
จากเอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP2026 จะพบว่ามีการนำเสนอ 4 ทางเลือก โดยทางเลือกที่คาดว่าจะได้รับเลือกก็คือทางเลือกที่ 4 หรือทางเลือกที่จะทำให้ประเทศไทยเดินทางสู่การเป็นประเทศ Net Zero ในปี 2050 ได้โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนร่วมกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) อย่างไรก็ตามภายใต้ทางเลือกที่ 4 นั้น จะทำให้ประเทศไทยต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะอยู่ไปจนถึงปลายแผนคือปีค.ศ. 2050
ข้อมูลจาก Mine Engineering Department (2025) พบว่าในปีค.ศ. 2024 ปริมาณถ่านหินที่แม่เมาะเหลือเพียง 131 ล้านตัน ทำให้ต้องกำหนดยุติการทำเหมืองแม่เมาะในปีค.ศ. 2040 (พ.ศ. 2583) ดังนั้นภายใต้ทางเลือกที่ 4 ที่ยังมีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไปจนถึงปีค.ศ.2050 จึงเป็นการขัดแย้งกับปริมาณถ่านหินที่เหลืออยู่ที่สามารถทำเหมืองไปจนถึงประมาณปีค.ศ. 2040 ได้เท่านั้น แม้จะมีการคาดการณ์ว่ายังเหลือถ่านหินมากกว่า 100 ล้านตัน แต่ถ่านหินที่เหลืออยู่มีความลึกประมาณ 500 เมตร การจะต้องลงทุนขุดถ่านหินในความลึกระดับนั้นขึ้นมาใช้ทำเหมืองต่อไปไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งถ่านหินแม่เมาะก็มีความชื้นสูงมาก จากข้อมูลของ กฟผ. เองพบว่าประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะเครื่อง 14 ที่เดินเครื่องอยู่ในปัจจุบัน ต่ำมาก เพียง 24-30% และมีอัตราความเร็วในการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียง 0.9% การจะขุดถ่านหินขึ้นมาใช้ผลิตไฟฟ้าอีกยิ่งจะทำให้เกิดความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ แนวทางการยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหินไปจนถึงปลายแผนในปีค.ศ. 2050 โดยเฉพาะการปรับปรุงเครื่องที่ 12 และ 13 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเดิมที่มีอายุมากกว่า 30 ปี โดยจะติดตั้งระบบควบคุมมลพิษใหม่เพื่อให้ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมปีพ.ศ. 2575 และมีแผนให้กลับมาเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีพ.ศ. 2574 ยาวไปจนถึงปลายแผนภายใต้กำลังการผลิตที่มีข้อผูกพัน 540 เมกะวัตต์ ด้วยงบประมาณ 25,000 ล้านบาท ยิ่งจะก่อให้เกิดความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งการปรับปรุงซ่อมบำรุงเครื่องเก่า การขุดถ่านหินในระดับลึกกว่า 500 เมตรขึ้นมาใช้ ความไม่คุ้มค่าของการใช้การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งควรใช้ตามอายุการใช้งานประมาณ 20 ปีขึ้นไป กับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่ำและกำลังการผลิตที่เหลืออยู่น้อย โดยเฉพาะเมื่อปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนบวกแบตเตอรี่ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าการยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหินไปจนถึงปลายแผนในปี 2050 เป็นแผนการที่ไม่สอดคล้องกับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เลยแม้แต้น้อย
ไม่เพียงแค่นั้น การยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหินไปจนถึงปลายแผนในปี 2050 ยังก่อให้เกิด Carbon Lock-In และทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความสอดคล้องกันระหว่างแผน PDP2026 กับแผน NDC 3.0 ที่หากไทยจะบรรลุเป้าหมายตามแผน NDC3.0 อาจจะต้องมีแผนปลดระวางถ่านหินไม่เกินปีค.ศ. 2035 ในขณะเดียวกัน ในแผน NDC3.0 ก็ระบุว่าต้นทุนสุทธิที่ต้องจ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งอยู่ที่ 11 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอน ถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เทคโนโลยีอื่น ไม่ว่าจะเป็น CCS หรือ SMR ฉะนั้นหากไทยตั้งเป้า Net Zero ในปี 2050 เหตุใดในทางเลือกที่ 4 จึงยังคงการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินไปจนถึงปลายแผนในปี 2050 จึงไม่มีทางเลือกที่จะปลดระวางถ่านหินให้เร็วขึ้น หรือกำหนดการปลดระวางถ่านหินก่อนปี 2050
นอกจากนี้การที่ยังคงการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินไปจนถึงปลายแผนในปี 2050 ยังอาจจะทำให้ไทยไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ซึ่งประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิกให้ได้ภายในปีพ.ศ. 2571 โดยหนึ่งในเงื่อนไขและมาตรฐานสำคัญที่สำคัญก็คือ นโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งการจะสมัครเข้าเพื่อเป็นสมาชิก OECD ไทยควรจะมีแผนปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ. 2583) ตามกลุ่มสมาชิกภายใต้ (Powering Past Coal Alliance-PPCA)
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเลือกทางเลือกที่ 4 ในร่างแผน PDP2026 ที่จะทำให้ประเทศไทยเดินทางสู่การเป็นประเทศ Net Zero ในปี 2050 ได้โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนร่วมกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) แต่ทางเลือกที่ 4 นี้กลับเป็นการยืดอายุการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินไปจนถึงปีค.ศ. 2050 เป็นทางเลือกที่ไม่สอดคล้องกับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ การจะเป็นประเทศ Net Zero ภายใต้แผน NDC3.0 และอาจจะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้อีกด้วย
บทความยอดนิยม




