รวม 24,300 เมกะวัตต์ ในช่วงปี พ.ศ. 2569-2580 โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าในจำนวนนี้ จะแบ่งเป็นโควต้าสำหรับภาคประชาชน 10,000 เมกะวัตต์ ให้ประชาชนใช้หลังคาบ้านหรือพื้นที่ที่มีอยู่ติดตั้งแผงโซลาร์ ขณะที่ภาครัฐอาจเข้ามาสนับสนุนด้านเงินลงทุนหรือเงินกู้ และให้การไฟฟ้ารับซื้อไฟเข้าสู่ระบบในราคาที่เป็นธรรม
จากตัวเลขกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด เมื่อหักจากส่วนที่จะจัดสรรให้ประชาชนแล้ว จะเหลืออีก 14,300 เมกะวัตต์ ที่คาดว่าจะจัดสรรให้ภาคเอกชน ปริมาณดังกล่าวถือเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยนับตั้งแต่โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 หรือที่รู้จักกันในชื่อ RE Biglot
โครงการ RE Biglot มีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (ไม่รวมพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งร่วมกับระบบแบตเตอรี่) รวม 2 รอบ คือรอบแรก 2,632 เมกะวัตต์ และรอบเพิ่มเติมอีก 2,368 เมกะวัตต์ รวม 5,000 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบสัดส่วนแล้ว โควต้าที่ร่างแผน PDP2026 เปิดให้ภาคเอกชนในรอบใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่าโควต้าโซลาร์ที่เคยจัดสรรผ่าน RE Biglot ทั้งสองรอบรวมกันเกือบ 3 เท่า
คำถามสำคัญคือ หากประเทศไทยจะเปิดโควต้าโซลาร์ให้ภาคเอกชนในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิมเกือบ 3 เท่าเช่นนี้ จะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับ RE Biglot ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในด้านความโปร่งใส และถูกมองว่าอาจสร้างภาระค่าไฟให้ประชาชนต้องแบกรับไปอีกหลายสิบปี โดยมีคำถามและข้อสังเกตหลายประเด็น ได้แก่
- ไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์ในการให้คะแนนที่ใช้ในการคัดเลือก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งเป็นผู้ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าของโครงการทั้งสองรอบ ไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน ซึ่งถูกตั้งคำถามต่อการใช้ดุลพินิจได้กว้างขวางในการคัดเลือกว่าจะให้เอกชนรายใดผ่านเข้ารอบบ้าง จนกลายเป็นประเด็นที่ กกพ. ถูกเอกชนฟ้องร้อง จากโครงการรอบแรก
- อัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานหมุนเวียนที่เปลี่ยนแปลงไป กำหนดราคา FiT สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการรอบเพิ่มเติมด้วยเกณฑ์เดิมตั้งแต่ปี 2565 โดยไม่ใช้วิธีการแข่งขันทางด้านราคา ทั้งที่ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มถูกลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์
- ล็อคโควต้าส่วนหนึ่งให้เอกชน ในโครงการรอบเพิ่มเติมที่รับซื้อไฟทั้งหมด 3,668.5 เมกะวัตต์ จะมีการล็อคโควต้าไว้ 2,180 เมกะวัตต์ให้ผู้ที่เคยเข้าร่วมประมูลในโครงการรอบแรกแต่ไม่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 198 ราย มีสิทธิ์ยื่นก่อน ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเสมอภาคในการเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาโครงการรายใหม่ที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
- สัญญายาวนานถึง 25 ปี นอกจากจะพลาดโอกาสในการซื้อไฟฟ้าที่อาจมีต้นทุนถูกลงจากเทคโนโลยีใหม่แล้ว ยังมีความเสี่ยงจากประสิทธิภาพและคุณภาพของอุปกรณ์การผลิตไฟฟ้าที่อาจเสื่อมสภาพ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงกับความต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้าในระบบได้
- กำหนดเงื่อนไขที่กีดกันรัฐวิสาหกิจ การตัดส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ไม่ให้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าได้ ทั้งที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วยต้นทุนไฟฟ้าที่ถูกกว่า เช่น กฟผ. ทำโครงการโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ที่เขื่อนสิรินธรได้ในปี 2564 และมีต้นทุนไฟฟ้าอยู่ที่ 1.5 บาท
จากข้อมูลจะเห็นว่า หากโควต้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับเอกชน 14,300 เมกะวัตต์ในร่างแผน PDP2026 นี้ ยังคงไม่ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก กำหนดอัตรารับซื้อคงที่ตลอดอายุโครงการ และระยะเวลาสัญญา หรือมีกระบวนการที่ทำให้เกิดการล็อคโควต้าส่วนหนึ่งให้เอกชน ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในโครงการ RE Big Lot ก็จะทำให้เกิดภาระค่าไฟที่ประชาชนอาจจะต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอาจเกิดการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งมีส่วนแบ่งโควต้ามากกว่าบริษัทอื่น โดยไม่สามารถตรวจสอบได้
บทความยอดนิยม




