ร่างงบปี 2570 มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่เท่าไร ในกระทรวงไหนบ้าง

จากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 285 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากผู้ลงมติทั้งหมด 478 เสียง โดยในเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ 

อย่างไรก็ตามเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความจำเป็นเร่งด่วนว่าถึงขั้นที่จะต้องกู้เงินหรือไม่ รวมไปถึงตัวชี้วัดที่มีความชัดเจนว่าการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทจะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร แค่ไหน และวัดผลอย่างไร นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความซ้ำซ้อนกับการใช้งบประมาณประจำปี ซึ่งในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ก็มีโครงการการใช้งบประมาณที่มีรูปแบบไม่แตกต่างจากโครงการเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน 

JustPow ชวนสำรวจร่างงบประมาณประจำปี 2570 ว่า มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่เท่าไร ในกระทรวงไหนบ้าง มีความใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกับโครงการในเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร

โครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570

หากพิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570 โดยใช้กรอบของพลังงานหมุนเวียนเป็นหลักในการพิจารณา จะพบว่าสามารถแยกโครงการทั้งหมดออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  1. โครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV เช่น โครงการจัดซื้อ หรือเช่ารถ EV ของหน่วยงานต่างๆ งบประมาณ 4,314,959,500 บาท หรือคิดเป็น 57.64% ของงบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570 พบมากในโครงการของกระทรวงพลังงาน ซึ่งส่วนมากเป็นงบเช่ารถ 
  2. โครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น โครงการโซลาร์รูฟท็อป โครงการประปาโซลาร์ รวมงบประมาณ 1,920,846,500 บาท หรือคิดเป็น 25.66% ของงบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570 โดยโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ พบมากในโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนมากเป็นโครงการประปาโซลาร์
  3. โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น โครงการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนช่างรถ EV ในสถานศึกษาต่างๆ งบประมาณ 762,192,800 บาท หรือคิดเป็น 10.18% ของงบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570 พบมากในโครงการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งส่วนมากเป็นงบของวิทยาลัยเทคนิค การอาชีพ และสารพัดช่าง
  4. โครงการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานชุมชน ซึ่งรวมไปถึงการศึกษาและการให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนด้วย งบประมาณ 487,539,300 บาท หรือคิดเป็น 6.51% ของงบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570 พบมากในโครงการของกระทรวงพลังงาน ซึ่งส่วนมากเป็นงบในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน

จากนั้นเมื่อพิจารณาในรายละเอียดของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบ 2570 เป็นรายกระทรวงจะพบว่ากระทรวงการคลัง มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากที่สุด คิดเป็นงบประมาณ 3,500.22 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV

รองลงมาก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คิดเป็นงบประมาณ 1,332.32  ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ตามมาด้วยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ งบประมาณ 714.80 ล้านบาท โดยทั้งหมดเป็นโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม งบประมาณ 575.29 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการในส่วนของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นงบประมาณในการจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนนักศึกษาช่างในส่วนของงานยานยนต์ไฟฟ้าในสถานศึกษาที่กระทรวงรับผิดชอบ 

ในขณะที่กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงนั้นก็มีส่วนของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำต่างๆ งบประมาณ 503.88 ล้านบาท 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบ 2570 กระจายตัวอยู่ในกระทรวง/หน่วยราชการถึง 26 หน่วยงานด้วยกัน รวมแล้วเป็นงบประมาณ 7,485.54 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV มากที่สุด ในขณะที่มีเพียง 2 หน่วยงานเท่านั้นที่มีงบประมาณมากกว่าพันล้านขึ้นไป ซึ่งก็คือกระทรวงการคลังและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยเพราะสองกระทรวงนี้มีโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูง ในขณะที่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นๆ อาจเป็นแค่โครงการในการพัฒนาตัวหน่วยงานของตนเอง เช่น ติดโซลาร์รูฟท็อปที่อาคารสำนักงานของตนเองเท่านั้น 

โครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV 

เมื่อนำเอาโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV มาแยกประเภทอีกชั้นว่าเป็นโครงการประเภทใดบ้างก็จะพบว่าเป็นโครงการที่มีการดำเนินงานดังต่อไปนี้ 

  1. เงินอุดหนุน งบประมาณ 3,500,000,000 บาท คิดเป็น 81.11% ของงบประมาณโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV ในร่างงบประมาณประจำปี 2570 โดยทั้งหมดเป็นงบประมาณของโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) ของกระทรวงการคลัง 
  2. การเช่ารถ EV งบประมาณ 760,076,300 บาท หรือคิดเป็น 17.61 % ของงบประมาณโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV ในร่างงบประมาณประจำปี 2570 โดยเป็นค่าเช่ารถของกระทรวง/หน่วยงานต่างๆ ซึ่งกำหนดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประเภทผสมหรือไฮบริด (HEV)
  3. การซื้อรถ EV งบประมาณ 54,883,200 บาท หรือคิดเป็น 1.27% ของงบประมาณโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV ในร่างงบประมาณประจำปี 2570 โดยเป็นค่าจัดซื้อรถ ทั้งรถยนต์ รถบรรทุก ซึ่งกำหนดเป็นรถไฟฟ้า 

นอกจากนี้หากพิจารณาเป็นรายกระทรวงที่มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV ในร่างงบประมาณ 2570 จะพบว่ากระทรวงการคลังเป็นกระทรวงที่มีงบประมาณของโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV มากที่สุด 3,500.22 ล้านบาท โดยงบประมาณแบ่งเป็นโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) จำนวน 3,500 ล้านบาท และค่าเช่ารถอีก 219,300 บาท 

รองลงมาก็คือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 714,800,000 บาท โดยงบประมาณทั้งหมดเป็นโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ตามมาด้วยกระทรวงมหาดไทย 24,976,500 บาท ซึ่งส่วนมากเป็นโครงการซื้อรถ EV ในหน่วยงานต่างๆ ที่สังกัดกระทรวง 

กระทรวงแรงงาน 15,110,000 บาท  ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการซื้อรถ EV ในหน่วยงานต่างๆ ที่สังกัดกระทรวง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 13,608,000 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการเช่ารถ EV ในหน่วยงานต่างๆ ที่สังกัดในสำนักงาน

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV ในร่างงบ 2570 กระจายตัวอยู่ในกระทรวง/หน่วยราชการถึง 18 หน่วยงานด้วยกัน รวมแล้วเป็นงบประมาณ 4,314,959,500 บาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับเงินอุดหนุนมากที่สุด 3,500,000,000  บาท ซึ่งเป็นโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) ของกระทรวงการคลัง 

ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการในเงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะพบว่ากระทรวงการคลังเองก็มีการเสนอโครงการเงินอุดหนุนรถ EV เช่นเดียวกัน โดยกรมสรรพสามิตได้เตรียมรูปแบบการอุดหนุน (Subsidize) ผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับผู้ซื้อรถ (ไฟแนนซ์) โดยจะเป็นการอุดหนุนเพียงครั้งเดียวจบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยง่าย ทั้งการให้เงินชดเชยหรือเงินส่วนลดจากวงเงินที่ได้รับไฟแนนซ์ หรือการอุดหนุนผ่านอัตราดอกเบี้ย เช่น หากผู้ซื้อรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ไปเข้าระบบไฟแนนซ์กู้ได้ 850,000 บาท ทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 50,000 บาท ทำให้ผู้ซื้อรถกู้จากไฟแนนซ์จริงจำนวน 800,000 บาท เป็นต้น

โครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ 

เมื่อนำเอาโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ มาแยกประเภทอีกชั้นว่าเป็นโครงการประเภทใดบ้างก็จะพบว่าเป็นโครงการที่มีการดำเนินงานดังต่อไปนี้ 

  1. โครงการประปาโซลาร์เซลล์ งบประมาณ 1,502,661,500 บาท หรือคิดเป็น 78.23% ของโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างงบปี 2570 ซึ่งส่วนมากอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แหล่งน้ำอ่างเขาหินปูน หมู่ที่ 10 บ้านหนองทอง ตำบลถ้ำกระต่ายทอง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร งบประมาณ 94,000,000 บาท 
  2. โครงการโซลาร์รูฟท็อป งบประมาณ 256,962,900 บาท หรือคิดเป็น 13.38% ของโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างงบปี 2570 ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายกระทรวง เป็นการติดโซลาร์ในพื้นที่หน่วยงานต่างๆ เช่น โครงการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ขนาด 3 เฟส 20 กิโลวัตต์ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 ตำบลสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ของกระทรวงอุตสาหกรรม งบประมาณ 2,996,000 บาท 
  3. โครงการไฟโซลาร์ งบประมาณ 80,037,900 บาท หรือคิดเป็น 4.17% ของโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างงบปี 2570 ซึ่งส่วนมากอยู่ในงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น โครงการปรับปรุงถนนลาดยางพร้อมติดตั้งเสาไฟถนนโคมแอลอีดีพลังงานแสงอาทิตย์แบบประกอบในชุดเดียวกัน ตามบัญชีนวัตกรรมไทย จำนวน 60 ชุด อำเภอเมืองอุดรธานี  จังหวัดอุดรธานี งบประมาณ 15,111,000 บาท
  4. ระบบงานโซลาร์ งบประมาณ 58,183,600 บาท หรือคิดเป็น 3.03% ของโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างงบปี 2570 เช่น ค่าพัฒนาโปรแกรมแสดงศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพื้นที่สำหรับประเทศไทย แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร งบประมาณ 8,493,600 บาท
  5. สถานีสูบน้ำ คือโครงการสถานีสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมระบบส่งน้ำเวียงหนองหล่ม โครงการชลประทานเชียงราย ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย งบประมาณ 21,000,000 บาท หรือคิดเป็น 1.09% ของโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างงบปี 2570
  6. โครงการโซลาร์ลอยน้ำ คือโครงการควบคุมงานก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอย กับพลังน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนบ้านพลวง (ระยะที่ 1) 5 เมกะวัตต์ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำคลองทุ่งเพล ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี งบประมาณ 1,961,600 บาท หรือคิดเป็น 0.10% ของโครงการที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างงบปี 2570
  7. อื่นๆ งบประมาณ 39,000 บาท หรือคิดเป็น 0.002% เช่น โครงการส่งเสริมการใช้และบำรุงรักษานวัตกรรมการอบแห้ง กาแฟ แมคคาเดเมีย ผลผลิตทางการเกษตร อย่างทั่วถึงด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่การเกษตรกรรมที่สูง (ป่าคาโมเดล) ตามแนวพระราชดำริอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้หากพิจารณาเป็นรายกระทรวงที่มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างงบประมาณ 2570 จะพบว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกระทรวงที่มีงบประมาณของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด 1,330,356,500 บาท โดยงบประมาณทั้งหมดเป็นโครงการประปาโซลาร์ 

รองลงมาก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 153,234,100 บาท ซึ่งมีทั้งโครงการประปาโซลาร์และโครงการไฟโซลาร์ ตามมาด้วยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 133,958,900 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการโซลาร์รูฟท็อปในสถานที่ของหน่วยงานในสังกัดของกระทรวง เช่น โครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดขอนแก่น 

กระทรวงมหาดไทย 99,108,800 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการประปาโซลาร์ ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี 55,201,300 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการโซลาร์รูฟท็อปในสถานที่ของหน่วยงานในสังกัด

จากข้อมูลเห็นได้ว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ในร่างงบ 2570 กระจายตัวอยู่ในกระทรวง/หน่วยราชการถึง 17 หน่วยงานด้วยกัน รวมแล้วเป็นงบประมาณ 1,920,846,500 บาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับประปาโซลาร์มากที่สุด 1,502,661,500 บาท ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการในเงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะพบว่ามีโครงการประปาโซลาร์เช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เสนอโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ในส่วนของโครงการโซลาร์รูฟท็อปก็ยังมีความคล้ายคลึงกันกับโครงการที่เคยปรากฏใน “การจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งโครงการเพื่อรับงบประมาณจากเงินกู้ 2 แสนล้านอีกด้วย ก่อนที่จะมีการยกเลิกในภายหลัง 

โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ในส่วนที่ถือว่าเป็นโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งหมายถึงการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถในเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ในอนาคต โดยพบโครงการในหมวดหมู่นี้มีงบประมาณรวม 762.19 ล้านบาท กระจายอยู่ใน 4 กระทรวง/หน่วยงาน คือ

  1. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม งบประมาณ 431,600,000 บาท โดยส่วนมากเป็นโครงการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนในด้านยานยนต์ไฟฟ้าของสถาบันการศึกษาที่สังกัดในกระทรวง
  2. กระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณ 280,842,500 บาท โดยส่วนมากเป็นโครงการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนในด้านยานยนต์ไฟฟ้าของสถาบันการศึกษาที่สังกัดในกระทรวง
  3. กระทรวงแรงงาน งบประมาณ 43,500,000 บาท โดยส่วนมากเป็นโครงการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนในด้านยานยนต์ไฟฟ้าของหน่วยงานที่สังกัดในกระทรวง
  4. กระทรวงคมนาคม งบประมาณ 6,250,300 บาท โดยทั้งหมดเป็นโครงการศึกษาเพื่อนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการตรวจสภาพยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์แห่งอนาคต

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่เมื่อดูในรายละเอียดของโครงการต่างๆ ก็จะพบว่าส่วนมากล้วนเกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากพิจารณาในภาพรวมของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570 ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถ EV ที่ได้รับงบประมาณสูงสุดอยู่แล้วเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการประเภทอื่นๆ และเมื่อรวมกับโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สุดท้ายแล้วก็เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า จะพบว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบปี 2570 ให้ความสำคัญกับเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าสูงกว่าการใช้งบประมาณในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบอื่นๆ 

โครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ในส่วนที่ถือว่าเป็นโครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งหมายถึง โครงการที่ใช้งบประมาณในการพัฒนา ศึกษา ก่อสร้าง ซ่อมแซม ต่อเติม โครงการพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทนต่างๆ รวมไปถึงโครงการที่เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทนด้วย โดยพบโครงการในหมวดหมู่นี้มีงบประมาณรวม 487.54 ล้านบาท กระจายอยู่ใน 3 กระทรวง/หน่วยงาน คือ

  1. กระทรวงพลังงาน งบประมาณ 476,140,000 โดยส่วนมากเป็นโครงการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน เช่น ค่าควบคุมงานก่อสร้าง และติดตั้งเครื่องกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำห้วยป่าปู ตำบลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
  2. กระทรวงกลาโหม งบประมาณ 11,376,700 บาท ซึ่งก็คือโครงการการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้พลังงานทดแทนกองทัพอากาศ
  3. จังหวัดและกลุ่มจังหวัด งบประมาณ 22,600 บาท ซึ่งก็คือโครงการส่งเสริมการใช้วัสดุชีวมวลอย่างยั่งยืนเพื่อผลิตพลังงานทดแทนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จังหวัดพิจิตร

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าโครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่อยู่ในกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในโครงการต่างๆ โดยมีทั้งโครงการไฟฟ้าพลังงาน หรือโครงการการอนุรักษ์พลังงาน ในขณะที่โครงการที่มีการใช้งบประมาณสูงที่สุดก็คือ โครงการอุดหนุนการชดเชยส่วนต่างจากการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 120,000,000 บาท 

งบกลาง 12,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน

นอกจากงบประมาณในหน่วยงานต่างๆ ที่ถือเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ยังมีการตั้งงบกลางรายการใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นก็คือ “ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน” ในวงเงิน 12,000 ล้านบาทไว้อีกด้วย

โดยในรายการ ‘ฟังหูไว้หู’ ออกอากาศ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 ซึ่งดำเนินรายการโดยวีระ ธีรภัทรานนท์ ซึ่งในการอภิปรายร่างงบประมาณประจำปี 2570 นี้ วีระ ธีรภัทรานนท์ก็ได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในสัดส่วนคณะรัฐมนตรีอีกด้วย

โดยวีระ ธีรภัทรานนท์ อธิบายรายละเอียด กรอบการใช้งบกลาง 12,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน ไว้ดังนี้

งบประมาณในส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นงบลงทุน เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างพลังงาน การใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น โครงการติดโซลาร์รูฟท็อปในหน่วยงานรัฐ 

“คนตั้งงบตรงนี้คือสำนักงบประมาณ เขาเห็นเงินนอกงบประมาณ คุณรู้ไหมว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ มีเงินนอกงบประมาณเต็มหมด รายการที่เป็นเงินนอกงบประมาณเขาอยากจะเอาออกมาใช้ คุณจะไปทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น ติดโซลาร์รูฟท็อป รัฐจะให้เงินงบประมาณไปครึ่งหนึ่ง และหน่วยงานต่างๆ ที่ของบประมาณเข้ามาภายใต้งบกลางรายการนี้ก็จะต้องเอาเงินนอกงบประมาณของตัวเองออกอีกครึ่งหนึ่ง เป็น Matching Fund” 

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า นอกจากเงินกู้ 2 แสนล้านบาท และงบประมาณประจำปี 2570 ที่มีการใช้งบประมาณในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว ยังมีงบกลางอีก 12,000 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปแบบของโครงการก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันทั้งหมด เช่น ติดโซลาร์รูฟท็อป ทั้งงบประมาณจากเงินกู้ 2 แสนล้านบาท งบประมาณประจำปี 2570 และงบกลาง 12,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปรากฏเป็นข่าวว่างบกลางในรายการนี้ 12,000 ล้านบาท ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อภิปรายงบประมาณว่ามีความซ้ำซ้อนกับงบประมาณประจำปี และไม่ถือเป็นเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนที่ต้องตั้งงบกลางไว้เหมือนดังเช่นงบประมาณในการบรรเทาเหตุอุทกภัย ซึ่งอาจจะมีการตัดหรือปรับลด

เงินกู้ 2 แสนล้าน VS ร่างงบปี 70 VS งบกลาง 12,000 ล้าน

จากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยจะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวว่าแต่ละกระทรวงได้เสนอโครงการ ดังนี้

  1. กระทรวงคมนาคม งบประมาณ  24,000 ล้านบาท  เป็นโครงการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะจากรถน้ำมันเป็นรถไฟฟ้า
  2. กระทรวงมหาดไทย งบประมาณ 50,000 ล้านบาท กับโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาท/ครัวเรือน จำนวน 1 ล้านหลังคาเรือน
  3. กระทรวงพลังงาน กับโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน  500 เมกะวัตต์ 
  4. กระทรวงเกษตร งบประมาณ 60,000 ล้านบาท กับโครงการการพัฒนาระบบชลประทานด้วยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
  5. กระทรวงการคลัง กับโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กรมสรรพสามิตได้เตรียมรูปแบบการอุดหนุน (Subsidize) ผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับผู้ซื้อรถ (ไฟแนนซ์) โดยรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 50,000 บาท

จะเห็นว่าโครงการต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวว่าแต่ละกระทรวงนำเสนอเพื่อขอรับงบประมาณในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านนี้ มีลักษณะของโครงการที่คล้ายคลึงกับโครงการที่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณปกติ

เช่น โครงการโซลาร์เซลล์สำหรับติดตั้งบนหลังคาของสถานที่ในสังกัดหรือความรับผิดชอบของ อปท. เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, โรงเรียน, สถานีอนามัย, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ของท้องถิ่น ของกระทรวงมหาดไทยที่เคยมีหนังสือส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำโครงการเสนอเพื่อขอรับงบประมาณในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านก่อนหน้านี้ ก็มีโครงการลักษณะเดียวกันปรากฏอยู่แล้วในร่างงบประมาณปี 2570 โดยกระจายตัวอยู่ในกระทรวง/หน่วยราชการถึง 17 หน่วยงานด้วยกัน รวมแล้วเป็นงบประมาณ 1,920,846,500 บาท นอกจากนี้ก็ยังเหมือนกับโครงการที่สามารถของบประมาณจากงบกลาง 12,000 ล้านบาท อีกด้วย 

หรือในส่วนของประปาโซลาร์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งบประมาณ 60,000 ล้านบาท ที่เสนอเพื่อขอรับงบประมาณในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้าน ก็มีความคล้ายคลึงกับโครงการประปาโซลาร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในร่างงบประมาณปี 2570 ที่มีการตั้งงบประมาณไว้ 1,502,661,500 บาท 

หรือโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้ากลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ของกระทรวงคมนาคม งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ที่เสนอเพื่อขอรับงบประมาณในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้าน ก็มีความคล้ายคลึงกับโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) ของกระทรวงการคลัง งบประมาณ 3,500,000,000 บาทในร่างงบประมาณประจำปี 2570

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่าการใช้งบประมาณเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีความซ้อนทับและคล้ายคลึงกับโครงการที่ภาครัฐจัดทำอยู่แล้วในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้วิธีการกู้เงิน เพราะโครงการที่คาดว่าจะใช้เงินกู้ 2 แสนล้านนี้ สุดท้ายก็ต้องทำกรอบระยะเวลา 1 ปีงบประมาณ เช่นเดียวกับโครงการที่มีลักษณะเหมือนกันในร่างงบประมาณประจำปี 2570 

นอกจากตัวโครงการที่มีความซ้ำซ้อนกันกับโครงการที่ปรากฏในร่างงบประมาณประจำปี 2570 และงบกลาง 12,000 ล้านบาทแล้ว เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยังขาดซึ่งตัวชี้วัดที่มีความชัดเจนว่าการกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร แค่ไหน และวัดผลอย่างไรอีกด้วย 

บทความยอดนิยม

โดย สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand และกรรมการผู้อํานวยการ Climate Finance

จากการที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องการจะแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญทั้งค่าความพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment (AP)

ในการจะขอใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการจะต้องยื่นเอกสารมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เอกสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแสดงว่าที่ดินแปลงที่จะก่อสร้างสถานประกอบกิจการไม่ต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฯลฯ รวมไปถึง หนังสืออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือหนังสือสนับสนุนทางการเงินอื่นๆ เพื่อเป็นการการันตีว่าจะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้สำเร็จได้ สถาบันการเงิน/ธนาคาร จึงเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดยหากโครงการนั้นไม่ได้รับเงินกู้ ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีล่าสุดของเขื่อนน้ำงึม 3 ที่ประเทศลาว ที่มีสัญญาซื้อขายไฟกับประเทศไทยกำลังการผลิตตามสัญญา 468.78 เมกะวัตต์ สัมปทาน 27 ปี กำหนดวันจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2569 แต่ กพช. เพิ่งจะมีมติให้ยุติการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการน้ำงึม 3 เนื่องจากโครงการมีปัญหาด้านสินเชื่อ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามแผน แต่การที่สถาบันการเงิน/ธนาคาร จะปล่อยกู้ให้แก่โครงการโรงไฟฟ้าใดนั้น นอกจากความน่าเชื่อถือของโครงการ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ การการันตีผลประกอบการหรือผลกำไรของโครงการแล้ว ยังอาจจะต้องพิจารณาหลักการต่างๆ ของการให้เงินกู้ของสถาบันการเงิน/ธนาคารในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ว่าการให้กู้เงินในโครงการนั้นๆ ละเมิดหลักการของสถาบันการเงิน/ธนาคารที่เคยให้ไว้หรือไม่  สถาบันการเงิน/ธนาคาร เคยให้กู้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซโรงไหนบ้าง โครงการโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้ว มีหลายโครงการที่ได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคารไทยมากกว่า 1 ธนาคาร โดยจากการรวบรวมข้อมูลของ JustPow พบว่า จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า โรงไฟฟ้าก๊าซทั้ง โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ล้วนได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคาร เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า […]

ร่างแผน PDP2026 เปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero ในปี 2050 แต่กลับมีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินไปจนถึงปลายแผนในปี 2050 นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้ไทยไม่สามารถเป็นสมาชิก OECD ได้ หากไม่มีแผนปลดระวางถ่านหินก่อนปี 2040

โครงการเขื่อนปากแบง เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขง ทางเหนือของเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางตอนเหนือของประเทศ สปป.ลาว และห่างจากชายแดนไทย-ลาว ผาได 96 กม. มีกำลังการผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์ โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทไชน่าต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ 51% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 49% มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท สัญญาสัมปทาน 29 ปี โดยจะขายไฟให้แก่ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.7129 บาท ซึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีการก่อสร้างในปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576  นอกจากปัญหาหลักในส่วนของประเด็นเรื่องพลังงาน ทั้งการที่กำลังการผลิตของไทยล้นเกินอยู่แล้ว เขื่อนในลาวที่ไทยซื้อไฟผลิตไฟได้น้อยลงเรื่อยๆ จากปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ผันผวนอันเกิดมาจากทั้งเขื่อนแม่น้ำโขงของจีนที่ต้นน้ำ ที่กักและปล่อยน้ำจนทำให้ระดับน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนิโญ่อันมีสาเหตุมาจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้หน้าแล้งน้ำในแม่น้ำโขงลดลง และราคารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนใหม่แพงมากขึ้น […]

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

เงินกู้ 2 แสนล้านกับความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ 

จากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ  ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับงบประมาณจากเงินกู้ 2 แสนล้านนั้นเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ในขณะเดียวกลับพบว่าประเทศไทยพึ่งกาการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ในขณะที่ส่วนที่ผลิตในประเทศไทยก็เป็นการตั้งโรงงาน/บริษัทของต่างประเทศเพื่อผลิตส่งออกไปขายอีกทีหนึ่ง JustPow ชวนลองคำนวณว่าโครงการต่างๆ ที่มีการใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ในเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ แค่ไหน อย่างไรบ้าง โครงการสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 ล้านบาท ต้องใช้งบเท่าไรจากการนำเข้าอุปกรณ์จากจีน จากการคำนวณต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) โดย RE Generation พบว่าต้นทุนในการติดตั้งแบ่งเป็น 7 รายการหลัก ได้แก่ *ค่าแรงและการดำเนินการ รวมค่าแรงติดตั้ง […]

สำรวจเงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน คาดว่าจะเอาไปทำอะไร ผ่านกระทรวงไหนบ้าง

จากวิกฤตราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะค่าไฟในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 นี้ที่ปรับขึ้นจาก 3.88 บาท/หน่วย เป็น 3.95 บาท/หน่วย จนทำให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการ ทั้งนำค่าไฟทางออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ปรับลดค่าไฟประเภทที่อยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย เหลือเพียงหน่วยละ 3 บาท เจรจาสัญญาค่า Adder กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของเอกชน เปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปของประชาชนเพิ่ม 500 เมกะวัตต์ ฯลฯ  อีกหนึ่งนโยบายสำคัญก็คือ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” โดยรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 285 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากผู้ลงมติทั้งหมด 478 […]

หน่วยงานรัฐไทยจ่ายค่าไฟปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท 

จากกรณีค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกนำมาเฉลี่ยเก็บจากบิลผู้ใช้ไฟ 10 สตางค์ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า ควรจะจัดการอย่างไรดี เพราะเมื่อดึงกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่มีไฟสาธารณะเป็นคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท. สุดท้ายแล้วงบประมาณในส่วนนี้ก็มาจากภาษีประชาชน JustPow ชวนมาสำรวจ ‘ค่าไฟ’ ของหน่วยงานภาครัฐ ว่าแต่ละปีต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ หน่วยงานไหนจ่ายมาก-น้อย ที่สุด จากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนรายการที่เป็น ‘ค่าไฟฟ้า’ จะพบว่ามีการตั้งงบประมาณไว้ 10,951,969,600 บาท โดยหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน 2,378,236,400 โดยที่กองทัพบกมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุด 1,179,393,900 บาท  อันดับสองคือ กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2,034,119,100 บาท ซึ่งเป็นเพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมกว่า 98 แห่งทั่วประเทศ และยังมีสถาบันอื่่นๆ อีก จึงทำให้ค่าไฟฟ้าที่สูง  อันดับสาม คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 848,224,500 บาท […]

ข้อเสนอเชิงนโยบาย : เพื่อกำหนดเป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนภายในปี 2035

โดย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัญหา ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านวิกฤตภูมิอากาศ ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการลดก๊าซเรือนกระจก โดยจัดทำแผน