จากการที่เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวคิดปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอันเกิดขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองก็เพิ่งจะมีการปรับค่าไฟเป็น 3.95 บาท/หน่วย โดยจะมีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เป็นแบบขั้นบันไดซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย จ่ายค่าไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาท/หน่วย แต่ผู้ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วย จะต้องจ่ายค่าไฟในอัตรา 5 บาท/หน่วย เพื่อนำมาเฉลี่ยให้กับกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย
อย่างไรก็ตามแผนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เป็นแบบขั้นบันไดก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น จนเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 69 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้มีการสั่งทบทวนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เป็นแบบขั้นบันได ต่อมาในวันที่ 17 มิ.ย. 69 ก็ได้นำเสนอแนวคิดในการใช้รายได้หรือกำไรจากการดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาช่วยชดเชยค่าไฟฟ้าล่วงหน้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก โดยจะเป็นการสำรองจ่ายไปก่อน และเมื่อรัฐบาลสามารถจัดการรายได้จากกลุ่ม Data Center หรือลดต้นทุนจากสัญญาแอดเดอร์ได้แล้ว จึงจะนำเงินส่วนนั้นมาคืนให้กฟผ. อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหลักของ กฟผ. อีกด้วย
JustPow ชวนสำรวจข้อมูลว่ากระทรวงพลังงานจะต้องใช้เงินจาก กฟผ. เท่าไร เพื่อมาชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก

จากเอกสารเอกสารการรับฟังความคิดเห็นเรื่อง ข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ของการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อพิจารณาในส่วนของการใช้ไฟในปี 2568 ของ 1 ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย 1.1 จะพบว่า
ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย 1.1 มีผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย 9.29 ล้านราย มีการใช้ไฟ อยู่ที่ 6,989.67หน่วย ดังนั้นหากกลุ่มนี้ต้องจ่ายค่าไฟในอัตราปกติ 3.95 บาท/หน่วย ค่าไฟจะอยู่ที่ 27,609.20 ล้านบาท แต่หากกลุ่มนี้ได้รับการชดเชยจากภาครัฐ โดยจ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย ค่าไฟทั้งหมดจะอยู่ที่ 20,969.01 ล้านบาท และหากภาครัฐต้องการจะชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1 ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ให้จ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย จะต้องหาเงินมาอุดหนุนประมาณ 6,640.19 ล้านบาท
ในส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย 1.2 พบว่าในปี 2568 มีผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย อยู่ที่ 6.29 ล้านราย ใช้ไฟ 7,395.38 หน่วย ดังนั้นหากกลุ่มนี้ต้องจ่ายค่าไฟในอัตราปกติ 3.95 บาท/หน่วย ค่าไฟจะอยู่ที่ 29,211.75 ล้านบาท แต่หากกลุ่มนี้ได้รับการชดเชยจากภาครัฐ โดยจ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย ค่าไฟทั้งหมดจะอยู่ที่ 22,186.14 ล้านบาท และหากภาครัฐต้องการจะชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.2 ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ให้จ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย จะต้องหาเงินมาอุดหนุนประมาณ 7,025.61 ล้านบาท
ดังนั้น หากภาครัฐต้องการจะชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย 1.1 และ 1.2 ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ให้จ่ายในราคา 3 บาท/หน่วย จะต้องใช้กำไรจาก กฟผ. เป็นเงินประมาณ 13,665.8 ล้านบาท/ปี
ไม่เพียงแค่นั้น หากภาครัฐใช้มาตรการนี้ 4 เดือน (1 รอบการปรับค่าไฟ) จะต้องใช้เงิน 4,555.27 ล้านบาท
นอกจากนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขประมาณการในปี 2569 ก็จะพบว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย 1.1 มีผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย 9.44 ล้านราย มีการประมาณการการใช้ไฟ อยู่ที่ 7,509 หน่วย ดังนั้นหากกลุ่มนี้ต้องจ่ายค่าไฟในอัตราปกติ 3.95 บาท/หน่วย ค่าไฟจะอยู่ที่ 29,660.55 ล้านบาท แต่หากกลุ่มนี้ได้รับการชดเชยจากภาครัฐ โดยจ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย ค่าไฟทั้งหมดจะอยู่ที่ 22,527 ล้านบาท และหากภาครัฐต้องการจะชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1 ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ให้จ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย จะต้องหาเงินมาอุดหนุนประมาณ 7,133.55 ล้านบาท
ในส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย 1.2 พบว่าในปี 2569 มีการประมาณการผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย อยู่ที่ 6.42 ล้านราย ใช้ไฟ 7,764.41 หน่วย ดังนั้นหากกลุ่มนี้ต้องจ่ายค่าไฟในอัตราปกติ 3.95 บาท/หน่วย ค่าไฟจะอยู่ที่ 30,669.4195 ล้านบาท แต่หากกลุ่มนี้ได้รับการชดเชยจากภาครัฐ โดยจ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย ค่าไฟทั้งหมดจะอยู่ที่ 23,293.23 ล้านบาท และหากภาครัฐต้องการจะชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.2 ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ให้จ่ายค่าไฟเพียง 3 บาท/หน่วย จะต้องหาเงินมาอุดหนุนประมาณ 7,376.1895 ล้านบาท
ดังนั้น หากภาครัฐต้องการจะชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย 1.1 และ 1.2 ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ให้จ่ายในราคา 3 บาท/หน่วย จะต้องใช้รายได้หรือกำไรจาก กฟผ. เป็นเงินประมาณ 14,509.7395 ล้านบาท/ปี
ไม่เพียงแค่นั้น หากภาครัฐใช้มาตรการนี้ 4 เดือน (1 รอบการปรับค่าไฟ) จะต้องใช้เงิน 4,836.58 ล้านบาท
จากการประมาณการจะเห็นได้ว่าภาครัฐจะต้องใช้เงินประมาณ 13,665.8 – 14,509.7395 ล้านบาท/ปี เพื่อมาชดเชยให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย 1.1 และ 1.2 ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ให้จ่ายในราคา 3 บาท/หน่วย ซึ่งก็ใกล้เคียงกันกับจัดทํากรณีศึกษาการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย แบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ของ กกพ. ก่อนหน้านี้ ที่พบว่าการปรับลดค่าพลังงานไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ตามนโยบาย กพช. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 คิดเป็นรายได้ที่ลดลงประมาณ 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 15,555 ล้านบาทต่อปี
แนวคิดใหม่ของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งยังต้องรอมติ ครม. เห็นชอบก็คือ การนำเอากำไรหรือรายได้ของ กฟผ. มาใช้ก่อน และจะคืนให้ทีหลังเมื่อรัฐบาลสามารถจัดการรายได้จากกลุ่ม Data Center หรือลดต้นทุนจากสัญญาแอดเดอร์ได้แล้ว โดยปัจจุบันพบว่า ในปี 2568 กฟผ. มีรายได้จากการขายไฟฟ้า 609,257 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 39,581 ล้านบาท
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า เป็นอีกครั้งที่ภาครัฐลดค่าไฟ ด้วยการใช้เงินมาอุดหนุน เหมือนดังเช่นครั้งก่อนๆ ที่ใช้เงิน Claw Back มาอุดนหนุนค่าไฟเพื่อไม่ให้ปรับขึ้น เพียงแต่ในครั้งนี้เป็นการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม อย่างไรก็ตาม นอกจากการจะต้องใช้เงินรายได้หรือกำไรของ กฟผ. มาอุดหนุนเพื่อให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย 1.1 และ 1.2 จ่ายค่าไฟในอัตรา 3 บาท/หน่วยแล้ว ปัจจุบันยังพบว่าในส่วนของค่าไฟนั้น ยังมีหนี้กฟผ. ที่จะต้องจ่ายคืนอยู่ถึง 35,928.00 ล้านบาท
บทความยอดนิยม




