เมื่อสงครามอิหร่าน เผยให้เห็นถึง โครงสร้างพลังงานไทย ที่ยึดกุมโดยกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล

สฤณี อาชวานันทกุล 

วิกฤติการณ์ที่ส่งผลสะเทือนทั่วโลกรวมทั้งไทยในปี 2026 หนีไม่พ้นวิกฤตพลังงานซึ่งกำลังจุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจในหลายประเทศ อันเกิดจากการเปิดฉากปลิดชีพผู้นำอิหร่านอย่างอุกอาจโดยสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลุกลามเป็นสงครามอิสราเอล-อิหร่านระลอกใหม่ 

การปิดและแย่งชิงอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ช่องทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงการโจมตีสาธารณูปโภคหลักๆ ของธุรกิจน้ำมันในทวีปตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งและผันผวนอย่างหนัก อุปทานน้ำมันหายไปจากตลาดมากถึง 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้นักวิเคราะห์จำนวนมากรวมถึงองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์

แน่นอนว่าการรับมือกับวิกฤตขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรื่องหนึ่งที่วิกฤตนี้ตอกย้ำอย่างเป็นสากลก็คือ ความจำเป็นของการเร่งลงทุนและขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม” (just energy transition) – ย้ายออกจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก มุ่งหน้าสู่การสร้างเศรษฐกิจ-สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเปรียบได้กับการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสี่ตัว กล่าวคือ

นกตัวแรก ได้วางรากฐานของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ที่แท้จริง (การเร่งลงทุนใน smart grid, แบตเตอรี่ และการจัดการฝั่งอุปสงค์ (demand management) เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบ ช่วยให้สามารถเลิกพึ่งพิงก๊าซนำเข้าจากต่างประเทศ จากทวีปที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มหาศาลอย่างตะวันออกกลาง) 

นกตัวที่สอง ได้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณี Net Zero ต่อประชาคมโลก (พลังงานฟอสซิลคือสาเหตุหลักของภาวะโลกรวน) 

นกตัวที่สาม ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (คู่ค้าหลายประเทศเรียกร้อง “สินค้าเขียว” ที่ผลิตโดยใช้พลังงานสะอาด และพลังงานเหล่านี้หลายชนิดก็มีต้นทุนถูกกว่าพลังงานฟอสซิล) 

นกตัวที่สี่ ได้เพิ่มอำนาจของชุมชนและประชาชนในการผลิตและจัดการพลังงาน (พลังงานหมุนเวียนหลายชนิด อาทิ แสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล อยู่ในวิสัยที่ประชาชนหรือชุมชนจะลงทุนผลิตเองได้ ไม่เหมือนกับพลังงานฟอสซิล) 

ในเมื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานยิงปืนนัดเดียวได้นกถีงสี่ตัว ประเทศไหนที่ไม่ฉวยโอกาสทำเรื่องนี้อย่างจริงจังในยามวิกฤต ก็สมควรถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจถูกกลุ่มผลประโยชน์ฟอสซิล “ยึด” กลไกของรัฐไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล หรือรัฐบาลผู้มีอำนาจออกนโยบาย 

“การยึดรัฐ” หรือ state capture เป็นแนวคิดที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการกำกับสนามแข่งขันและนักรัฐศาสตร์อย่าง Joel Hellman ใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่กลุ่มผลประโยชน์เอกชนสามารถ “ยึด” สถาบันของรัฐ ส่งผลให้สามารถออกแบบกฎกติกา นโยบาย และการบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อต่อตนเองและพวกพ้องอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งสถาบันของรัฐทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล่านั้นมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ – อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้เขียนเคยสรุปรูปแบบของการยึดกุมกลไกกำกับดูแล (regulatory capture) จากการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ว่ามีมากมายหลายรูปแบบ ผลลัพธ์ของการยึดรัฐทุกระดับก็คือ กำไรของกลุ่มผลประโยชน์ได้รับการประกันโดยรัฐ ขณะที่ความเสี่ยงและต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชนและงบประมาณแผ่นดิน โดยที่ประชาชนไม่มีปากเสียงและบ่อยครั้งก็แทบไม่รู้ตัว

เมื่อเรานำ “แว่น” การยึดรัฐมามองเหตุการณ์และการตัดสินใจของรัฐบาลใหม่ตั้งแต่หลังสงกรานต์ปี 2026 เป็นต้นมา ทั้งการประกาศปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของรัฐบาลอนุทิน และการพุ่งเป้าไปที่การยกเลิกค่าตอบแทนส่วนเพิ่มหรือ Adder ของพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ไม่พูดถึงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวของโรงไฟฟ้าก๊าซ การกระทำของรัฐบาลก็ยิ่งเปิดโปงให้เห็นชัดเจนกว่าที่แล้วมาว่า “การยึดรัฐ” โดยกลุ่มทุนฟอสซิลในไทยดำรงอยู่อย่างแน่นหนาตลอดมา และถ้าเราไม่เริ่มทลายการยึดรัฐ การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยก็ยากยิ่งที่จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ “ทันท่วงที” และ “ยุติธรรม” 

ผู้เขียนอยากชวนมองหลักฐานสี่ชิ้นที่เห็นว่า ชี้ชัดถึงลักษณะและระดับซึมลึกของ “การยึดรัฐ” ของกลุ่มทุนฟอสซิลในปัจจุบัน

หลักฐานชิ้นแรก: ออกนโยบาย “โยน” ให้ประชาชนอุดหนุนกันเอง โดยไม่แตะความไม่เป็นธรรมของค่าไฟ

วันที่ 28 เมษายน 2026 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อตอบสนองต่อภาระค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน มาตรการหลักๆ ที่กระทรวงพลังงานประกาศมีสองส่วน ส่วนแรกประกาศใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบ “ก้าวหน้า” (progressive rate) โดยกำหนดราคา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับไฟฟ้า 200 หน่วยแรกของทุกครัวเรือน ส่วนที่เหลือจ่ายในอัตรา “ขั้นบันได” ที่สูงขึ้น ส่วนที่สอง ประกาศยกเลิกค่าตอบแทนส่วนเพิ่มหรือ Adder ที่รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีต 

มาตรการทั้งสองส่วนนี้ฟังเผินๆ เหมือนจะดี แต่ที่แท้สะท้อน “การยึดรัฐ”! 

อุดหนุนระหว่างผู้ใช้ไฟด้วยกันเอง – “ปกปิด” ไม่ใช่ “ปฏิรูป” 

โครงสร้างค่าไฟใหม่แบบ “ก้าวหน้า” ฟังดูดีเพราะคนใช้ไฟน้อยจ่ายถูกลง แต่ในเชิงโครงสร้าง นี่คือการเอาเงินจากกระเป๋า “ผู้ใช้ไฟมาก” (ซึ่งในความเป็นจริงหลายคนก็ “รวยน้อยกว่า” ผู้ใช้ไฟน้อย – ลองเปรียบเทียบกิจการขนาดย่อมที่ใช้บ้านตัวเองเป็นสถานประกอบการ หรือบ้านเดี่ยวที่มีคนอยู่กันหลายคน กับคอนโดหรูของสมาชิกชนชั้นกลางที่อยู่คนเดียว) ไปอุดหนุน “ผู้ใช้ไฟน้อย” โดยที่ไม่แตะต้องความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างของค่าไฟแม้แต่นิดเดียว

มาตรการของรัฐบาลเลี่ยงไม่ตอบคำถามว่า เหตุใดประชาชนต้อง “แบก” ค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมแต่ต้น  ทั้งค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payments: AP) ที่จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ได้เดินเครื่องเพราะพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจำเป็นตลอดมา และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP และ SPP) ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผลตอบแทนของเจ้าของโรงไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนเกินจำเป็นในคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และส่งเสริมการนำเข้าก๊าซ LNG ซึ่งแพงและผันผวนตามความเสี่ยงของภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังที่เราได้เห็นแล้วจากการบุกยูเครนของรัสเซีย ไม่กี่ปีก่อนหน้าวิกฤตพลังงานรอบใหม่ 

การเลือกที่จะให้ประชาชนอุดหนุนกันเอง แทนที่จะลดต้นทุนของระบบอย่างยั่งยืนด้วยการรับมือกับความไม่เป็นธรรมในโครงสร้าง คือการเลือกที่จะไม่แตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน 

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ในขณะที่รัฐบาลพร้อมจะ “โยน” ค่าไฟที่ไม่เป็นธรรมให้ประชาชน “ผู้ใช้ไฟมาก” อุดหนุน “ผู้ใช้ไฟน้อย” บริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรม ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศ กลับได้อัตราค่าไฟที่สะท้อนการประหยัดจากขนาด หรือ economy of scale ที่ดีกว่าบริษัทขนาดกลางและย่อมมาโดยตลอด 

อุตสาหกรรมที่ใช้ไฟมากได้ซื้อไฟในราคาขายส่ง แต่ประชาชนที่ใช้ไฟมากกลับต้องจ่ายแพงกว่าประชาชนที่ใช้ไฟน้อย!

ยกเลิก Adder แต่ไม่แตะต้องสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซ

การประกาศของรัฐมนตรีพลังงานที่จะยกเลิก Adder ให้ได้ “จะฟ้องร้องก็ยินดี แต่ปล่อยให้ค่าไฟแพงไม่ได้” ฟังดูขึงขังและน่าจะ “ได้ใจ” ผู้ใช้ไฟไปพอสมควร

อย่างไรก็ดี คำถามง่ายๆ ก็คือ ทำไมเราไม่เห็นความขึงขังแบบนี้กับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) ของโรงไฟฟ้าก๊าซ ทั้งที่ปริมาณเงินที่ผู้ใช้ไฟจะประหยัดได้แตกต่างกันกว่าสามเท่า? 

รัฐมนตรีพลังงานอ้างว่า การยกเลิก Adder ของโครงการพลังงานหมุนเวียน จะลดค่าไฟฟ้าลงได้ราว 10 สตางค์/หน่วย ขณะที่ถ้ายกเลิกการจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP) ในสัญญา PPA ในส่วนที่โรงไฟฟ้าไม่ได้ผลิตจริง จะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 34 สตางค์/หน่วย (จากการคำนวณของ JustPow เมื่อปี 2025) แต่รัฐมนตรีกลับไม่ได้พูดถึงทางเลือกหลังแม้แต่น้อย

อีกทั้งเราไม่ควรลืมว่า Adder กำลังทยอยหมดอายุตามสัญญาเดิมอยู่แล้ว กล่าวคือ Adder ของโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์โรงสุดท้ายที่ได้เงื่อนไขนี้จะสิ้นสุดในปี 2026 นี้ ส่วน Adder ชีวมวลจะหมดในเดือนพฤษภาคมปีหน้าคือ 2027 และ Adder พลังงานลมจะหมดในเดือนเมษายน ปี 2029 

ลองเปรียบเทียบการประกาศยกเลิก Adder ที่กำลังจะหมดอายุอยู่แล้วภายใน 1-3 ปีข้างหน้า กับสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้าก๊าซทั้งหลายซึ่งจะอยู่ไปยาวนาน 20-25 ปี ค่าความพร้อมจ่ายที่ไม่เป็นธรรมจะถูกรีดจากผู้ใช้ไฟต่อไปอีกข้ามทศวรรษ การเลือกที่จะ “แตะ Adder” แต่ “ไม่แตะ AP” จึงไม่ใช่เรื่องของกฎหมายหรือความเป็นไปได้ในการเจรจา แต่เป็นเรื่องของการ “เลือกข้าง” เข้าข้างกลุ่มทุนโรงไฟฟ้าก๊าซอย่างชัดเจน 

หลักฐานชิ้นที่ 2: การเดินหน้าขยายโครงสร้างก๊าซ LNG ที่ขัดกับแผนของกระทรวงเอง

ร่างแผนก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567 (Gas Plan 2024) ของกระทรวงพลังงานเองยอมรับว่า กำลังการผลิตของคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่มีอยู่ในประเทศนั้น “เพียงพอ” ต่อความต้องการไปจนถึงปี 2037 ปีสุดท้ายของแผน 

ฉะนั้นคำถามที่ตามมาก็คือ เหตุใดบริษัทพลังงานในเครือรัฐจึงยังเดินหน้าก่อสร้างคลังเก็บ LNG เพิ่มเติม รวมถึงคลังแห่งที่ 3 ที่มาบตาพุด มูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านบาท? (ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตว่า ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย 30% ในบริษัท Gulf MTP LNG Terminal ผู้พัฒนาคลังเก็บ LNG แห่งที่ 3) 

จาก รายงานของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA)ได้ข้อสรุปว่า การลงทุนเหล่านี้ “ไม่สอดคล้องกับทั้งความต้องการใช้จริงและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ” ส่วนรายงานของเครือข่ายการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (CFNT) ปี 2024 ที่ผู้เขียนร่วมจัดทำ ย้ำว่าเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตคลัง LNG ของไทย ทั้งที่เปิดใช้แล้วและที่อยู่ในแผน อาจกลายเป็น “สินทรัพย์สูญค่า” (stranded assets) ที่ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ

คำถามที่สำคัญกว่า “ทำไมยังขยาย LNG” จึงไม่ใช่คำถามทางเทคนิคหรือเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคำถามทางการเมือง ใครได้ประโยชน์จากการขยายระบบที่แผนของกระทรวงพลังงานเองยอมรับว่าไม่จำเป็น? 

และน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าของคลังเก็บ LNG, ผู้นำเข้า LNG รายใหญ่, และเจ้าของโรงไฟฟ้าก๊าซ – บริษัทที่มีทั้งสามสถานะนี้ในคราวเดียวกันอาจเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด

หลักฐานชิ้นที่ 3: เศรษฐศาสตร์กลับหัวกลับหาง — สนับสนุนของแพง ก่อกำแพงกันของถูก

ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าก็เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ทำให้การขยายตัวของก๊าซ LNG ดูเหมือนไม่เพียงแต่มาผิดเวลา หากแต่เป็นทิศทางที่ผิดพลาดในเชิงโครงสร้าง รายงานเดือนพฤษภาคม 2025 โดย BloombergNEF ระบุว่า พลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดของไทยแล้ว และภายในปี 2025 ที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ระดับสาธารณูปโภค (utility-scale solar) ในรูปของต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (Levelized Cost of Electricity: LCOE) ได้ลดลงต่ำกว่าทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินที่สร้างใหม่แล้ว ส่วนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ก็กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน และคาดว่าจะมีต้นทุนการเดินเครื่องต่ำกว่าก๊าซในระบบเดิมภายในปี 2026

ในตลาดไฟฟ้าที่ไม่ถูกยึดกุมด้วยกลุ่มทุนฟอสซิล สัญญาณราคาที่ชัดเจนเช่นนี้ รวมถึงความ “ไม่มั่นคงของก๊าซ LNG” ที่สงครามยูเครนชี้ชัดและสงครามอิหร่านมาตอกย้ำ จะนำเราไปสู่ผลลัพธ์ทางนโยบายที่ชัดเจน นั่นคือ การประกาศแผนทยอยปลดระวาง (phase out) โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าก๊าซ การหยุดสร้างโรงใหม่ และการเร่งการลงทุนในโครงสร้าง “ยืดหยุ่น” ที่จะรองรับให้พลังงานหมุนเวียนเป็นกระแสหลักในระบบพลังงานได้ อาทิ ระบบกักเก็บพลังงาน, smart grid, และมาตรการจัดการฝั่งอุปสงค์ (demand side management) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟให้ลดภาระของโครงข่ายไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเพิ่มความมั่นคงของระบบ

ทว่าในประเทศไทย เรายังไม่เห็น “ผลลัพธ์ทางนโยบาย” เหล่านี้อย่างชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศเพิ่มโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาโซลาร์ประชาชนจากเดิม 90 MW เป็น 500 MW ตัวเลขนี้ก็ยังต่ำกว่าศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ของไทยหลายร้อยเท่า 

ที่สำคัญ พลังงานหมุนเวียนจะไม่มีวันแซงหน้าพลังงานฟอสซิลขึ้นมาเป็น “พระเอก” ในระบบพลังงานได้เลย ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่ลงทุนกับโครงสร้างที่เพิ่มความ “ยืดหยุ่น” (flexibility) ของโครงข่าย และประกาศว่าจะทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซ 

หลักฐานชิ้นที่ 4: “สัญญาทาส” – เอกชนได้ประกันกำไร ประชาชนได้ความเสี่ยงทั้งหมด

ดังที่เกริ่นไปแล้วตอนต้น หัวใจของกับดักก๊าซ LNG ไทยอยู่ที่โครงสร้างสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP/SPP) ที่ใช้มาราวสามทศวรรษ ภายใต้สัญญาเหล่านี้ เจ้าของโรงไฟฟ้าได้รับ “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment หรือ AP) ตามกำลังการผลิตติดตั้ง ไม่ว่า กฟผ. จะสั่งเดินเครื่องหรือไม่ก็ตาม โครงสร้างนี้แปลว่าผู้ผลิตจะได้รับการประกันกำไร ความเสี่ยงต่างๆ เช่น ความเสี่ยงที่ความต้องการใช้ไฟที่แท้จริงจะต่ำกว่าประมาณการมาก – ถูกโอนให้ผู้ใช้ไฟแบกรับ

ตัวเลขที่ปรากฏชัดเจนจากการคำนวณของ IEEFA คือ ค่าความพร้อมจ่ายกว่า 159,000 ล้านบาท ใน 3 ปี ที่จ่ายให้โรงไฟฟ้า 7 แห่ง กำลังผลิตรวม 11 กิกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้ 6.1 หมื่นล้านบาท จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าที่ “ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเลย” ในเดือนที่ได้รับเงิน โรงไฟฟ้าเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 30% ของกำลังการผลิตติดตั้งเท่านั้น

หากตัวเลขนี้ปรากฏในงบกำไรขาดทุนของบริษัทเอกชน นักลงทุนจะตั้งคำถามทันทีว่ามันคือ การจ่ายเงินให้กับใครฟรีๆ หรือไม่ แต่เมื่อมันปรากฏในสัญญา PPA เงื่อนไขนี้ก็ถูกเรียกว่าพันธกรณีตามสัญญา และไม่มีใครต้องรับผิดชอบ

สำหรับรอบค่าไฟฟ้างวดแรกของปี 2026 IEEFA ประเมินว่าค่าความพร้อมจ่ายเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนค่าไฟฟ้าราว 0.63 บาทต่อหน่วย หรือเกือบหนึ่งในห้าของค่าไฟฟ้าฐาน 

ตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่านเป็นต้นมา เรายังไม่ได้ยินคำพูดใดๆ จากคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงพลังงานที่สื่อว่า รัฐบาลมองเห็นและตั้งใจจะทลาย “การยึดรัฐ” ของกลุ่มทุนฟอสซิล ซึ่งควรเริ่มจากการประกาศเจรจาลดหรือยกเลิกค่าความพร้อมจ่าย (ที่เราจ่ายเกินควรไปมหาศาล) ในสัญญา PPA กับโรงไฟฟ้าก๊าซ การประกาศระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิล การประกาศทยอยลดการนำเข้า LNG ควบคู่กับการเร่งสร้าง “ความยืดหยุ่น” ในโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อให้พลังงานหมุนเวียนก้าวขึ้นมาเป็นพลังงานหลักในระบบ ซึ่งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 4 ตัว รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังที่ผู้เขียนอธิบายตอนต้น

ตราบใดที่เรายังไม่ได้ยินเรื่องเหล่านี้จากปากของรัฐบาล ตราบนั้นเราก็ย่อมตั้งข้อสังเกตได้ว่า “การยึดรัฐ” โดยกลุ่มทุนฟอสซิลหน้าเดิมยังคงดำรงอยู่ต่อไป และ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ที่รัฐบาลชอบอ้างนั้น ที่แท้ก็อาจเป็นแค่ “ความมั่นคงของกลุ่มทุนฟอสซิล” ไม่ใช่ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศแต่อย่างใด

บทความยอดนิยม

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้จัดเวทีชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นผลการคำนวณค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดย กกพ. ได้นำเสนอ 3 แนวทางเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งให้ค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ 3.95 บาท/หน่วย ไปจนถึง 4.59 บาท/หน่วย แม้จะดูเหมือนประชาชนมีทางเลือก แต่เมื่อแกะโครงสร้างการปรับค่าไฟของแต่ละแนวทางออกมา จะพบว่าความแตกต่างระหว่างทั้ง 3 แนวทางไม่ได้อยู่ที่ว่าต้นทุนที่แท้จริงลดลงได้แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนรับภาระแทนประชาชนในรอบนี้ และภาระนั้นจะถูกส่งคืนมาในรูปแบบใดในอนาคต 3 แนวทางในการปรับค่าไฟของ กกพ. มีอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร หากมองค่าไฟงวดนี้เป็นหนึ่งก้อน จะแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ค่าไฟฟ้าฐาน 3.7833 บาท/หน่วย ค่า FAC (ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า) 0.2966 บาท/หน่วย และค่า AF สะสม หรือหนี้ที่ กฟผ. […]

จากกรณีค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกนำมาเฉลี่ยเก็บจากบิลผู้ใช้ไฟ 10 สตางค์ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า ควรจะจัดการอย่างไรดี เพราะเมื่อดึงกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่มีไฟสาธารณะเป็นคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท. สุดท้ายแล้วงบประมาณในส่วนนี้ก็มาจากภาษีประชาชน JustPow ชวนมาสำรวจ ‘ค่าไฟ’ ของหน่วยงานภาครัฐ ว่าแต่ละปีต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ หน่วยงานไหนจ่ายมาก-น้อย ที่สุด จากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนรายการที่เป็น ‘ค่าไฟฟ้า’ จะพบว่ามีการตั้งงบประมาณไว้ 10,951,969,600 บาท โดยหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน 2,378,236,400 โดยที่กองทัพบกมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุด 1,179,393,900 บาท  อันดับสองคือ กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2,034,119,100 บาท ซึ่งเป็นเพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมกว่า 98 แห่งทั่วประเทศ และยังมีสถาบันอื่่นๆ อีก จึงทำให้ค่าไฟฟ้าที่สูง  อันดับสาม คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 848,224,500 บาท […]

พีดีพีคืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับบิลค่าไฟของเรา

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นประธาน มีมติให้ทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder

จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้กับโรงพยาบาลพระรามเก้า จนไปถึงการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านหัวหมากมีการกักตุนน้ำมันหลายแสนลิตร สร้างความวิตกกับให้กับชุมชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างไร ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าดาต้าเซนเตอร์ในกทม. อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้แถลงสั่งหยุดใบอนุญาตรายใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ พร้อมทบทวนกฎหมายผังเมืองและการทำ EIA  JustPow ชวนไปสำรวจว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง ในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่เท่าไหร่  จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้  เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า ห้วยขวาง เป็นเขตทีมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากที่สุด 9 โครงการ  รองลงมาก็คือเขตบางนา 6 โครงการ เขตบางรัก 5 โครงการ เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตละ 2 โครงการ […]

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

โรงไฟฟ้าที่อาจจะได้รับการต่ออายุ เพื่อรองรับการใช้ไฟของ Data Center 

ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในร่างแผน PDP2026 อยู่ที่ 79,696 เมกะวัตต์ (กรณี BASE-High) โดยมีกำลังการผลิตรวมอยู่ระหว่าง

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นค่าไฟเฉลี่ยตลอดแผน

ค่าไฟเฉลี่ย 3.8364 บาท/หน่วย ตลอดแผน ที่อาจจะไม่เป็นจริง เพราะต้นทุน SMR / CCS ที่คลาดเคลื่อน ไม่มีต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ ไม่มีราคา Carbon Tax และยังไม่รวมความผันผวนจากการที่ยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซ

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์

ร่างแผน PDP2026 ที่ไม่สอดคล้องกับแผน NDC3.0 และอาจก่อให้เกิด Fossil Lock-In มากกว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero โดยเฉพาะการบรรจุโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ในช่วง 12 ปีแรกของแผน

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซ

ความต้องการไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้เกิดการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่งจะออกจากระบบ เสี่ยงให้เกิดกับดัก Fossil/Gas Lock-In ที่ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการใช้/นำเข้าก๊าซเพิ่มมากขึ้น