ในร่างแผน PDP2026 ระบุว่า จะมีการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage) หรือ CCS เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ลดลงกว่า 70% จากฐานเดิมภายในปีพ.ศ. 2593 จากกรอบปกติขั้นต้นที่ไม่เกิน 66.2 ล้านตันต่อปี ลดลงเหลือไม่เกิน 19.1 ล้านตันต่อปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามแผน LT-LEDs ซึ่งจะมีการนำ CCS มาใช้หลังปีพ.ศ. 2580 โดยถูกจัดให้อยู่ทั้งในฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งมีสัดส่วนพลังงานฟอสซิล 35% พลังงานสะอาด 65% และจะดักจับคาร์บอนที่ 32 ล้านตัน และอยู่ในฉากทัศน์ที่ 4 ซึ่งมีสัดส่วนพลังงานฟอสซิล 27% พลังงานสะอาด 73% และจะดักจับคาร์บอนที่ 21 ล้านตัน
สาร์รัฐ ประกอบชาติ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ชี้แจงระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นต่อร่าง PDP2026 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ว่าการนำ CCS เข้ามาในฉากทัศน์ (Scenario 2) เป็นไปเพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ และมองว่าจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในอนาคตที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างโอกาสอุตสาหกรรมใหม่ ในขณะที่วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวว่า สนพ.เสนอให้เลือกฉากทัศน์ที่ 4 เพราะเป็นแนวทางผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนและ CCS ซึ่งจะมีพลังงานสะอาด 73% และฟอสซิล 27% ด้วยเหตุผลว่าเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความสะอาด ความมั่นคง และผลกระทบต่อธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสุดท้ายแล้วมีการคาดการณ์กันว่าแผน PDP2026 จะเลือกฉากทัศน์ที่ 4

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) คืออะไร
เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage) หรือ CCS เป็นการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ในโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ หรือโรงงานอุตสาหกรรม จากนั้นขนส่งไปจัดเก็บไว้ในโพรงธรณีวิทยาที่อยู่ใต้ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้มีคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศได้อีก มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยเทคโนโลยีปัจจุบันดักจับได้ประมาณ 90% ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา
กระบวนการหลักของ CCS แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
- ดักจับ (Capture) เป็นการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่องของโรงไฟฟ้าหรือโรงงาน ปริมาณที่ดักจับได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้
- ขนส่ง (Transport) อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นของเหลว แล้วขนส่งผ่านท่อไปยังจุดกักเก็บ
- กักเก็บ (Storage) อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปใต้ดินด้วยความดัน
กระบวนการดักจับ ขนส่ง และกักเก็บคาร์บอนนั้น ต้องใช้พลังงานเพิ่มเติม โรงไฟฟ้าจึงต้องเผาก๊าซมากขึ้นราว 13% ต่อหนึ่งหน่วยไฟฟ้าที่ส่งเข้าระบบ ตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอน 1,000 ตัน เมื่อติดตั้งระบบ CCS จะปล่อยคาร์บอนเพิ่มเป็น 1130 ตันเนื่องจากใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น โดยที่สามารถดักจับคาร์บอน (Carbon Captured) ได้ 1,017 ตัน เหลือปล่อยคาร์บอน 113 ตั ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นปริมาณก๊าซคาร์บอนที่สามารถหลีกเลี่ยงหรือลดลงได้ (Carbon Avoided) เมื่อเทียบกับกรณีปกติหรือเทคโนโลยีเดิมจะอยู่ที่ 887 ตัน
ประเทศไทยเพิ่งริเริ่มโครงการ CCS แห่งแรก ดำเนินการโดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ที่อ่าวไทย เมื่อกันยายน 2568 บริษัทระบุว่าจะใช้งบประมาณในระยะเวลา 5 ปี ประมาณ 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกรณีนี้เป็นการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปนอยู่ในก๊าซธรรมชาติดิบ (Natural gas processing) ที่โรงแยกก๊าซไม่ใช่การดักจับจากปล่องโรงไฟฟ้าที่มีราคาแพงกว่า
ข้อมูลจากร่างแผน PDP2026 มีการประเมินต้นทุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไว้ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน หรือประมาณ 4,590 บาท/ตันคาร์บอน ซึ่งระบุว่าครอบคลุมทั้งค่าดักจับ การขนส่ง และการพัฒนาแหล่งกักเก็บ อย่างไรก็ตาม ไม่มีคำอธิบายว่า ต้นทุนราคา135 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน คำนวณจากปัจจัยใดบ้าง และไม่ได้มีคำอธิบายว่าต้นทุน 135 ดอลลาร์สหรัฐ รวมต้นทุนที่รวมตันคาร์บอนที่ลดได้จริง (Tonnes Avoided) แล้วหรือยัง
นอกจากนี้สาร์รัฐ ประกอบชาติ รองผอ.สนพ.ก็ยอมรับระหว่างการรับฟังความคิดในวันที่ 8 ก.ย. 69 ว่า ปัจจุบัน CCS ยังมีต้นทุนสูง ซึ่งจะต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อทบทวนต้นทุนในอนาคตต่อไป

การคำนวณต้นทุน CCS เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบมากมาย ตัวอย่างเช่น
- โรงไฟฟ้า/แหล่งกำเนิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดปริมาณและความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติกับโรงไฟฟ้าถ่านหินก็มีความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุน CCS และต้นทุนอัตราค่าไฟฟ้า
- ค่าการปล่อยก๊าซ (Emission Factor) และอัตราการเดินเครื่อง (Capacity Factor) ซึ่งเป็นตัวบอกว่าโรงไฟฟ้าปล่อยมลพิษมากแค่ไหนต่อหน่วยไฟฟ้า และเดินเครื่องหนักแค่ไหน
- กำลังผลิตที่เสียไปจากการดักจับ (Output Lost to Capture) ระบบดักจับต้องใช้ไอน้ำและไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักมาเดินเครื่องทำให้ไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบสายส่งลดลง
- ต้นทุนดักจับ (Capture Cost) ต้นทุนทุกอย่างภายในพื้นที่โรงไฟฟ้า ซึ่งมีทั้ง ตัวดูดซับ หอกลั่น สารเคมี แรงงาน และเงินลงทุนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมูลค่าไฟฟ้าที่เสียไป
- การขนส่ง-กักเก็บ (Transport & Storage) ต้นทุนทุกอย่างนอกพื้นที่โรงไฟฟ้า ได้แก่ การอัดแรงดัน ท่อส่ง การอัดฉีดลงหลุม และการติดตามตรวจสอบ ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์ เช่น ระยะทางไปแหล่งกักเก็บ และอยู่นอกชายฝั่งหรือไม่
- ตันคาร์บอนที่ลดได้จริงต่อตันคาร์บอนที่ดักจับ (Tonnes avoided per tonne captured)
การติด CCS เพื่อดักจับคาร์บอนต้องใช้พลังงานเพิ่ม ซึ่งทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนเพิ่ม ทำให้ปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จริงน้อยกว่าปริมาณที่ดักจับได้ ส่งผลให้ต้นทุนต่อตันคาร์บอนที่ลดได้จริง สูงกว่าต้นทุนต่อตันที่ดักจับได้เสมอ
จะเห็นได้ว่า CCS ไม่ใช่เทคโนโลยีเดียวที่ใช้ราคาเดียวได้กับทุกสถานการณ์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะไปติดตั้งที่ไหน กับเชื้อเพลิงชนิดใด ต้นทุนการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนในร่างแผน PDP 2026 จึงขาดที่มาที่ไปและรายละเอียดที่ชัดเจน ว่าเป็นการประเมินสำหรับการนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือชีวมวล อีกทั้งยังไม่มีการระบุรูปแบบเทคโนโลยีที่จะเลือกใช้ พื้นที่กักเก็บคาร์บอนใต้ดินว่าตั้งอยู่ที่ใดและมีเพียงพอหรือไม่ รวมถึงจำนวนโรงไฟฟ้าที่จะต้องติดตั้ง ตลอดจนการจำแนกรายละเอียดสัดส่วนค่าใช้จ่ายออกมาเป็นค่าดักจับ ค่าขนส่ง และค่ากักเก็บอย่างชัดเจน

JustPow ทดลองคำนวณต้นทุน CCS จะได้ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนแบบในร่างแผน PDP2026 ไหม
จากการคำนวณต้นทุน CCS ซึ่งมีสมมติฐานหลายตัว แต่ในร่างแผน PDP2026 กลับไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด มีเพียงแค่ตัวเลขต้นทุน 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน เท่านั้น JustPow จึงลองคำนวณต้นทุน CCS โดยใช้โรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี หน่วยที่ 1 กำลังการผลิต 625 MW มาเป็นตัวอย่างในการคำนวณ โดยสาเหตุที่เลือกโรงไฟฟ้านี้มาเป็นตัวอย่างเนื่องจาก
- เป็นโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดใหญ่ (625 x 4 unit) อยู่ภายในโครงการ CCS Hub อีอีซี (ชลบุรี ศรีราชา) เคยมีการศึกษาโดย PTTEP แต่ไม่ได้เปิดเผยรายงานผลการศึกษา
- ระยะเวลาที่ปรับปรุงโรงไฟฟ้าสอดคล้องกับรายงานของ BloombergNEF ที่จะติดตั้ง CCS ในปีที่ 10 หรือ 15 ของอายุโรงไฟฟ้า (ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนทางเทคโนโลยี)
- มีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะค่อนข้างมาก เช่น รุ่นกังหัน Mitsubishi M701JAC กำลังการผลิต 625 เมกะวัตต์ สัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบในปีพ.ศ. 2564
โดยใช้วิธีการและสมมติฐานในการคำนวณดังนี้
ขั้นที่ 1 คำนวณประสิทธิภาพที่แท้จริงของโรงไฟฟ้า รวมถึงต้นทุนในการดักจับคาร์บอน
บริษัท Mitsubishi ระบุว่ากังหันรุ่น M701JAC มีประสิทธิภาพเชิงความร้อน (thermal efficiency) อยู่ที่ 63 – 64% อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวคือผลทดลองในห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีการควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 15 องศาเซลเซียส แต่ภายใต้บริบทของประเทศไทย ประสิทธิภาพการใช้งานจริงอาจจะต่ำกว่านั้น
ในส่วนของก๊าซที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้น ประมาณการจากสัญญาซื้อขายก๊าซกับ ปตท. ที่ 368 ล้านคิวบิกฟุตต่อวันสำหรับเครื่องผลิตไฟฟ้าทั้ง 4 หน่วย (รวม 2,500 เมกะวัตต์) ภายใต้สมมติฐานว่าก๊าซที่ซื้อขายในประเทศไทยมีค่าความร้อนของเชื้อเพลิง (heating value) เท่ากับ 1,030 BTU ต่อลูกบาศก์ฟุต ซึ่งสามารถนำมาคำนวณประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าได้ดังนี้
- แปลงหน่วยของเชื้อเพลิงเป็นจิกะจูล/วัน ดังนี้: 368 MMcf/d × 1,030 Btu/scf × 1.055056 GJ/MMBtu = 399,957 GJ/day
- แปลงหน่วยของกำลังการผลิตเป็นจิกะจูล/วัน ดังนี้: 2,500 MW × 24 h × 3.6 = 216,000 GJ/day
- นำผลลัพธ์จากข้อ 2 มา หารด้วยข้อ 1 เพื่อหาอัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงาน (Efficiency Ratio) จะได้: Efficiency Ratio = 216,000/399,957 = 54.0% (HHV)
- แปลงหน่วย HHV (Higher Heating Value) หรือค่าความร้อนสูง เป็น LHV (Lower Heating Value) หรือค่าความร้อนต่ำ จะได้: 54.0% x 1.108 = 59.8%
จากนั้น นำตัวเลขประสิทธิภาพที่แท้จริงของโรงไฟฟ้า (Efficiency) ที่ได้โดยอิงจาก NETL กรณีติดตั้ง H-Frame Retrofit ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพสุทธิ (Net Efficiency) ลดลงจาก 55.1% เหลือ 48.7% จากการที่อัตราการดักจับ (Capture Rate) อยู่ที่ 90% หรือการลดลงแบบสัมพัทธ์เท่ากับ 11.6% และเมื่อนำตัวเลขการลดลงแบบสัมพัทธ์ไปคำนวณเพื่อหาประสิทธิภาพสุทธิ (Net Efficiency (LHV)) และกำลังการผลิตสุทธิ (Net Output) จากการติด CCS ของโรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการคำนวณ จะได้
- Net Efficiency (LHV) จะเหลือ 52.9%
- Net Output 625 MW จะเหลือ 552 MW
ภายใต้สมมติฐานของโรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอัตราส่วนร้อยละของปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจริง ( Capacity Factor) อยู่ที่ 70% โรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซีจะผลิตไฟฟ้าได้ 3.39 TWh ต่อปี และสามารถดักจับคาร์บอนได้ 1.16 ล้านตันคาร์บอน หากหักกลบลบกับพลังงานที่ใช้เพิ่มจะเหลือ 1.01 ล้านตันคาร์บอน โดยคำนวณจาก
- โรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ติด CCS ปกติจะปล่อยก๊าซคาร์บอน 0.338 t/MWh
- หากติด CCS จะปล่อยเพิ่มเป็น 0.338 t/MWh x 1.131 = 0.382 t/MWh
- หากสามารถดักจับคาร์บอนได้ 90% ของ 0.382 = 0.344 t/MWh และมีส่วนที่หลุดลอดออกนอกปล่อง 10% = 0.038 t/MWh
- ดังนั้นการติด CCS จะลดคาร์บอนได้จริง 0.338 t/MWh – 0.038 t/MWh = 0.299 t/MWh
- สรุป การติด CCS ของโรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี จะลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง 3.39 × 0.299 = 1.01 ล้านตัน
จากนั้น นำตัวเลขที่ได้มาคำนวณปริมาณการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) ต่อปริมาณคาร์บอนที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ (Carbon Avoided) จะได้ 0.344/0.299 = 1.15 จากนั้นก็นำตัวเลขนี้ไปใช้ในการคำนวณต้นทุนการติดตั้ง CCS ของโรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซีต่อไป
โดยการคำนวณต้นทุนในการติดตั้ง CCS ที่โรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี จะใช้การอ้างอิงราคาขั้นต้นจากต่างประเทศแล้วนำมาปรับให้ใกล้ความจริงของตัวอย่างที่ใช้ซึ่งก็คือโรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี โดยราคาอ้างอิงตั้งต้นมาจากรายงานในปี 2018 ของ NETL (ห้องปฏิบัติการพลังงานแห่งชาติของสหรัฐฯ) ที่ประมาณการไว้ว่าการติดตั้ง CCS ในโรงไฟฟ้าก๊าซสร้างใหม่จะอยู่ที่ 749 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ ส่วนการติดตั้งในโรงไฟฟ้าเดิม (H-frame retrofit) จะมีต้นทุนอยู่ที่ 816 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์คิดจากค่าความยุ่งยากในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมที่ 1.09
จากนั้นคำนวณปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 3 ประการคือ
- เงินเฟ้ออิงจากดัชนี Chemical Engineering Plant Cost Index ปีค.ศ. 2018 ถึงค.ศ 2024 (×1.3245)
- ค่าใช้จ่ายเจ้าของโครงการและดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้าง (×1.15)
- ความเสี่ยงของโครงการแรกในประเทศ (FOAK) ×1.25
เมื่อนำเอาต้นทุนอ้างอิงตั้งต้นจากต่างประเทศมาคำนวณร่วมกับปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องจะได้ 816 × 1.3245 × 1.15 × 1.25 = 1,693 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์
นอกจากนี้ หลังจากติดตั้งแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายต่อเนื่องและเงื่อนไขทางการเงินอื่นๆ อีก คือ
- ค่าดำเนินงานคงที่ (Fixed O&M): 3.5% ของเงินลงทุนต่อปี คือค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเดินเครื่องมากหรือน้อย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกัน เมื่อเทียบกับเงินลงทุน 1,554 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ จะเท่ากับประมาณ 54 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ต่อปี
- ค่าดำเนินงานผันแปร (Variable O&M): 2.5 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณไฟฟ้าที่ผลิต เช่น สารเคมีที่ใช้ดูดซับคาร์บอน น้ำ และวัสดุสิ้นเปลือง ถ้าโรงผลิตไฟฟ้า 3.39 TWh ต่อปี จะตกประมาณ 8.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี
- ต้นทุนเงินทุน (WACC) 7% คืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ต้องจ่ายให้ทั้งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น ใช้คิดว่าเงินลงทุนก้อนใหญ่ต้องผ่อนคืนปีละเท่าไรจึงจะคุ้มกับดอกเบี้ยและผลตอบแทน
- อัตราเงินเฟ้อ 2.5% ใช้ปรับค่าใช้จ่ายในอนาคตให้สะท้อนว่าราคาจะสูงขึ้นทุกปี
ขั้นที่ 2 ประมาณการต้นทุนการขนส่งและกักเก็บคาร์บอน
ในส่วนของการขนส่ง คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะส่งผ่านท่อไกลไม่เกิน 200 กิโลเมตร หรือประมาณการคร่าวๆ ที่ 15 USD/ตันคาร์บอน (โดยใช้ข้อมูลต้นทุนท่อขนส่งบนบกของ IEA ที่ใช้ค่าเฉลี่ยโดยเทียบให้ท่อยาว 50 กม. มีต้นทุน 2 เหรียญสหรัฐ/ตัน)
ในส่วนของต้นทุนการกักเก็บจะอ้างอิงจากรายงานของ CCS Institute ในรูปแบบ Offshore & Closed Boundary & Poor ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ 22 – 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน อ่าวไทยมีลักษณะตรงกับกรณีนี้ โดยมีข้อได้เปรียบที่ระดับน้ำในอ่าวไทยค่อนข้างตื้น (ประมาณ 80 เมตร) ทำให้ต้นทุนในการเจาะต่ำกว่าแถบทะเลซีกโลกเหนือ อย่างไรก็ตาม หลุมแก๊สเก่าอาจเสียงที่คาร์บอนไดออกไซด์จะรั่วไหล จึงต้องมีการตรวจสอบเสียก่อน พร้อมทั้งการอัดฉีดก็ต้องเลือกหลุมที่มีคุณสมบัติเฉพาะ บทความนี้ประมาณการต้นทุนไว้ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน
ขั้นที่ 3 ประมาณการราคาก๊าซและผลกระทบต่อต้นทุนในการดักจับและกักเก็บคาร์บอน โดยวิเคราะห์ผ่าน 3 ฉากทัศน์ ดังนี้
| Case | USD/MMBtu | THB/MMBtu | อ้างอิงจาก |
| ต่ำ | 7.00 | ~233 | สงครามอิหร่านจบ + การขยายกำลังการผลิตก๊าซตามคาดการณ์ของ IEA โดยอิงจากราคาก๊าซแบบ Pool Price ช่วงปี 2021 – 2022 ที่ประมาณ 246 THB/MMBtu |
| กลาง | 11.00 | ~366 | ช่วงเวลาปัจจุบันที่ราคา Pool Gas ผันผวนขยับขึ้นมาเป็น 363.53 THB/MMBtu |
| สูง | 18.00 | ~600 | กรณีราคาก๊าซพุ่งสูง (ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน) 647 THB/MMBtu |

สรุปผล
จากข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ว่า ต้นทุนในการติดตั้ง CCS ของโรงไฟฟ้ากัลฟ์ เอสอาร์ซี เมื่อพิจารณาในแต่ละระยะเวลาการติดตั้ง และแต่ละฉากทัศน์ จะอยู่ที่
กรณีที่ 1 : ติดตั้งและเดินเครื่อง 11 ปี ตามสัญญาที่เหลือของโรงไฟฟ้า : 198-225 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอน และหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) จะเป็น 227.7-258.75 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอน
กรณีที่ 2 ติดตั้งและเดินเครื่อง 25 ปี ตามอายุการใช้งานของ CCS : 163-190 ดอลลาร์ต่อตัน และและหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) จะเป็น 187.45-218.5 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอน
และหากนำมาพิจารณา 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น ต้นทุนในการติดตั้ง CCS จะเป็นดังนี้
- กรณีต่ำ การติดตั้ง CCS ระยะเวลา 11 ปีตามร่างแผน PDP2026 ต้นทุน CCS จะอยู่ที่ USD 198 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนและหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) จะอยู่ที่ 227.7 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน หากติดตั้ง 25 ปีตามอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า ต้นทุน CCS จะอยู่ที่ 163 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน และหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) อยู่ที่ 187.45 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน
- กรณีฐาน การติดตั้ง CCS ระยะเวลา 11 ปีตามร่างแผน PDP2026 ต้นทุน CCS จะอยู่ที่ 208 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน และหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) จะอยู่ที่ 239.2 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน หากติดตั้ง 25 ปีตามอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า ต้นทุน CCS จะอยู่ที่ 173 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน และหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) จะอยู่ที่ 198.95 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน
- กรณีสูง การติดตั้ง CCS ระยะเวลา 11 ปีตามร่างแผน PDP2026 ต้นทุน CCS จะอยู่ที่ 225 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน และหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) จะอยู่ที่ 258.75 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนหากติดตั้ง 25 ปีตามอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า ต้นทุน CCS จะอยู่ที่ 190 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน และหากรวมต้นทุนการดักจับคาร์บอนที่ปล่อยเพิ่มจากการติดตั้ง CCS ด้วย (Carbon Avoided) จะอยู่ที่ 218.5 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน
จากข้อมูลจะเห็นว่า แม้จะใช้โรงไฟฟ้าก๊าซเพียงโรงเดียวมาทดลองคำนวณต้นทุน CCS ผลลัพธ์ที่ได้ในทุกกรณีก็จะมีต้นทุนมากกว่าตัวเลขที่เสนอในร่างแผน PDP2026 ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน ดังนั้น การที่ร่างแผน PDP2026 ประเมินราคาต้นทุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไว้เพียง 135 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอน อาจจะส่งผลให้ราคาค่าไฟเฉลี่ยไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ และอาจจะแพงกว่าที่ประเมินไว้ในร่างแผน PDP2026 และสุดท้ายแล้วภาระนี้จะถูกผลักเข้ามาสู่บิลค่าไฟของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทความยอดนิยม




