
ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในร่างแผน PDP2026 อยู่ที่ 79,696 เมกะวัตต์ (กรณี BASE-High) โดยมีกำลังการผลิตรวมอยู่ระหว่าง 185,673-206,073 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นแผนในปี พ.ศ. 2593 หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ใช้เป็นสมมติฐานในการจัดทำความต้องการใช้ไฟฟ้าในครั้งนี้ก็คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับต่ำถึงกลางอยู่ที่ 6,799-8,811 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม กฟภ. รายงานว่ามีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ยื่นขอใช้ไฟรวม 26,045.2 เมกะวัตต์ โดยสามารถจัดหาไฟฟ้าให้ได้เพียง 4,882.7 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโครงการนำร่องซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงหรือ Direct PPA ภายใต้กรอบเป้าหมายเริ่มต้นที่ 2,000 เมกะวัตต์ ก็ไม่ได้เปิดให้เฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่นอีกด้วย จึงทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตและต้องการใช้ไฟอย่างมากในไทยต้องใช้ไฟจากกริด นอกเหนือจากไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง
ความต้องการใช้ไฟมหาศาลและตลอด 24 ชั่วโมงของดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ไทยต้องวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคต แต่จากร่างแผน PDP2026 มีความเป็นไปได้ว่าโรงไฟฟ้าก๊าซโรงแรกภายใต้กำลังการผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่จำนวน 9,100 เมกะวัตต์นั้น อาจจะสามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การสั่งซื้อกังหันก๊าซ การอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ จึงจะเริ่มก่อสร้างและเปิดดำเนินการได้ นำมาสู่สมมติฐานที่ว่าในช่วง 5 ปีแรกของแผน คือพ.ศ. 2569-2574 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟอย่างมากจากดาต้าเซ็นเตอร์ อาจจะมีการต่อสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่ง/กำลังจะออกจากระบบไปแล้ว
รายงานข่าวจากเว็บไซต์ทันหุ้น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ระบุโดยอ้างอิงข้อมูลจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ว่า “ร่าง PDP2026 มีแนวโน้มเปิดทางให้โรงไฟฟ้าเดิมสามารถต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA ได้อีก 7 ปี เพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการทยอยหมดอายุของโรงไฟฟ้าเดิมกับการเข้าระบบของกำลังผลิตใหม่และพลังงานหมุนเวียน โดยมีความกังวลว่าโรงไฟฟ้าใหม่อาจก่อสร้างและเข้าระบบใหม่ไม่ทันต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากดาต้าเซ็นเตอร์”
นอกจากนี้ยังมีการอ้างถึง สนพ. โดยระบุว่า “จะไม่ต่ออายุให้กับโรงไฟฟ้าทุกแห่ง แต่จะพิจารณาเฉพาะโครงการ ที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคงของระบบ เช่น โรงไฟฟ้าในพื้นที่ EEC โดย GPSC มีโอกาสได้รับประโยชน์จาก Glow IPP ขนาด 713MW ขณะที่ BGRIM เสนอพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้า IPP-SPP รวม 22 โครงการ กำลังการผลิต รวมราว 3,000MW ด้าน BANPU มี BLCP ขนาด 1,434MW ที่จะทยอย หมดอายุในปี 2575 ขณะที่ RATCH มีโอกาสได้รับประโยชน์จากโรงไฟฟ้า ก๊าซ IPP ที่เข้าเกณฑ์พิจารณา”
อย่างไรก็ตามประเด็นการต่ออายุโรงไฟฟ้าเพื่อดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วง 5 ปีแรกของแผน PDP2026 ไม่มีปรากฏในเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผน PDP2026 แต่อย่างใด แต่ในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP2026) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีการถาม-ตอบ ถึงประเด็นนี้ โดยข้อมูลจาก JET in Thailand ระบุไว้ว่า มีผู้ร่วมงานตั้งคำถามว่า “กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่มีอยู่เดิมจะถูกนำไปจัดสรรให้กับ Data Center หรือไม่?” โดยตัวแทนจากภาครัฐตอบว่า
“ใน 5 ปีแรกของแผน จะมีการใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าเก่า สัญญาเดิมที่มีอยู่ เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ที่จะเข้ามาในระยะสั้น ซึ่งมีปริมาณมากและกำลังเติบโต โดยพิจารณาต่ออายุหรือเลื่อนการปลดระวางโรงไฟฟ้าบางประเภท ในส่วนนี้จะมีรายละเอียดของโรงไฟฟ้า และแนวทางการพิจารณาที่ชัดเจนออกมาอีกทีนึง”
ซึ่งเท่ากับว่าจะมีการต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิมที่ออกจากระบบไปแล้วให้กลับมาผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ประเด็นนี้กลับไม่มีการเปิดเผยในร่างแผน PDP2026 เลยแม้แต่น้อย
โดยหากพิจารณาจากข้อมูลโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่ง/กำลังจะออกจากระบบ และมีแนวโน้มว่าจะสามารถต่อสัญญาและผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ในระยะเวลา 5-7 ปีก่อนที่โรงไฟฟ้าใหม่จะเข้าระบบ จะพบว่ามีดังนี้
- โรงไฟฟ้าโกลว์ ไอพีพี จ. ชลบุรี 713 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าราชบุรี จ. ราชบุรี 2,041 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 3 จ. พระนครศรีอยุธยา 446 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ. ขอนแก่น 650 เมกะวัตต์
รวมประมาณ 3,850 เมกะวัตต์ ยังไม่นับรวมโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาผูกพันอยู่แล้วอย่างโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ จ. ฉะเชิงเทรา 540 เมกะวัตต์ ซึ่งจะจ่ายไฟเข้าระบบในปี พ.ศ. 2572
ไม่เพียงแค่นั้น จากข่าวจากเว็บไซต์ทันหุ้น ที่กล่าวถึงไป จะพบว่านอกจากโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่ง/กำลังจะออกจากระบบที่คาดว่าจะได้รับการต่ออายุตามรายชื่อด้านบนแล้ว ยังปรากฏรายชื่อโรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่มีการนำเสนอเพื่อพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกด้วย ทั้งโรงไฟฟ้าของบริษัท BGRIM รวม 22 โครงการ กำลังการผลิตรวมราว 3,000 เมกะวัตต์ หรือบริษัท BANPU กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP ที่จ.ระยอง ขนาด 1,434 เมกะวัตต์ ที่หมดอายุสัญญาในปีพ.ศ. 2575 ที่ก็มีการคาดการณ์ว่าจะต่ออายุสัญญาเช่นกัน
จะเห็นได้ว่านอกจากโรงไฟฟ้าก๊าซเดิมที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว การที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการใช้ไฟมากขึ้นและโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่จากร่างแผน PDP2026 เข้าสู่ระบบไม่ทันความต้องการใช้ไฟ อาจทำให้เกิดการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่ง/กำลังจะออกจากระบบ ประมาณ 3,850 เมกะวัตต์ หรือมากกว่านั้น ซึ่งการต่อสัญญาโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อนำมาใช้ในช่วงเชื่อมต่อรอโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่อีก 9,100 เมกะวัตต์นั้น ยิ่งทำให้ต้องพึ่งพาการใช้/นำเข้าก๊าซเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมาทำให้ไทยได้เรียนรู้แล้วว่าจำเป็นต้องลดการนำเข้า LNG เพื่อป้องกันค่าไฟที่ผันผวน สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม
ไม่เพียงแค่นั้นหากไทยจะใช้การต่อสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่ง/กำลังจะออกจากระบบเพื่อมาใช้ในช่วงเชื่อมต่อก่อนที่โรงไฟฟ้าใหม่จากร่างแผน PDP2026 จะจ่ายไฟเข้าสู่ระบบ ระยะเวลาแห่งการเชื่อมต่อนี้ควรเป็นระยะเวลาที่ไทยควรเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (BESS) ซึ่งปัจจุบันมีราคาต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตไฟฟ้าถูกกว่าการจะสร้างโรงไฟฟาก๊าซใหม่แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่ากลับเชื่อมต่อด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ 9,100 เมกะวัตต์ ที่จะทำให้ไทยต้องยังคงพึ่งพิงการใข้ก๊าซต่อไปในอนาคต
บทความยอดนิยม




