
จากร่างแผน PDP2026 จะพบว่าต้นทุนค่าไฟขายปลีกเฉลี่ยปี (2570-2593) ในทางเลือก 1 อยู่ที่ 3.8267 บาท/หน่วย ทางเลือก 2 อยู่ที่ 3.8859 บาท/หน่วย ทางเลือก 3 อยู่ที่ 3.8297 บาท/หน่วย และทางเลือก 4 ซึ่งเป็นทางเลือกที่คาดว่าจะได้รับการเลือก อยู่ที่ 3.8364 บาท/หน่วย อย่างไรก็ตามหากพิจารณาพยากรณ์ค่าไฟเฉลี่ยตลอดทั้งแผนของทางเลือก 4 จะพบว่าช่วงที่ค่าไฟไม่เกิน 4 บาท/หน่วยนั้นอยู่ในช่วงปี 2570-2583 ในขณะที่ปี 2584 เป็นต้นไปค่าไฟเกิน 4 บาท/หน่วยแล้ว โดยเมื่อปลายแผนจะเป็น 4.34 บาท/หน่วย ในปี 2593
ถึงอย่างนั้นก็มีความเสี่ยงที่ราคาต้นทุนค่าไฟขายปลีกจะไม่เป็นจริงตามร่างแผน PDP2026 โดยเฉพาะในช่วง 12 ปีแรกของแผนที่บรรจุโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ 9,100 เมกะวัตต์ ในขณะที่ปัจจุบันต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สูงขึ้นอย่างมากจากวิกฤตพลังงานสงครามตะวันออกกลางจากที่เคยซื้อในราคาประมาณ 11 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู แต่ร่างแผน PDP กลับไม่มีการเปิดเผยสมมติฐานต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้า LNG ที่มีราคาแพงว่ามีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยเท่าไหร่ คิดจากสมมติฐานราคาการนำเข้าก๊าซเท่าไหร่ หรือต้นทุนอื่นๆ ทั้งท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 3 หรือการขยายสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ราคาค่าไฟขายปลีก โดยเฉพาะใน 12 ปีแรกอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์เสียด้วย
ไม่เพียงแค่นั้น ในช่วงที่สอง (พ.ศ.2581-2593) ก็ยังมีความเสี่ยงราคาต้นทุนค่าไฟขายปลีกที่อาจจะสูงขึ้น เพราะในช่วงที่สองยังคงมีกำลังการผลิตใหม่จากโรงไฟฟ้าก๊าซอีก 9,800 เมกะวัตต์นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการประเมินเงินลงทุน (capex) ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 202,164 บาท/kW ซึ่งต่ำเกินไป เพราะไม่ใช่ราคาต้นทุนในแบบ FOAK (First-of-a-Kind) อันหมายถึงโครงการต้นแบบเชิงพาณิชย์เครื่องแรก/แห่งแรกของไทยเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยถูกสร้างหรือดำเนินงานในระดับการใช้งานจริง (Commercial Scale) มาก่อนซึ่งจะมีต้นทุนในการผลิตหรือการก่อสร้างสูงกว่าปกติ 2-3 เท่า ประมาณ 18,000–19,700 ดอลลาร์สหรัฐ/kW หรือ 590,000-650,000 บาท/kW ไม่เพียงแค่นั้น Bloomberg NEF ยังเคยประเมินต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับระดับ (LCOE) ของโรงไฟฟ้านิว SMR ในไทยไว้ว่ามีเกณฑ์ต้นทุนมาตรฐานอยู่ที่ 13.54 บาท/หน่วย
ประการต่อมาคือต้นทุนเทคโนโลยีการดักจับและกับเก็บคาร์บอน (CCS) ที่ประเมินไว้ที่ 135 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่จากการคำนวณโดย JustPow โดยใช้โรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี เป็นตัวอ้างอิงในการคำนวณ พบว่าต้นทุนการใช้ CCS หากติดระยะเวลา 11 ปี อยู่ที่ 198-225 USD/tCO2 หากติด 25 ปี จะมีต้นทุนอยู่ที่ 163-190 USD/tCO2 ซึ่งทุกรณีจะมีต้นทุนสูงกว่าที่ร่างแผน PDP2026 ประเมินไว้
นอกจากนี้ในร่างแผน PDP2026 ยังมีการบรรจุเทคโนโลยีใหม่ 2,500-3,000 เมกะวัตต์ โดยระบุไว้ว่าเป็น Long Term Energy Storage, Green Hydrogen, เทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่อื่นๆ โดยที่ไม่มีรายละเอียดว่าในส่วนของเทคโนโลยีใหม่นี้มีต้นทุนเท่าไร และจะกลายเป็นไปต้นทุนในราคาค่าไฟขายปลีกเท่าไร รวมไปถึงเรื่องภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่มีการกล่าวถึงว่าเป็นแรงกดดันที่เปลี่ยนโจทย์การวางแผนระบบไฟฟ้า แต่กลับไม่มีรายละเอียดว่าหากประเทศไทยมีการเก็บภาษีคาร์บอน จะกระทบกับราคาค่าไฟขายปลีกเท่าไหร่ อย่างไร และจะเป็นการส่งผ่านภาระมายังผู้ใช้ไฟทั้งหมดหรือไม่
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าค่าไฟเฉลี่ย 3.8364 บาท/หน่วย ตลอดแผน นั้นอาจจะไม่เป็นจริงเนื่องด้วยยังมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นที่จะทำให้ราคาต้นทุนค่าไฟขายปลีกสูงกว่าที่ประเมินไว้ในร่างแผน PDP2026
บทความยอดนิยม




