สฤณี อาชวานันทกุล
วิกฤติการณ์ที่ส่งผลสะเทือนทั่วโลกรวมทั้งไทยในปี 2026 หนีไม่พ้นวิกฤตพลังงานซึ่งกำลังจุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจในหลายประเทศ อันเกิดจากการเปิดฉากปลิดชีพผู้นำอิหร่านอย่างอุกอาจโดยสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลุกลามเป็นสงครามอิสราเอล-อิหร่านระลอกใหม่
การปิดและแย่งชิงอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ช่องทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงการโจมตีสาธารณูปโภคหลักๆ ของธุรกิจน้ำมันในทวีปตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งและผันผวนอย่างหนัก อุปทานน้ำมันหายไปจากตลาดมากถึง 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้นักวิเคราะห์จำนวนมากรวมถึงองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
แน่นอนว่าการรับมือกับวิกฤตขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรื่องหนึ่งที่วิกฤตนี้ตอกย้ำอย่างเป็นสากลก็คือ ความจำเป็นของการเร่งลงทุนและขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม” (just energy transition) – ย้ายออกจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก มุ่งหน้าสู่การสร้างเศรษฐกิจ-สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเปรียบได้กับการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสี่ตัว กล่าวคือ
นกตัวแรก ได้วางรากฐานของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ที่แท้จริง (การเร่งลงทุนใน smart grid, แบตเตอรี่ และการจัดการฝั่งอุปสงค์ (demand management) เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบ ช่วยให้สามารถเลิกพึ่งพิงก๊าซนำเข้าจากต่างประเทศ จากทวีปที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มหาศาลอย่างตะวันออกกลาง)
นกตัวที่สอง ได้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณี Net Zero ต่อประชาคมโลก (พลังงานฟอสซิลคือสาเหตุหลักของภาวะโลกรวน)
นกตัวที่สาม ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (คู่ค้าหลายประเทศเรียกร้อง “สินค้าเขียว” ที่ผลิตโดยใช้พลังงานสะอาด และพลังงานเหล่านี้หลายชนิดก็มีต้นทุนถูกกว่าพลังงานฟอสซิล)
นกตัวที่สี่ ได้เพิ่มอำนาจของชุมชนและประชาชนในการผลิตและจัดการพลังงาน (พลังงานหมุนเวียนหลายชนิด อาทิ แสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล อยู่ในวิสัยที่ประชาชนหรือชุมชนจะลงทุนผลิตเองได้ ไม่เหมือนกับพลังงานฟอสซิล)
ในเมื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานยิงปืนนัดเดียวได้นกถีงสี่ตัว ประเทศไหนที่ไม่ฉวยโอกาสทำเรื่องนี้อย่างจริงจังในยามวิกฤต ก็สมควรถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจถูกกลุ่มผลประโยชน์ฟอสซิล “ยึด” กลไกของรัฐไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล หรือรัฐบาลผู้มีอำนาจออกนโยบาย
“การยึดรัฐ” หรือ state capture เป็นแนวคิดที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการกำกับสนามแข่งขันและนักรัฐศาสตร์อย่าง Joel Hellman ใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่กลุ่มผลประโยชน์เอกชนสามารถ “ยึด” สถาบันของรัฐ ส่งผลให้สามารถออกแบบกฎกติกา นโยบาย และการบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อต่อตนเองและพวกพ้องอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งสถาบันของรัฐทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล่านั้นมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ – อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้เขียนเคยสรุปรูปแบบของการยึดกุมกลไกกำกับดูแล (regulatory capture) จากการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ว่ามีมากมายหลายรูปแบบ ผลลัพธ์ของการยึดรัฐทุกระดับก็คือ กำไรของกลุ่มผลประโยชน์ได้รับการประกันโดยรัฐ ขณะที่ความเสี่ยงและต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชนและงบประมาณแผ่นดิน โดยที่ประชาชนไม่มีปากเสียงและบ่อยครั้งก็แทบไม่รู้ตัว
เมื่อเรานำ “แว่น” การยึดรัฐมามองเหตุการณ์และการตัดสินใจของรัฐบาลใหม่ตั้งแต่หลังสงกรานต์ปี 2026 เป็นต้นมา ทั้งการประกาศปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของรัฐบาลอนุทิน และการพุ่งเป้าไปที่การยกเลิกค่าตอบแทนส่วนเพิ่มหรือ Adder ของพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ไม่พูดถึงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวของโรงไฟฟ้าก๊าซ การกระทำของรัฐบาลก็ยิ่งเปิดโปงให้เห็นชัดเจนกว่าที่แล้วมาว่า “การยึดรัฐ” โดยกลุ่มทุนฟอสซิลในไทยดำรงอยู่อย่างแน่นหนาตลอดมา และถ้าเราไม่เริ่มทลายการยึดรัฐ การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยก็ยากยิ่งที่จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ “ทันท่วงที” และ “ยุติธรรม”
ผู้เขียนอยากชวนมองหลักฐานสี่ชิ้นที่เห็นว่า ชี้ชัดถึงลักษณะและระดับซึมลึกของ “การยึดรัฐ” ของกลุ่มทุนฟอสซิลในปัจจุบัน
หลักฐานชิ้นแรก: ออกนโยบาย “โยน” ให้ประชาชนอุดหนุนกันเอง โดยไม่แตะความไม่เป็นธรรมของค่าไฟ
วันที่ 28 เมษายน 2026 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อตอบสนองต่อภาระค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน มาตรการหลักๆ ที่กระทรวงพลังงานประกาศมีสองส่วน ส่วนแรกประกาศใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบ “ก้าวหน้า” (progressive rate) โดยกำหนดราคา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับไฟฟ้า 200 หน่วยแรกของทุกครัวเรือน ส่วนที่เหลือจ่ายในอัตรา “ขั้นบันได” ที่สูงขึ้น ส่วนที่สอง ประกาศยกเลิกค่าตอบแทนส่วนเพิ่มหรือ Adder ที่รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีต
มาตรการทั้งสองส่วนนี้ฟังเผินๆ เหมือนจะดี แต่ที่แท้สะท้อน “การยึดรัฐ”!
อุดหนุนระหว่างผู้ใช้ไฟด้วยกันเอง – “ปกปิด” ไม่ใช่ “ปฏิรูป”
โครงสร้างค่าไฟใหม่แบบ “ก้าวหน้า” ฟังดูดีเพราะคนใช้ไฟน้อยจ่ายถูกลง แต่ในเชิงโครงสร้าง นี่คือการเอาเงินจากกระเป๋า “ผู้ใช้ไฟมาก” (ซึ่งในความเป็นจริงหลายคนก็ “รวยน้อยกว่า” ผู้ใช้ไฟน้อย – ลองเปรียบเทียบกิจการขนาดย่อมที่ใช้บ้านตัวเองเป็นสถานประกอบการ หรือบ้านเดี่ยวที่มีคนอยู่กันหลายคน กับคอนโดหรูของสมาชิกชนชั้นกลางที่อยู่คนเดียว) ไปอุดหนุน “ผู้ใช้ไฟน้อย” โดยที่ไม่แตะต้องความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างของค่าไฟแม้แต่นิดเดียว
มาตรการของรัฐบาลเลี่ยงไม่ตอบคำถามว่า เหตุใดประชาชนต้อง “แบก” ค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมแต่ต้น ทั้งค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payments: AP) ที่จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ได้เดินเครื่องเพราะพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจำเป็นตลอดมา และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP และ SPP) ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผลตอบแทนของเจ้าของโรงไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนเกินจำเป็นในคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และส่งเสริมการนำเข้าก๊าซ LNG ซึ่งแพงและผันผวนตามความเสี่ยงของภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังที่เราได้เห็นแล้วจากการบุกยูเครนของรัสเซีย ไม่กี่ปีก่อนหน้าวิกฤตพลังงานรอบใหม่
การเลือกที่จะให้ประชาชนอุดหนุนกันเอง แทนที่จะลดต้นทุนของระบบอย่างยั่งยืนด้วยการรับมือกับความไม่เป็นธรรมในโครงสร้าง คือการเลือกที่จะไม่แตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ในขณะที่รัฐบาลพร้อมจะ “โยน” ค่าไฟที่ไม่เป็นธรรมให้ประชาชน “ผู้ใช้ไฟมาก” อุดหนุน “ผู้ใช้ไฟน้อย” บริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรม ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศ กลับได้อัตราค่าไฟที่สะท้อนการประหยัดจากขนาด หรือ economy of scale ที่ดีกว่าบริษัทขนาดกลางและย่อมมาโดยตลอด
อุตสาหกรรมที่ใช้ไฟมากได้ซื้อไฟในราคาขายส่ง แต่ประชาชนที่ใช้ไฟมากกลับต้องจ่ายแพงกว่าประชาชนที่ใช้ไฟน้อย!
ยกเลิก Adder แต่ไม่แตะต้องสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซ
การประกาศของรัฐมนตรีพลังงานที่จะยกเลิก Adder ให้ได้ “จะฟ้องร้องก็ยินดี แต่ปล่อยให้ค่าไฟแพงไม่ได้” ฟังดูขึงขังและน่าจะ “ได้ใจ” ผู้ใช้ไฟไปพอสมควร
อย่างไรก็ดี คำถามง่ายๆ ก็คือ ทำไมเราไม่เห็นความขึงขังแบบนี้กับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) ของโรงไฟฟ้าก๊าซ ทั้งที่ปริมาณเงินที่ผู้ใช้ไฟจะประหยัดได้แตกต่างกันกว่าสามเท่า?
รัฐมนตรีพลังงานอ้างว่า การยกเลิก Adder ของโครงการพลังงานหมุนเวียน จะลดค่าไฟฟ้าลงได้ราว 10 สตางค์/หน่วย ขณะที่ถ้ายกเลิกการจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP) ในสัญญา PPA ในส่วนที่โรงไฟฟ้าไม่ได้ผลิตจริง จะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 34 สตางค์/หน่วย (จากการคำนวณของ JustPow เมื่อปี 2025) แต่รัฐมนตรีกลับไม่ได้พูดถึงทางเลือกหลังแม้แต่น้อย
อีกทั้งเราไม่ควรลืมว่า Adder กำลังทยอยหมดอายุตามสัญญาเดิมอยู่แล้ว กล่าวคือ Adder ของโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์โรงสุดท้ายที่ได้เงื่อนไขนี้จะสิ้นสุดในปี 2026 นี้ ส่วน Adder ชีวมวลจะหมดในเดือนพฤษภาคมปีหน้าคือ 2027 และ Adder พลังงานลมจะหมดในเดือนเมษายน ปี 2029
ลองเปรียบเทียบการประกาศยกเลิก Adder ที่กำลังจะหมดอายุอยู่แล้วภายใน 1-3 ปีข้างหน้า กับสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้าก๊าซทั้งหลายซึ่งจะอยู่ไปยาวนาน 20-25 ปี ค่าความพร้อมจ่ายที่ไม่เป็นธรรมจะถูกรีดจากผู้ใช้ไฟต่อไปอีกข้ามทศวรรษ การเลือกที่จะ “แตะ Adder” แต่ “ไม่แตะ AP” จึงไม่ใช่เรื่องของกฎหมายหรือความเป็นไปได้ในการเจรจา แต่เป็นเรื่องของการ “เลือกข้าง” เข้าข้างกลุ่มทุนโรงไฟฟ้าก๊าซอย่างชัดเจน
หลักฐานชิ้นที่ 2: การเดินหน้าขยายโครงสร้างก๊าซ LNG ที่ขัดกับแผนของกระทรวงเอง
ร่างแผนก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567 (Gas Plan 2024) ของกระทรวงพลังงานเองยอมรับว่า กำลังการผลิตของคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่มีอยู่ในประเทศนั้น “เพียงพอ” ต่อความต้องการไปจนถึงปี 2037 ปีสุดท้ายของแผน
ฉะนั้นคำถามที่ตามมาก็คือ เหตุใดบริษัทพลังงานในเครือรัฐจึงยังเดินหน้าก่อสร้างคลังเก็บ LNG เพิ่มเติม รวมถึงคลังแห่งที่ 3 ที่มาบตาพุด มูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านบาท? (ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตว่า ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย 30% ในบริษัท Gulf MTP LNG Terminal ผู้พัฒนาคลังเก็บ LNG แห่งที่ 3)
จาก รายงานของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA)ได้ข้อสรุปว่า การลงทุนเหล่านี้ “ไม่สอดคล้องกับทั้งความต้องการใช้จริงและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ” ส่วนรายงานของเครือข่ายการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (CFNT) ปี 2024 ที่ผู้เขียนร่วมจัดทำ ย้ำว่าเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตคลัง LNG ของไทย ทั้งที่เปิดใช้แล้วและที่อยู่ในแผน อาจกลายเป็น “สินทรัพย์สูญค่า” (stranded assets) ที่ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ
คำถามที่สำคัญกว่า “ทำไมยังขยาย LNG” จึงไม่ใช่คำถามทางเทคนิคหรือเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคำถามทางการเมือง ใครได้ประโยชน์จากการขยายระบบที่แผนของกระทรวงพลังงานเองยอมรับว่าไม่จำเป็น?
และน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าของคลังเก็บ LNG, ผู้นำเข้า LNG รายใหญ่, และเจ้าของโรงไฟฟ้าก๊าซ – บริษัทที่มีทั้งสามสถานะนี้ในคราวเดียวกันอาจเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด
หลักฐานชิ้นที่ 3: เศรษฐศาสตร์กลับหัวกลับหาง — สนับสนุนของแพง ก่อกำแพงกันของถูก
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าก็เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ทำให้การขยายตัวของก๊าซ LNG ดูเหมือนไม่เพียงแต่มาผิดเวลา หากแต่เป็นทิศทางที่ผิดพลาดในเชิงโครงสร้าง รายงานเดือนพฤษภาคม 2025 โดย BloombergNEF ระบุว่า พลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดของไทยแล้ว และภายในปี 2025 ที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ระดับสาธารณูปโภค (utility-scale solar) ในรูปของต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (Levelized Cost of Electricity: LCOE) ได้ลดลงต่ำกว่าทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินที่สร้างใหม่แล้ว ส่วนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ก็กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน และคาดว่าจะมีต้นทุนการเดินเครื่องต่ำกว่าก๊าซในระบบเดิมภายในปี 2026
ในตลาดไฟฟ้าที่ไม่ถูกยึดกุมด้วยกลุ่มทุนฟอสซิล สัญญาณราคาที่ชัดเจนเช่นนี้ รวมถึงความ “ไม่มั่นคงของก๊าซ LNG” ที่สงครามยูเครนชี้ชัดและสงครามอิหร่านมาตอกย้ำ จะนำเราไปสู่ผลลัพธ์ทางนโยบายที่ชัดเจน นั่นคือ การประกาศแผนทยอยปลดระวาง (phase out) โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าก๊าซ การหยุดสร้างโรงใหม่ และการเร่งการลงทุนในโครงสร้าง “ยืดหยุ่น” ที่จะรองรับให้พลังงานหมุนเวียนเป็นกระแสหลักในระบบพลังงานได้ อาทิ ระบบกักเก็บพลังงาน, smart grid, และมาตรการจัดการฝั่งอุปสงค์ (demand side management) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟให้ลดภาระของโครงข่ายไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเพิ่มความมั่นคงของระบบ
ทว่าในประเทศไทย เรายังไม่เห็น “ผลลัพธ์ทางนโยบาย” เหล่านี้อย่างชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศเพิ่มโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาโซลาร์ประชาชนจากเดิม 90 MW เป็น 500 MW ตัวเลขนี้ก็ยังต่ำกว่าศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ของไทยหลายร้อยเท่า
ที่สำคัญ พลังงานหมุนเวียนจะไม่มีวันแซงหน้าพลังงานฟอสซิลขึ้นมาเป็น “พระเอก” ในระบบพลังงานได้เลย ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่ลงทุนกับโครงสร้างที่เพิ่มความ “ยืดหยุ่น” (flexibility) ของโครงข่าย และประกาศว่าจะทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซ
หลักฐานชิ้นที่ 4: “สัญญาทาส” – เอกชนได้ประกันกำไร ประชาชนได้ความเสี่ยงทั้งหมด
ดังที่เกริ่นไปแล้วตอนต้น หัวใจของกับดักก๊าซ LNG ไทยอยู่ที่โครงสร้างสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP/SPP) ที่ใช้มาราวสามทศวรรษ ภายใต้สัญญาเหล่านี้ เจ้าของโรงไฟฟ้าได้รับ “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment หรือ AP) ตามกำลังการผลิตติดตั้ง ไม่ว่า กฟผ. จะสั่งเดินเครื่องหรือไม่ก็ตาม โครงสร้างนี้แปลว่าผู้ผลิตจะได้รับการประกันกำไร ความเสี่ยงต่างๆ เช่น ความเสี่ยงที่ความต้องการใช้ไฟที่แท้จริงจะต่ำกว่าประมาณการมาก – ถูกโอนให้ผู้ใช้ไฟแบกรับ
ตัวเลขที่ปรากฏชัดเจนจากการคำนวณของ IEEFA คือ ค่าความพร้อมจ่ายกว่า 159,000 ล้านบาท ใน 3 ปี ที่จ่ายให้โรงไฟฟ้า 7 แห่ง กำลังผลิตรวม 11 กิกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้ 6.1 หมื่นล้านบาท จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าที่ “ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเลย” ในเดือนที่ได้รับเงิน โรงไฟฟ้าเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 30% ของกำลังการผลิตติดตั้งเท่านั้น
หากตัวเลขนี้ปรากฏในงบกำไรขาดทุนของบริษัทเอกชน นักลงทุนจะตั้งคำถามทันทีว่ามันคือ การจ่ายเงินให้กับใครฟรีๆ หรือไม่ แต่เมื่อมันปรากฏในสัญญา PPA เงื่อนไขนี้ก็ถูกเรียกว่าพันธกรณีตามสัญญา และไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
สำหรับรอบค่าไฟฟ้างวดแรกของปี 2026 IEEFA ประเมินว่าค่าความพร้อมจ่ายเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนค่าไฟฟ้าราว 0.63 บาทต่อหน่วย หรือเกือบหนึ่งในห้าของค่าไฟฟ้าฐาน
ตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่านเป็นต้นมา เรายังไม่ได้ยินคำพูดใดๆ จากคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงพลังงานที่สื่อว่า รัฐบาลมองเห็นและตั้งใจจะทลาย “การยึดรัฐ” ของกลุ่มทุนฟอสซิล ซึ่งควรเริ่มจากการประกาศเจรจาลดหรือยกเลิกค่าความพร้อมจ่าย (ที่เราจ่ายเกินควรไปมหาศาล) ในสัญญา PPA กับโรงไฟฟ้าก๊าซ การประกาศระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิล การประกาศทยอยลดการนำเข้า LNG ควบคู่กับการเร่งสร้าง “ความยืดหยุ่น” ในโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อให้พลังงานหมุนเวียนก้าวขึ้นมาเป็นพลังงานหลักในระบบ ซึ่งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 4 ตัว รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังที่ผู้เขียนอธิบายตอนต้น
ตราบใดที่เรายังไม่ได้ยินเรื่องเหล่านี้จากปากของรัฐบาล ตราบนั้นเราก็ย่อมตั้งข้อสังเกตได้ว่า “การยึดรัฐ” โดยกลุ่มทุนฟอสซิลหน้าเดิมยังคงดำรงอยู่ต่อไป และ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ที่รัฐบาลชอบอ้างนั้น ที่แท้ก็อาจเป็นแค่ “ความมั่นคงของกลุ่มทุนฟอสซิล” ไม่ใช่ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศแต่อย่างใด
บทความยอดนิยม




