น้ำจะพอไหม หากโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ต้องใช้น้ำจากคลองระบม 4.32 ล้าน ลบ.ม./ปี 

โรงไฟฟ้าประเภทความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมาเผาเพื่อผลิตไฟฟ้า จะต้องมีการใช้น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้าความร้อนเพื่อระบายความร้อนออกจากระบบ โดยใช้แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ น้ำจะถูกสูบเข้ามาเพื่อใช้หล่อเย็นในระบบปิด และจะไหลเวียนในระบบเพื่อลดอุณหภูมิของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กังหันไอน้ำหรือหม้อไอน้ำ ก่อนจะนำกลับไปใช้ใหม่หรือปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำ

เช่นเดียวกันกับโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ จากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) พบว่าโครงการจะมีการใช้น้ำในระยะดำเนินการ ในอัตรา 12,000 ลบ.ม./วัน หรือประมาณ 4.32 ล้านลบ.ม./ปี โดยมีบริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ ซัพพลาย จำกัด เป็นผู้จัดหาน้ำนำมาเก็บในบ่อกักเก็บน้ำ จำนวน 1 บ่อ ขนาดความจุประมาณ 46,055 ลูกบาศก์เมตร โดยส่วนใหญ่ใช้ในกระบวนการหล่อเย็น ประมาณ 11,753 ลบ.ม./วัน นอกจากนี้ในเอกสาร EIA ยังระบุว่าน้ำที่จะใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ จากบริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ ซัพพลาย นั้นได้รับอนุญาตจากกรมชลประทานให้สามารถสูบน้ำจากคลองระบม เฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม (รวม 4 เดือน) ในกรณีเกิดการขาดแคลนน้ำและบริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ ซัพพลาย จำกัดไม่สามารถส่งน้ำให้กับโครงการฯ ได้ โครงการจะลดกำลังการผลิต หรือหยุดดำเนินการ

น้ำมีอยู่เท่าไหร่ พิจารณาจากไหนบ้าง

จากข้อมูลพื้นฐานของจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้อมูล  ณ วันที่ 28 มีนาคม 2568  ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางจำนวน 5 แห่ง เท่ากับ 72.714 ล้าน ลบ.ม. (ปริมาณความจุรวมอ่างเก็บน้ำ 483.63 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็น 15.04 % ของความจุอ่างเก็บน้ำ ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำของจังหวัดจำแนกเป็น 4 ด้าน (รายงานการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการพัฒนา
และจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก)

  • อุปโภคบริโภค    41.89    ล้าน ลบ.ม.
  • ระบบนิเวศ        18.25    ล้านลบ.ม.
  • เกษตรกรรม  1,304.73    ล้านลบ.ม.
  • อุตสาหกรรม    108.92 ล้าน ลบ.ม.

หากจะพิจารณาความต้องการน้ำและปริมาณน้ำขาดแคลนในพื้นที่ลุ่มน้ำดังกล่าวว่าการขอใช้น้ำของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ซึ่งจะสูบน้ำจากคลองระบมนั้นจะส่งผลต่อความต้องการน้ำและปริมาณน้ำขาดแคลนอย่างไร อาจจะต้องพิจารณาปริมาณน้ำและการใช้น้ำทั้งคลองระบม คลองสียัด และคลองท่าลาด เนื่องจากเป็นส่วนของลำน้ำที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความต้องการน้ำและปริมาณน้ำขาดแคลน

คลองระบมจะมีอ่างเก็บน้ำคลองระบมเป็นแหล่งน้ำหลัก โดยอ่างเก็บน้ำคลองระบมมีความจุอยู่ที่ 55.5 ล้าน ลบ.ม. จากข้อมูลระบบฐานข้อมูลน้ำในอ่างเก็บน้ำ ของกรมชลประทาน จะพบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองระบมจะมีปริมาณน้อยลงมากในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนกันยายน และหากพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ใช้ได้จะพบว่าในปี 2567 เดือนที่มีปริมาณน้ำที่ใช้ได้ต่ำที่สุดคือเดือนพฤษภาคม มีปริมาณเพียง 2.23 ล้าน ลบ.ม. และปริมาณน้ำจะยังคงต่ำไปจนถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นเดือนที่บริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ ซัพพลาย จะเริ่มสูบน้ำจากคลองระบมเพื่อส่งให้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ นอกจากนี้หากดูปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองระบม ย้อนหลัง 5 ปี ก็จะพบว่าในช่วงปีหลังๆ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองระบมลดลงอย่างมาก

ในขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองสียัดนั้น มีความจุอยู่ที่ 420 ล้าน ลบ.ม. จากข้อมูลระบบฐานข้อมูลน้ำในอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน จะพบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสียัดจะมีปริมาณน้อยลงมากในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนกันยายนเช่นเดียวกัน มากไปกว่านั้นจะพบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและปริมาณน้ำที่ใช้ได้นั้นมีสัดส่วนที่ต่ำมาก โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาพบว่าเดือนที่มีปริมาณน้ำใช้ได้ต่ำที่สุดของอ่างเก็บน้ำคลองสียัดคือเดือนพฤษภาคม มีปริมาณเพียง 12.55 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2.99% ของปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำเท่านั้น ในขณะเดือนที่มีปริมาณน้ำที่ใช้ได้มากที่สุดซึ่งก็คือเดือน พฤศจิกายน ก็มีเพียง 209.42 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งก็ยังไม่ถึง 50% ของปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำคลองสียัด สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุดในปี 2568 นี้ที่ปริมาณในอ่างเก็บน้ำคลองสียัดแม้จะใกล้ปลายฤดูฝนแล้วแต่กลับมีน้ำไม่ถึง 25% ของของความจุของอ่างเก็บน้ำ

คลองระบมที่โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์จะดูดน้ำไปใช้ มีน้ำพอหรือเปล่า?

ในส่วนของการใช้น้ำของคลองระบมจะพบว่า นอกจากการใช้น้ำในภาคการเกษตรและน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำแล้ว ในส่วนของการใช้น้ำนอกภาคการเกษตร จากข้อมูลของกรมชลประทาน จะพบว่า มีการขอใช้น้ำจากบริษัทเอส ซี อินดัสทรี ปีละไม่เกิน 180,000 ลบ.ม./ปี บริษัทน้ำใส 304 ปีละไม่เกิน 8,000,000 ลบ.ม./ปี บริษัทบีบีจีไอ ไบโอเอทานอล ปีละไม่เกิน 493,700 ลบ.ม./ปี 

หากจะพิจารณาความต้องการน้ำและปริมาณน้ำขาดแคลนของคลองระบม ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างปริมาณการจัดสรรน้ำจากอ่างระบมและปริมาณน้ำท่าในคลองระบม รวมถึงความต้องการใช้น้ำตามจุดการใช้น้ำ (Node) ต่างๆ ในแผนผังน้ำ (Schematic) ของคลองระบม โดยอ้างอิงจากโครงการการบริหารและการประมวลผลการศึกษาโครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2563 โดย รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน และคณะ จากข้อมูลจะพบว่ามีเพียงเดือนกันยายนเท่านั้น ที่ไม่มีการขาดแคลนน้ำ (การขาดแคลนน้ำเป็นศูนย์) ในขณะที่เดือนอื่นๆ นั้นมีการขาดแคลนน้ำในคลองระบมทุกเดือน 

ดังนั้นการที่โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ ซึ่งจะมีการใช้น้ำในระยะดำเนินการ ในอัตรา 12,000 ลบ.ม./วัน หรือประมาณ 4.32 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยจะมีการสูบน้ำจากคลองระบม เฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม (รวม 4 เดือน) ซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณในอ่างเก็บน้ำยังอยู่ในระดับต่ำ อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในคลองระบมมากขึ้น จากที่มีเพียง 1 เดือนที่ไม่มีการแคลนน้ำก็จะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำทุกเดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำภาคการเกษตรที่มีความต้องการใช้น้ำเป็นสัดส่วนหลักของจังหวัด และอาจกระทบสมดุลน้ำใช้อุปโภคบริโภค ไปจนถึงการรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำ

ไม่เพียงแค่นั้นการที่โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์จะมีการสูบน้ำจากคลองระบม อาจจะส่งผลโดยตรงถึงการใช้น้ำในคลองท่าลาด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องด้วยเป็นลุ่มน้ำที่จะมีการของใช้น้ำไปทำประปาถึง 5 สาขาด้วยกัน 

คลองท่าลาดน้ำจะขาดแคลนไหม หากมีการดูดน้ำที่ต้นน้ำในคลองระบม

การจะพิจารณาความต้องการน้ำและปริมาณน้ำขาดแคลนของคลองท่าลาด ต้องพิจารณาทั้งสามส่วน ส่วนแรกก็คือน้ำจากคลองระบม ซึ่งจากข้อมูลก็จะพบว่ามีการขาดแคลนน้ำ 11 เดือนใน 1 ปี ส่วนที่สองก็คือคลองสียัด ที่จะต้องพิจารณาจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสียัด โดยพบว่าอยู่ในขั้นวิกฤต มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ต่ำมาก และส่วนที่สามก็คือการใช้น้ำในคลองท่าลาด 

ข้อมูลจากโครงการจัดทำฐานข้อมูลพื้นฐานลุ่มน้้า 22 ลุ่มน้้า รายงานสรุปข้อมูลพื้นฐานของลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำบางปะกง จัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2563 ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่าคลองลาดมีปริมาณการใช้น้ำที่สูงมากอยู่แล้ว จากภาคการเกษตรทั้งในและนอกเขตพื้นที่กรมชลประทาน พบว่า มีการขอใช้น้ำจากทั้งบริษัทเอกชนอย่าง บริษัท อินดัสเทรียล วอเตอร์ รีซอร์ส แมนเนจเม้นท์ จำกัด ปีละไม่เกิน 7.3 ล้าน ลบ.ม./ปี บริษัท ที-วอเตอร์ (อีอีซี) จำกัด 80 ล้าน ลบ.ม./ปี และการประปาอีก 5 แห่งคือ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพนมสารคาม (ท่ากง) 5.4 ล้าน ลบ.ม./ปี การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพนมสารคาม (เกาะขนุน) 3.6 ล้าน ลบ.ม./ปี การประปาส่วนภูมิภาคสาขาบางคล้า 7.2 ล้าน ลบ.ม./ปี การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพนัสนิคม 10 ล้าน ลบ.ม./ปี การประปาส่วนภูมิภาคสาขาฝายท่าลาด 35 ล้าน ลบ.ม./ปี รวมแล้วกว่า 148.5 ล้าน ลบ.ม./ปี

นอกจากนี้ข้อมูลจากรายงานการวิจัยของโครงการ “ศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก” ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พบว่าในปี 2560 ลุ่มน้ำคลองท่าลาดมีการขาดแคลนน้ำอยู่ 0.35 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ผลการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตพบว่าในปี พ.ศ. 2570 ลุ่มน้ำคลองท่าลาดก็ยังจะขาดแคลนน้ำอยู่ 0.13 ล้าน ลบ.ม. เช่นเดียวกันกับแนวโน้มในปีพ.ศ. 2580 ยังจะขาดแคลนน้ำอยู่ 0.13 ล้าน ลบ.ม. เท่ากัน 

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การที่โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ จะมีการใช้น้ำในระยะดำเนินการในอัตรา 12,000 ลบ.ม/วัน หรือประมาณ 4.32 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยจะสูบน้ำจากคลองระบม นอกจากอาจจะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำในคลองระบมแล้ว ยังอาจจะส่งผลใ้ห้เกิดการขาดแคลนน้ำในคลองท่าลาดอีกด้วย ซึ่งการขาดแคลนน้ำในคลองท่าลาดนั้น จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราเกือบทั้งจังหวัด ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อนเท่านั้น เนื่องด้วยน้ำในคลองท่าลาดจะถูกนำไปใช้ในการผลิตตน้ำประปาเพื่ออการอุปโภคและบริโภคทั้งในส่วนของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพนมสารคาม (ท่ากง), การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพนมสารคาม (เกาะขนุน), การประปาส่วนภูมิภาคสาขาบางคล้า, การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพนัสนิคม และการประปาส่วนภูมิภาคสาขาฝายท่าลาด อันนำมาสู่ความกังวลว่าจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่ของจังหวัดฉะเชิงเทรา

บทความยอดนิยม

จากกรณีค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกนำมาเฉลี่ยเก็บจากบิลผู้ใช้ไฟ 10 สตางค์ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า ควรจะจัดการอย่างไรดี เพราะเมื่อดึงกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่มีไฟสาธารณะเป็นคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท. สุดท้ายแล้วงบประมาณในส่วนนี้ก็มาจากภาษีประชาชน JustPow ชวนมาสำรวจ ‘ค่าไฟ’ ของหน่วยงานภาครัฐ ว่าแต่ละปีต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ หน่วยงานไหนจ่ายมาก-น้อย ที่สุด จากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนรายการที่เป็น ‘ค่าไฟฟ้า’ จะพบว่ามีการตั้งงบประมาณไว้ 10,951,969,600 บาท โดยหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน 2,378,236,400 โดยที่กองทัพบกมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุด 1,179,393,900 บาท  อันดับสองคือ กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2,034,119,100 บาท ซึ่งเป็นเพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมกว่า 98 แห่งทั่วประเทศ และยังมีสถาบันอื่่นๆ อีก จึงทำให้ค่าไฟฟ้าที่สูง  อันดับสาม คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 848,224,500 บาท […]

ความต้องการไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้เกิดการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่งจะออกจากระบบ เสี่ยงให้เกิดกับดัก Fossil/Gas Lock-In ที่ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการใช้/นำเข้าก๊าซเพิ่มมากขึ้น

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) คือแผนแม่บทในการจัดหาไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้งานครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และภาคการเกษตร

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากการใช้ถ่านหินและน้ำมันผลิตไฟฟ้า ไปสู่ยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’ จากการค้นพบและใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้สร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้การจัดหาก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องจัดหาก๊าซเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก ทั้งจากเมียนมา และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้จัดเวทีชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นผลการคำนวณค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดย กกพ. ได้นำเสนอ 3 แนวทางเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งให้ค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ 3.95 บาท/หน่วย ไปจนถึง 4.59 บาท/หน่วย แม้จะดูเหมือนประชาชนมีทางเลือก แต่เมื่อแกะโครงสร้างการปรับค่าไฟของแต่ละแนวทางออกมา จะพบว่าความแตกต่างระหว่างทั้ง 3 แนวทางไม่ได้อยู่ที่ว่าต้นทุนที่แท้จริงลดลงได้แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนรับภาระแทนประชาชนในรอบนี้ และภาระนั้นจะถูกส่งคืนมาในรูปแบบใดในอนาคต 3 แนวทางในการปรับค่าไฟของ กกพ. มีอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร หากมองค่าไฟงวดนี้เป็นหนึ่งก้อน จะแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ค่าไฟฟ้าฐาน 3.7833 บาท/หน่วย ค่า FAC (ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า) 0.2966 บาท/หน่วย และค่า AF สะสม หรือหนี้ที่ กฟผ. […]

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

โรงไฟฟ้าที่อาจจะได้รับการต่ออายุ เพื่อรองรับการใช้ไฟของ Data Center 

ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในร่างแผน PDP2026 อยู่ที่ 79,696 เมกะวัตต์ (กรณี BASE-High) โดยมีกำลังการผลิตรวมอยู่ระหว่าง

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์

ร่างแผน PDP2026 ที่ไม่สอดคล้องกับแผน NDC3.0 และอาจก่อให้เกิด Fossil Lock-In มากกว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero โดยเฉพาะการบรรจุโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ในช่วง 12 ปีแรกของแผน

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซ

ความต้องการไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้เกิดการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่งจะออกจากระบบ เสี่ยงให้เกิดกับดัก Fossil/Gas Lock-In ที่ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการใช้/นำเข้าก๊าซเพิ่มมากขึ้น

ปรับโครงสร้างค่าไฟต้องแก้เรื่อง ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ปี 68 คนไทยร่วมจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนไปแล้วกว่า 105,586.51 ล้านบาท

จากการที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องการจะแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญทั้งค่าความพร้อมจ่าย หรือ Availability