จากสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานที่สำคัญของโลก โดยเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของการค้าพลังงานโลก ไม่เพียงแค่น้ำมัน แต่ยังรวมไปถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย
ซึ่งประเทศไทยก็นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศกาตาร์สูงที่สุด 21.1% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด โดยส่วนใหญ่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ในขณะที่กาตาร์เองก็เพิ่งจะประกาศหยุดการผลิตและส่ง LNG เนื่องด้วยปัญหาความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้า LNG จากกาตาร์สูงที่สุด จึงอาจจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหากราคา LNG สูงขึ้นก็จะทำให้ค่าไฟสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากวิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดนโยบายประหยัดพลังงาน ทั้งการ Work from Home รวมไปถึงเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 26 องศา นอกจากนี้ ในส่วนของการผลิตไฟฟ้ายังมีแนวนโยบายเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจาก สปป.ลาว อีกด้วย
JustPow ชวนสำรวจว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เราสามารถพึ่งพิงไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวได้มากน้อยแค่ไหน

หน้าร้อน น้ำแล้ง เขื่อนผลิตไฟได้น้อย พึ่งพิงไม่ได้มากอย่างที่คิด
ณ สิ้นปี 2568 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้า รวม 49,962 เมกะวัตต์ โดยเขื่อนในลาวที่ไทยทำสัญญาซื้อไฟฟ้าไว้มีกำลังการผลิตรวม 4,461.6 เมกะวัตต์ (ไม่รวมสัญญาแบบ Non-Firm) หรือคิดเป็น 8.93% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา
โดยเขื่อนลาวที่ทำสัญญาซื้อขายไฟกับประเทศไทยและมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วมี 8 โครงการ รวมกำลังการผลิต 4,461.60 เมกะวัตต์ คือ เทิน-หินบุนและเทิน-หินบุนส่วนขยาย, ห้วยเฮาะ, น้ำเทิน 2, น้ำงึม 2, เซเปียน-เซน้ำน้อย, น้ำเงี้ยบ 1, ไซยะบุรี และน้ำเทิน 1
และมีการทำสัญญารูปแบบ Non-Firm (สัญญาซื้อไฟแบบไม่ผูกมันปริมาณซื้อไฟ) อีก 5 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตรวม 419 เมกะวัตต์ ได้แก่ น้ำงึม 1, เซเสด 1, เซเสด 2, น้ำลึก และห้วยลำพันใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก 4 เขื่อนที่เซ็นสัญญาไปแล้วอยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังไม่ก่อสร้าง และยังไม่ได้จ่ายไฟเข้าระบบ คือเขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนปากลาย เขื่อนปากแบง และเขื่อนเซกอง 4A และ 4B
ข้อมูลการประมาณการค่าซื้อไฟฟ้ารายเขื่อนจากเอกสารสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยซื้อไฟจากเขื่อนในลาว รวม 2,783.70 เมกะวัตต์ จาก 8 เขื่อนที่มีสัญญาซื้อขายอยู่แล้ว และอีก 2 เขื่อนในแบบ Non Firm ดังนี้
- ไซยะบุรี กำลังการผลิตตามสัญญา 1,220 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 780.15 เมกะวัตต์
- น้ำเทิน 2 กำลังการผลิตตามสัญญา 948 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 658.33 เมกะวัตต์
- น้ำงึม 2 กำลังการผลิตตามสัญญา 596.6 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 237.21 เมกะวัตต์
- น้ำเทิน 1 กำลังการผลิตตามสัญญา 514 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 231.62 เมกะวัตต์
- เทิน-หินบุนและเทิน-หินบุนส่วนขยาย กำลังการผลิตตามสัญญารวม 434 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 305.08 เมกะวัตต์
- เซเปียน-เซน้ำน้อย กำลังการผลิตตามสัญญา 354 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 185.16 เมกะวัตต์
- น้ำเงี๊ยบ 1 กำลังการผลิตตามสัญญา 269 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 154.01 เมกะวัตต์
- ห้วยเฮาะ กำลังการผลิตตามสัญญา 126 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 49 เมกะวัตต์
สัญญารูปแบบ Non Firm ได้แก่ น้ำงึม 1 กำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 131.43 เมกะวัตต์ และเซเสด กำลังการผลิต 121 เมกะวัตต์ ซื้อไฟ 51.71 เมกะวัตต์
จากข้อมูลจะพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเขื่อนในลาว ทั้งสัญญารูปแบบ Firm และรูปแบบ Non-Firm รวมกำลังการผลิตถึง 4,880.60 เมกะวัตต์ แต่ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีการจ่ายไฟเข้าระบบเพียง 2,783.70 เมกะวัตต์เท่านั้น หรือคิดเป็นกำลังการผลิตที่เกิดขึ้นเพียง 57.04% ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาไฟล้นเกินของประเทศไทย หรือน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจนทำให้ผลิตไฟฟ้าได้ลดลง ดังเช่นตามรายงานบริษัทซีเคพาวเวอร์ ที่มีเขื่อนน้ำงึม 2 และเขื่อนไซยะบุรี ที่กล่าวว่าผลิตไฟฟ้าลดลงเนื่องจากน้ำน้อย

นอกจากนั้น หากเปรียบเทียบข้อมูลการประมาณการค่าซื้อไฟฟ้าจากเขื่อน แยกรายเดือน ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2568 จะพบว่า จำนวนไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวที่จ่ายเข้าระบบจะลดลงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมิถุนายน โดยต่ำที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคาบเกี่ยวฤดูหนาวไปจนถึงฤดูร้อน อันเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีฝน และน้ำในแม่น้ำโขงน้อยจนไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากนัก
จากการพิจารณาข้อมูลการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวย้อนหลัง 5 ปี พบว่า เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 (ปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งมีปริมาณน้ำฝนน้อยและเกิดช่วงแล้งยาวนาน) เป็นเดือนที่มีการซื้อไฟจากเขื่อนต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี มีการซื้อไฟเกิดขึ้นเพียง 105.91 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 2.17% จากกำลังการผลิตของเขื่อนในลาวที่เซ็นสัญญาขายไฟทั้งหมด ขณะที่ปี 2568 พบว่าเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่มีการซื้อไฟจากเขื่อนเกิดขึ้นต่ำที่สุดของปีอีกเช่นกัน โดยอยู่ที่ 133.83 เมกะวัตต์ คิดเป็น 2.74% ของกำลังการผลิต ในทางกลับกัน ช่วงเดือนที่เขื่อนมีการจ่ายไฟเข้าระบบมากที่สุด พบว่ามี 2 เดือนคือ สิงหาคมและกันยายน โดยในเดือนกันยายน ปี 2568 มีการจ่ายไฟเข้าระบบมากที่สุด 346.33 เมกะวัตต์ คิดเป็น 7.10% ของกำลังการผลิตจากเขื่อนในลาวที่เซ็นสัญญาขายไฟทั้งหมด
จากตัวเลขข้างต้นจะเห็นว่าแม้จะเป็นช่วงเดือนที่เขื่อนจ่ายไฟได้สูงสุด แต่ปริมาณไฟฟ้าที่ได้รับจริงก็ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 7% ของกำลังผลิตที่ทำสัญญาไว้ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านความมั่นคงทางพลังงานในโครงการพลังน้ำอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ภาครัฐมีแนวนโยบายเพิ่มการผลิตไฟฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจาก สปป.ลาว จะพบว่าเขื่อนในลาวอาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้ได้มากนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูร้อนน้ำในแม่น้ำโขงน้อยไม่เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยจากข้อมูล 5 ปีที่ผ่านมาในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงมิถุนายนมีการซื้อไฟจากเขื่อนในลาวอยู่ราวๆ 179-200 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 3-4% จากกำลังการผลิตเท่านั้น การที่ภาครัฐจะหันไปพึ่งพาการนำเข้าไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวในช่วงวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ จึงอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่มั่นคงเท่าไร
ดังนั้นในมุมความมั่นคง ในความเป็นจริงไฟฟ้าจากเขื่อนนอกประเทศไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยได้เท่าไรนัก ไม่ใช่แค่เรื่องการที่เขื่อนตั้งอยู่นอกประเทศเท่านั้น แต่การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนต้องอาศัยปริมาณน้ำที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจนทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเขื่อนอาจไม่ใช้แหล่งผลิตพลังงานที่มั่นคงอีกต่อไป และการที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าโครงการเขื่อนในลาวอีกหลายโครงการในระยะเวลาสัมปทานที่ยาวนาน ทั้งเขื่อนปากแบง ปากลาย และอื่นๆ ยิ่งอาจจะเป็นการสร้างภาระทางการเงินให้กับประชาชนมากกว่าจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ
บทความยอดนิยม




