Q : ระบบขายไฟคืน Net Metering ต่างจาก Net Billing อย่างไร
A : ระบบ Net Metering เป็นระบบขายคืนแบบหักลบกับ “หน่วยไฟฟ้า” ที่เราซื้อจากการไฟฟ้าโดยตรง เมื่อเราผลิตไฟและเหลือจากการใช้เท่าไหร่ แล้วส่งไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้า ระบบจะคำนวณโดยนำจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราใช้จากการไฟฟ้าโดยตรงลบออกจากจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราส่งเข้าสู่ระบบ เมื่อถึงรอบบิลการจ่ายค่าไฟการไฟฟ้าก็จะดูว่าเดือนนั้นคุณใช้ไฟจากระบบของการไฟฟ้าไปกี่หน่วยและส่งไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบกี่หน่วย แล้วจึงนำมาลบกัน จากนั้นเราก็จะจ่ายเงินเฉพาะ “ส่วนต่าง” เท่านั้น หรือหากเหลือก็จะสะสมเป็นหน่วยไฟฟ้าเก็บไว้
ข้อมูลจากหนังสือ ‘เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย’ ของ Jet in Thailand กล่าวว่าประเทศไทยเคยใช้การรับซื้อไฟฟ้าแบบระบบหักลบกลบหน่วยหรือ Net Metering ในปี 2545 โดยเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิต VSPP ขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ สามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งและขายไฟเข้าระบบได้ โดย แต่ในการคิดราคาระบบ Net Metering ในครั้งนั้น หากผู้้ผลิตไฟฟ้าใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่ผลิตได้ต้องจ่ายค่าไฟในราคาขายปลีกของการไฟฟ้าฯ แต่ถ้าผลิตไฟได้มากกว่าที่ใช้จะมีรายได้จากการขายไฟส่วนเกินในราคาที่ถูกกว่าราคาขายปลีก 20% แต่ภายหลังได้มีการยกเลิกระบบนี้ไป
แม้ระบบ Net Metering ในแบบหักลบกับหน่วยไฟฟ้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จะคุ้มค่าสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ก็มีข้อสังเกตที่อาจจะทำให้ปะเทศไทยไม่ได้เลือกใช้ระบบ Net Metering ดังต่อไปนี้
- ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้อาจจะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น
การจำหน่ายไฟฟ้าต้องอาศัยระบบกระจายไฟฟ้าไปยังปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า หม้อแปลง มิเตอร์ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการไฟฟ้า ทั้งกฟผ. กฟน.และกฟภ. ทะยอยเก็บต้นทุนส่วนนี้จากผู้ใช้ไฟฟ้าจากการขายหน่วยไฟฟ้า เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าบางส่วนผลิตไฟฟ้าใช้เอง จำนวนหน่วยไฟฟ้าในระบบลดลงทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เหลือ ซึ่งไม่สามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเองได้ต้องรับภาระต้นทุนของระบบสายส่งไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากการที่จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าที่เคยร่วมจ่ายลดลงหากไม่มีการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหานี้มีผู้นำเสนอว่าสามารถแก้ไขได้โดยการปรับ “ค่าบริการรายเดือน” (Fixed Charge) สำหรับผู้ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายที่แม้จะติดโซลาร์แต่ก็ยังใช้โครงข่ายอยู่ เพื่อนำมาบำรุงรักษาสายส่งและโรงไฟฟ้าสำรองและลด “ค่าพลังงานต่อหน่วย” (Energy Charge) ลง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ รวมไปถึงการปรับ Time of Use (TOU) Tariff: สนับสนุนให้คนหันมาใช้ไฟในช่วงที่มีแดดจัด (เช่น 10.00 – 15.00 น.) โดยปรับราคาช่วงนั้นให้ถูกลงมาก เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าที่ต้องผลิตจากก๊าซ LNG ในช่วงเวลาดังกล่าว
นอกจากนี้ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ยังเสนอว่าหากการติดโซลาร์เซลล์เป็นการลดการใช้ไฟในระบบ แล้วทำให้ระบบลดการใช้ LNG ซึ่งมีราคาแพงมาผลิตไฟฟ้าลง ก็จะทำให้ค่าไฟในระบบถูกลงไปได้ถึง 1.79 สตางค์/หน่วย เลยทีเดียว ซึ่งจะไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นแต่อย่างใด
- ขาดระเบียบและข้อกฎหมายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
เนื่องจากการขายไฟเข้าสู่ระบบนับเป็นธุรกรรมการซื้อขายระหว่างประชาชนกับการไฟฟ้า และเกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องมีข้อกฎหมายรองรับวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกรรมที่เกิดขึ้น ปัจจุบันยังไม่มีระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
นอกจากระบบ Net Metering แล้ว ยังมีระบบ Net Billing ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยระบบ Net Billing คือ การที่เราผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปแล้วขายให้การไฟฟ้าตามอัตรารับซื้อซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 บาทต่อหน่วย เมื่อคำนวณแล้วได้เงินกี่บาท จึงค่อยนำมาหักลบกับค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากเรา เป็นการลดหย่อนค่าไฟฟ้าที่หลัง หากผลิตไฟฟ้าเหลือก็จะสะสมเป็น “หน่วยเงิน”
อย่างไรก็ตาม การรับซื้อในแบบ Net Billing ของไทยก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องระบบโควต้าและราคารับซื้อ โดยในปี 2562 กพช. มีมติรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนครั้งแรกในราคา 1.68 บาท/หน่วย สัญญา 10 ปี ตั้งเป้า (2562-2565) เปิดรับซื้อปีละ 100 เมกะวัตต์ เท่านั้น แต่มีผู้สนใจผลิตไฟเข้าระบบเพียง 3-4 เมกะวัตต์ เพราะราคารับซื้อไม่จูงใจ จากนั้นก็มีการปรับโควต้ามาเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2566 กกพ. ก็ได้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ รวมโควตา 10 ปี (2564-2573) 90 เมกะวัตต์ ราคา 2.20 บาท/หน่วย ( (สำหรับบ้านที่อยู่อาศัย) ขนาดไม่เกิน 10 kWp ) และในปี 2567 ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการเต็มโควตา 90 เมกะวัตต์แล้ว (นับรวมตั้งแต่ปี 2564-2567) และประกาศหยุดรับซื้อ
จนล่าสุดในปี 2569 กพช. ก็ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน69 เห็นชอบรูปแบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน (Net Billing) ปริมาณ 500 MW ปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์/มิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า ราคารับซื้อ 2.20 บาท/หน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยมอบ กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop ภายในเดือนมิถุนายน 2569
จะเห็นได้ว่าการขายไฟคืนทั้งระบบ Net Metering หรือ Net Billing ต่างก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การกำหนดแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากประชาชนจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นไปในทิศทางใดQ : ระบบขายไฟคืน Net Metering ต่างจาก Net Billing อย่างไร
A : ระบบ Net Metering เป็นระบบขายคืนแบบหักลบกับ “หน่วยไฟฟ้า” ที่เราซื้อจากการไฟฟ้าโดยตรง เมื่อเราผลิตไฟและเหลือจากการใช้เท่าไหร่ แล้วส่งไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้า ระบบจะคำนวณโดยนำจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราใช้จากการไฟฟ้าโดยตรงลบออกจากจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราส่งเข้าสู่ระบบ เมื่อถึงรอบบิลการจ่ายค่าไฟการไฟฟ้าก็จะดูว่าเดือนนั้นคุณใช้ไฟจากระบบของการไฟฟ้าไปกี่หน่วยและส่งไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบกี่หน่วย แล้วจึงนำมาลบกัน จากนั้นเราก็จะจ่ายเงินเฉพาะ “ส่วนต่าง” เท่านั้น หรือหากเหลือก็จะสะสมเป็นหน่วยไฟฟ้าเก็บไว้
ข้อมูลจากหนังสือ ‘เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย’ ของ Jet in Thailand กล่าวว่าประเทศไทยเคยใช้การรับซื้อไฟฟ้าแบบระบบหักลบกลบหน่วยหรือ Net Metering ในปี 2545 โดยเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิต VSPP ขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ สามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งและขายไฟเข้าระบบได้ โดย แต่ในการคิดราคาระบบ Net Metering ในครั้งนั้น หากผู้้ผลิตไฟฟ้าใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่ผลิตได้ต้องจ่ายค่าไฟในราคาขายปลีกของการไฟฟ้าฯ แต่ถ้าผลิตไฟได้มากกว่าที่ใช้จะมีรายได้จากการขายไฟส่วนเกินในราคาที่ถูกกว่าราคาขายปลีก 20% แต่ภายหลังได้มีการยกเลิกระบบนี้ไป
แม้ระบบ Net Metering ในแบบหักลบกับหน่วยไฟฟ้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จะคุ้มค่าสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ก็มีข้อสังเกตที่อาจจะทำให้ปะเทศไทยไม่ได้เลือกใช้ระบบ Net Metering ดังต่อไปนี้
- ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้อาจจะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น
การจำหน่ายไฟฟ้าต้องอาศัยระบบกระจายไฟฟ้าไปยังปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า หม้อแปลง มิเตอร์ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการไฟฟ้า ทั้งกฟผ. กฟน.และกฟภ. ทะยอยเก็บต้นทุนส่วนนี้จากผู้ใช้ไฟฟ้าจากการขายหน่วยไฟฟ้า เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าบางส่วนผลิตไฟฟ้าใช้เอง จำนวนหน่วยไฟฟ้าในระบบลดลงทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เหลือ ซึ่งไม่สามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเองได้ต้องรับภาระต้นทุนของระบบสายส่งไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากการที่จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าที่เคยร่วมจ่ายลดลงหากไม่มีการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหานี้มีผู้นำเสนอว่าสามารถแก้ไขได้โดยการปรับ “ค่าบริการรายเดือน” (Fixed Charge) สำหรับผู้ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายที่แม้จะติดโซลาร์แต่ก็ยังใช้โครงข่ายอยู่ เพื่อนำมาบำรุงรักษาสายส่งและโรงไฟฟ้าสำรองและลด “ค่าพลังงานต่อหน่วย” (Energy Charge) ลง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ รวมไปถึงการปรับ Time of Use (TOU) Tariff: สนับสนุนให้คนหันมาใช้ไฟในช่วงที่มีแดดจัด (เช่น 10.00 – 15.00 น.) โดยปรับราคาช่วงนั้นให้ถูกลงมาก เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าที่ต้องผลิตจากก๊าซ LNG ในช่วงเวลาดังกล่าว
นอกจากนี้ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ยังเสนอว่าหากการติดโซลาร์เซลล์เป็นการลดการใช้ไฟในระบบ แล้วทำให้ระบบลดการใช้ LNG ซึ่งมีราคาแพงมาผลิตไฟฟ้าลง ก็จะทำให้ค่าไฟในระบบถูกลงไปได้ถึง 1.79 สตางค์/หน่วย เลยทีเดียว ซึ่งจะไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นแต่อย่างใด
- ขาดระเบียบและข้อกฎหมายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
เนื่องจากการขายไฟเข้าสู่ระบบนับเป็นธุรกรรมการซื้อขายระหว่างประชาชนกับการไฟฟ้า และเกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องมีข้อกฎหมายรองรับวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกรรมที่เกิดขึ้น ปัจจุบันยังไม่มีระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
นอกจากระบบ Net Metering แล้ว ยังมีระบบ Net Billing ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยระบบ Net Billing คือ การที่เราผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปแล้วขายให้การไฟฟ้าตามอัตรารับซื้อซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 บาทต่อหน่วย เมื่อคำนวณแล้วได้เงินกี่บาท จึงค่อยนำมาหักลบกับค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากเรา เป็นการลดหย่อนค่าไฟฟ้าที่หลัง หากผลิตไฟฟ้าเหลือก็จะสะสมเป็น “หน่วยเงิน”
อย่างไรก็ตาม การรับซื้อในแบบ Net Billing ของไทยก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องระบบโควต้าและราคารับซื้อ โดยในปี 2562 กพช. มีมติรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนครั้งแรกในราคา 1.68 บาท/หน่วย สัญญา 10 ปี ตั้งเป้า (2562-2565) เปิดรับซื้อปีละ 100 เมกะวัตต์ เท่านั้น แต่มีผู้สนใจผลิตไฟเข้าระบบเพียง 3-4 เมกะวัตต์ เพราะราคารับซื้อไม่จูงใจ จากนั้นก็มีการปรับโควต้ามาเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2566 กกพ. ก็ได้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ รวมโควตา 10 ปี (2564-2573) 90 เมกะวัตต์ ราคา 2.20 บาท/หน่วย ( (สำหรับบ้านที่อยู่อาศัย) ขนาดไม่เกิน 10 kWp ) และในปี 2567 ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการเต็มโควตา 90 เมกะวัตต์แล้ว (นับรวมตั้งแต่ปี 2564-2567) และประกาศหยุดรับซื้อ
จนล่าสุดในปี 2569 กพช. ก็ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน69 เห็นชอบรูปแบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน (Net Billing) ปริมาณ 500 MW ปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์/มิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า ราคารับซื้อ 2.20 บาท/หน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยมอบ กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop ภายในเดือนมิถุนายน 2569
จะเห็นได้ว่าการขายไฟคืนทั้งระบบ Net Metering หรือ Net Billing ต่างก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การกำหนดแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากประชาชนจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นไปในทิศทางใด
บทความยอดนิยม




