
จากการที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้ปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยตามอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยนำเงินผลประหยัดจากมูลค่าการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซ (Bypass Gas) จำนวน 369,568,004.06 บาท มาใช้เป็นส่วนลดค่า Ft ในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนนั้น
JustPow ชวนมาทำความรู้จักค่า Bypass Gas ว่าคืออะไร มาจากไหน ?
จาก Claw Back ถึง Bypass Gas กลไกในการตรึงราคาค่าไฟของรัฐ
ก่อนหน้านี้คนไทยจะคุ้นเคยกับคำว่าเงิน Claw Back ที่ถูกนำมาใช้ในการปรับลดค่าไฟ เช่นในรอบเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาที่ใช้เงิน Claw Back 12,200 ล้านบาทในการปรับลดค่าไฟลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย จากราคา 4.15 บาทต่อหน่วย และในรอบเดือนกันยายน-ธันวาคม ที่ใช้เงิน Claw Back จำนวน 2,640 ล้านบาท ลดค่าไฟลงอีก 4 สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 3.98 บาท/หน่วย เป็น 3.94 บาทต่อหน่วย
เงิน Claw Back คือเงินที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากการลงทุนไม่เป็นตามแผน กล่าวคือ ในการจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า กกพ. จะคำนวณรายได้ของ 3 การไฟฟ้า โดยรวมต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนโครงการลงทุนตามแผนที่ 3 การไฟฟ้าวางไว้ในอนาคต รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนเข้าไปด้วยแล้ว
เมื่อแผนการลงทุนนี้ถูกอนุมัติ ต้นทุนส่วนนี้ก็จะถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฐานของบิลค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย แต่หากโครงการลงทุนที่ได้แจ้งไว้ในแผนถูกชะลอออกไปหรือไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด เงินที่ประชาชนจ่ายในค่าไฟเพื่อให้การไฟฟ้าไปลงทุนนั้นจะถือเป็น ‘ผลประโยชน์ส่วนเกิน’ ของการไฟฟ้า
ดังนั้น กกพ. จึงมีอำนาจในการเรียกเงินส่วนเกินนี้คืนพร้อมอัตราดอกเบี้ย โดย กกพ. มักจะนำเงินส่วนนี้มาใช้ในการพยุงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เพื่อดูแลค่าไฟฟ้าให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
โดยในการคำนวณค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 กกพ. ก็มีการนำเสนอแนวทางที่ 3 ว่าจะไม่ชำระหนี้ กฟผ. ในรอบนี้ และใช้เงิน Claw Back ทั้งหมดที่มีอยู่ จำนวน 9,471.84 ล้านบาทมาช่วยกดไว้อีก ซึ่งจะทำให้สามารถตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาท/หน่วยไว้ได้
แต่นอกจากการตรึงราคาค่าไฟแล้ว ยังมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยตามอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2569 อีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐก็ต้องหางบประมาณมาอุดหนุนเช่นเดียวกัน
โดยสุดท้ายแล้ว ในการอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยตามอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย จะใช้งบจากเงินที่เรียกว่า ‘Bypass Gas’ จำนวน 369,568,004.06 บาท
ค่า ‘Bypass Gas’ คืออะไร เก็บจากไหน เงินอยู่ที่ใคร ?
จากประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่องหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการบริหารจัดการ Bypass Gas พ.ศ. 2565 ระบุไว้ว่า
“Bypass Gas” หมายความว่า ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมถึงก๊าซธรรมชาติ จากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA) ที่ขนส่งผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลมายังระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่ระยอง โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่จังหวัดระยอง
ในการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยนั้น เนื่องจากก๊าซที่ขุดขึ้นมาได้นั้นเป็น “ก๊าซเปียก” (Wet Gas) มีส่วนผสมของสารไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดปนกันอยู่ ซึ่งแต่ละชนิดมีมูลค่าและคุณสมบัติต่างกัน หากจะนำเอาก๊าซจากอ่าวไทยไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าอย่างเดียวอาจจะทำให้สูญเสียมูลค่าที่มี จึงควรนำไปแยกก๊าซเพื่อให้ได้ก๊าซอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไม่ว่าจะเป็น ก๊าซอีเทน นำไปผลิตเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน (ถุงพลาสติก, ขวดน้ำ) ก๊าซโพรเพนและ บิวเทน นำไปผสมกันกลายเป็น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่เราใช้ในครัวเรือน เป็นต้น
ดังนั้นโดยปกติแล้วก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะต้องเข้าโรงแยกก๊าซ เพื่อแยกก๊าซอื่นๆ ที่มีมูลค่าออกมาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากนั้นจะเหลือก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุดในก๊าซธรรมชาติก็จะถูกส่งผ่านท่อส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าทั้งของกฟผ. เองและโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และรายใหญ่ (IPP) เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม อาจมีบางกรณีที่โรงแยกก๊าซหยุดซ่อมบำรุง หรือในเวลานั้นมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมากต้องรีบส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้า จึงทำให้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซแต่จะถูกส่งตรงไปยังโรงไฟฟ้าเลย ซึ่งเรียกว่า Bypass Gas และเมื่อมีการ Bypass สารมูลค่าสูง (เช่น อีเทน, โพรเพน) ก็จะไม่ได้ถูกนำไปขายให้โรงงานปิโตรเคมี แต่ถูกส่งไปเผาที่โรงไฟฟ้าแทน รัฐจึงกำหนดให้ ปตท. ต้อง “คืนส่วนต่างรายได้” เพื่อชดเชยกับการที่ต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการไม่ได้แยกก๊าซ โดยในแต่ละปีมูลค่าส่วนนี้จะผันแปรตามจำนวนวันที่โรงแยกก๊าซหยุดซ่อมบำรุง
ซึ่งส่วนต่างรายได้จากค่า Bypass Gas ของ ปตท. จำนวน 369 ล้านบาทนี่เอง ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนลดค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน
บทความยอดนิยม




