ระบบขายไฟคืน Net Metering ต่างจาก Net Billing อย่างไร

Q : ระบบขายไฟคืน Net Metering ต่างจาก Net Billing อย่างไร

A : ระบบ Net Metering เป็นระบบขายคืนแบบหักลบกับ “หน่วยไฟฟ้า” ที่เราซื้อจากการไฟฟ้าโดยตรง เมื่อเราผลิตไฟและเหลือจากการใช้เท่าไหร่ แล้วส่งไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้า ระบบจะคำนวณโดยนำจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราใช้จากการไฟฟ้าโดยตรงลบออกจากจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราส่งเข้าสู่ระบบ เมื่อถึงรอบบิลการจ่ายค่าไฟการไฟฟ้าก็จะดูว่าเดือนนั้นคุณใช้ไฟจากระบบของการไฟฟ้าไปกี่หน่วยและส่งไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบกี่หน่วย แล้วจึงนำมาลบกัน จากนั้นเราก็จะจ่ายเงินเฉพาะ “ส่วนต่าง” เท่านั้น หรือหากเหลือก็จะสะสมเป็นหน่วยไฟฟ้าเก็บไว้

ข้อมูลจากหนังสือ ‘เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย’ ของ Jet in Thailand กล่าวว่าประเทศไทยเคยใช้การรับซื้อไฟฟ้าแบบระบบหักลบกลบหน่วยหรือ Net Metering ในปี 2545 โดยเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิต VSPP ขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ สามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งและขายไฟเข้าระบบได้ โดย แต่ในการคิดราคาระบบ Net Metering ในครั้งนั้น หากผู้้ผลิตไฟฟ้าใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่ผลิตได้ต้องจ่ายค่าไฟในราคาขายปลีกของการไฟฟ้าฯ แต่ถ้าผลิตไฟได้มากกว่าที่ใช้จะมีรายได้จากการขายไฟส่วนเกินในราคาที่ถูกกว่าราคาขายปลีก 20% แต่ภายหลังได้มีการยกเลิกระบบนี้ไป 

แม้ระบบ Net Metering ในแบบหักลบกับหน่วยไฟฟ้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จะคุ้มค่าสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ก็มีข้อสังเกตที่อาจจะทำให้ปะเทศไทยไม่ได้เลือกใช้ระบบ Net Metering ดังต่อไปนี้ 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้อาจจะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น

การจำหน่ายไฟฟ้าต้องอาศัยระบบกระจายไฟฟ้าไปยังปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า หม้อแปลง มิเตอร์ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการไฟฟ้า ทั้งกฟผ. กฟน.และกฟภ. ทะยอยเก็บต้นทุนส่วนนี้จากผู้ใช้ไฟฟ้าจากการขายหน่วยไฟฟ้า เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าบางส่วนผลิตไฟฟ้าใช้เอง จำนวนหน่วยไฟฟ้าในระบบลดลงทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เหลือ ซึ่งไม่สามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเองได้ต้องรับภาระต้นทุนของระบบสายส่งไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากการที่จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าที่เคยร่วมจ่ายลดลงหากไม่มีการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหานี้มีผู้นำเสนอว่าสามารถแก้ไขได้โดยการปรับ “ค่าบริการรายเดือน” (Fixed Charge) สำหรับผู้ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายที่แม้จะติดโซลาร์แต่ก็ยังใช้โครงข่ายอยู่  เพื่อนำมาบำรุงรักษาสายส่งและโรงไฟฟ้าสำรองและลด “ค่าพลังงานต่อหน่วย” (Energy Charge) ลง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ รวมไปถึงการปรับ Time of Use (TOU) Tariff: สนับสนุนให้คนหันมาใช้ไฟในช่วงที่มีแดดจัด (เช่น 10.00 – 15.00 น.) โดยปรับราคาช่วงนั้นให้ถูกลงมาก เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าที่ต้องผลิตจากก๊าซ LNG ในช่วงเวลาดังกล่าว 

นอกจากนี้ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ยังเสนอว่าหากการติดโซลาร์เซลล์เป็นการลดการใช้ไฟในระบบ แล้วทำให้ระบบลดการใช้ LNG ซึ่งมีราคาแพงมาผลิตไฟฟ้าลง ก็จะทำให้ค่าไฟในระบบถูกลงไปได้ถึง 1.79 สตางค์/หน่วย เลยทีเดียว ซึ่งจะไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นแต่อย่างใด 

  1. ขาดระเบียบและข้อกฎหมายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 

เนื่องจากการขายไฟเข้าสู่ระบบนับเป็นธุรกรรมการซื้อขายระหว่างประชาชนกับการไฟฟ้า และเกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องมีข้อกฎหมายรองรับวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกรรมที่เกิดขึ้น ปัจจุบันยังไม่มีระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

นอกจากระบบ Net Metering แล้ว ยังมีระบบ Net Billing ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยระบบ Net Billing คือ การที่เราผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปแล้วขายให้การไฟฟ้าตามอัตรารับซื้อซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 บาทต่อหน่วย เมื่อคำนวณแล้วได้เงินกี่บาท จึงค่อยนำมาหักลบกับค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากเรา เป็นการลดหย่อนค่าไฟฟ้าที่หลัง หากผลิตไฟฟ้าเหลือก็จะสะสมเป็น “หน่วยเงิน”

อย่างไรก็ตาม การรับซื้อในแบบ Net Billing ของไทยก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องระบบโควต้าและราคารับซื้อ โดยในปี 2562 กพช. มีมติรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนครั้งแรกในราคา 1.68 บาท/หน่วย สัญญา 10 ปี ตั้งเป้า (2562-2565) เปิดรับซื้อปีละ 100 เมกะวัตต์ เท่านั้น แต่มีผู้สนใจผลิตไฟเข้าระบบเพียง 3-4 เมกะวัตต์ เพราะราคารับซื้อไม่จูงใจ จากนั้นก็มีการปรับโควต้ามาเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2566 กกพ. ก็ได้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ รวมโควตา 10 ปี (2564-2573) 90 เมกะวัตต์ ราคา 2.20 บาท/หน่วย ( (สำหรับบ้านที่อยู่อาศัย) ขนาดไม่เกิน 10 kWp ) และในปี 2567 ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการเต็มโควตา 90 เมกะวัตต์แล้ว (นับรวมตั้งแต่ปี 2564-2567) และประกาศหยุดรับซื้อ

จนล่าสุดในปี 2569 กพช. ก็ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน69 เห็นชอบรูปแบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน (Net Billing) ปริมาณ 500 MW ปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์/มิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า ราคารับซื้อ 2.20 บาท/หน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยมอบ กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop ภายในเดือนมิถุนายน 2569 

จะเห็นได้ว่าการขายไฟคืนทั้งระบบ Net Metering หรือ Net Billing ต่างก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน  การกำหนดแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากประชาชนจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นไปในทิศทางใดQ : ระบบขายไฟคืน Net Metering ต่างจาก Net Billing อย่างไร

A : ระบบ Net Metering เป็นระบบขายคืนแบบหักลบกับ “หน่วยไฟฟ้า” ที่เราซื้อจากการไฟฟ้าโดยตรง เมื่อเราผลิตไฟและเหลือจากการใช้เท่าไหร่ แล้วส่งไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้า ระบบจะคำนวณโดยนำจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราใช้จากการไฟฟ้าโดยตรงลบออกจากจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราส่งเข้าสู่ระบบ เมื่อถึงรอบบิลการจ่ายค่าไฟการไฟฟ้าก็จะดูว่าเดือนนั้นคุณใช้ไฟจากระบบของการไฟฟ้าไปกี่หน่วยและส่งไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบกี่หน่วย แล้วจึงนำมาลบกัน จากนั้นเราก็จะจ่ายเงินเฉพาะ “ส่วนต่าง” เท่านั้น หรือหากเหลือก็จะสะสมเป็นหน่วยไฟฟ้าเก็บไว้

ข้อมูลจากหนังสือ ‘เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย’ ของ Jet in Thailand กล่าวว่าประเทศไทยเคยใช้การรับซื้อไฟฟ้าแบบระบบหักลบกลบหน่วยหรือ Net Metering ในปี 2545 โดยเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิต VSPP ขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ สามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งและขายไฟเข้าระบบได้ โดย แต่ในการคิดราคาระบบ Net Metering ในครั้งนั้น หากผู้้ผลิตไฟฟ้าใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่ผลิตได้ต้องจ่ายค่าไฟในราคาขายปลีกของการไฟฟ้าฯ แต่ถ้าผลิตไฟได้มากกว่าที่ใช้จะมีรายได้จากการขายไฟส่วนเกินในราคาที่ถูกกว่าราคาขายปลีก 20% แต่ภายหลังได้มีการยกเลิกระบบนี้ไป 

แม้ระบบ Net Metering ในแบบหักลบกับหน่วยไฟฟ้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จะคุ้มค่าสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ก็มีข้อสังเกตที่อาจจะทำให้ปะเทศไทยไม่ได้เลือกใช้ระบบ Net Metering ดังต่อไปนี้ 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้อาจจะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น

การจำหน่ายไฟฟ้าต้องอาศัยระบบกระจายไฟฟ้าไปยังปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า หม้อแปลง มิเตอร์ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการไฟฟ้า ทั้งกฟผ. กฟน.และกฟภ. ทะยอยเก็บต้นทุนส่วนนี้จากผู้ใช้ไฟฟ้าจากการขายหน่วยไฟฟ้า เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าบางส่วนผลิตไฟฟ้าใช้เอง จำนวนหน่วยไฟฟ้าในระบบลดลงทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เหลือ ซึ่งไม่สามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเองได้ต้องรับภาระต้นทุนของระบบสายส่งไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากการที่จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าที่เคยร่วมจ่ายลดลงหากไม่มีการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหานี้มีผู้นำเสนอว่าสามารถแก้ไขได้โดยการปรับ “ค่าบริการรายเดือน” (Fixed Charge) สำหรับผู้ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายที่แม้จะติดโซลาร์แต่ก็ยังใช้โครงข่ายอยู่  เพื่อนำมาบำรุงรักษาสายส่งและโรงไฟฟ้าสำรองและลด “ค่าพลังงานต่อหน่วย” (Energy Charge) ลง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ รวมไปถึงการปรับ Time of Use (TOU) Tariff: สนับสนุนให้คนหันมาใช้ไฟในช่วงที่มีแดดจัด (เช่น 10.00 – 15.00 น.) โดยปรับราคาช่วงนั้นให้ถูกลงมาก เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าที่ต้องผลิตจากก๊าซ LNG ในช่วงเวลาดังกล่าว 

นอกจากนี้ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ยังเสนอว่าหากการติดโซลาร์เซลล์เป็นการลดการใช้ไฟในระบบ แล้วทำให้ระบบลดการใช้ LNG ซึ่งมีราคาแพงมาผลิตไฟฟ้าลง ก็จะทำให้ค่าไฟในระบบถูกลงไปได้ถึง 1.79 สตางค์/หน่วย เลยทีเดียว ซึ่งจะไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบที่ไม่สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นแต่อย่างใด 

  1. ขาดระเบียบและข้อกฎหมายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 

เนื่องจากการขายไฟเข้าสู่ระบบนับเป็นธุรกรรมการซื้อขายระหว่างประชาชนกับการไฟฟ้า และเกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องมีข้อกฎหมายรองรับวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกรรมที่เกิดขึ้น ปัจจุบันยังไม่มีระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

นอกจากระบบ Net Metering แล้ว ยังมีระบบ Net Billing ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยระบบ Net Billing คือ การที่เราผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปแล้วขายให้การไฟฟ้าตามอัตรารับซื้อซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 บาทต่อหน่วย เมื่อคำนวณแล้วได้เงินกี่บาท จึงค่อยนำมาหักลบกับค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากเรา เป็นการลดหย่อนค่าไฟฟ้าที่หลัง หากผลิตไฟฟ้าเหลือก็จะสะสมเป็น “หน่วยเงิน”

อย่างไรก็ตาม การรับซื้อในแบบ Net Billing ของไทยก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องระบบโควต้าและราคารับซื้อ โดยในปี 2562 กพช. มีมติรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนครั้งแรกในราคา 1.68 บาท/หน่วย สัญญา 10 ปี ตั้งเป้า (2562-2565) เปิดรับซื้อปีละ 100 เมกะวัตต์ เท่านั้น แต่มีผู้สนใจผลิตไฟเข้าระบบเพียง 3-4 เมกะวัตต์ เพราะราคารับซื้อไม่จูงใจ จากนั้นก็มีการปรับโควต้ามาเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2566 กกพ. ก็ได้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ รวมโควตา 10 ปี (2564-2573) 90 เมกะวัตต์ ราคา 2.20 บาท/หน่วย ( (สำหรับบ้านที่อยู่อาศัย) ขนาดไม่เกิน 10 kWp ) และในปี 2567 ก็มีผู้เข้าร่วมโครงการเต็มโควตา 90 เมกะวัตต์แล้ว (นับรวมตั้งแต่ปี 2564-2567) และประกาศหยุดรับซื้อ

จนล่าสุดในปี 2569 กพช. ก็ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน69 เห็นชอบรูปแบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน (Net Billing) ปริมาณ 500 MW ปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์/มิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า ราคารับซื้อ 2.20 บาท/หน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยมอบ กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop ภายในเดือนมิถุนายน 2569 

จะเห็นได้ว่าการขายไฟคืนทั้งระบบ Net Metering หรือ Net Billing ต่างก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน  การกำหนดแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากประชาชนจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นไปในทิศทางใด

บทความยอดนิยม

แม้แผน PDP ฉบับใหม่จะยังไม่ออกมา แต่ก็มีโครงการโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาผูกพันไว้แล้วกำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบ และจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนพลังงานและค่าไฟในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ โครงการเขื่อนปากแบง ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขง ทางเหนือของเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางตอนเหนือของประเทศ สปป.ลาว และห่างจากชายแดนไทย-ลาว ผาได 96 กม. มีกำลังการผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์  โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทไชน่าต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ 51% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 49% มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท สัญญาสัมปทาน 29 ปี โดยจะขายไฟให้แก่ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.7129 บาท ซึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถปิดการจัดหาเงินกู้ได้ภายในปลายปี 2567 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576  […]

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) คือแผนแม่บทในการจัดหาไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้งานครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และภาคการเกษตร

สถานการณ์การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาภาคเอกชนเป็นหลัก จากกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัญญา 49,962.1 เมกะวัตต์ (MW) พบว่าสัดส่วนใหญ่มาจากเอกชนรวมกว่า 67.50% แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่

ย้อนดูจุดกำเนิดโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ที่ไหน-ใครเป็นเจ้าของ

BloombergNEF (BNEF) ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยเชิงกลยุทธ์ชั้นนำที่ครอบคลุมทั้งประเด็นเรื่องพลังงานสะอาด การขนส่งขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล ผลิตภัณฑ์ทางนวัตกรรม ภายใต้บริษัท Bloomberg L.P. ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นพลังงานแสงอาทิตย์

ร่างแผน PDP2026 เปิดโควต้าโซลาร์ใหม่ 24,300 เมกะวัตต์ แบ่งให้เอกชน 14,300 เมกะวัตต์ ใหญ่กว่าโควต้า RE Biglot ที่เคยมีปัญหาด้านความโปร่งใสของโครงการ เกือบ 3 เท่า

จะติดโซลาร์ยุ่งยากไหม ต้องทำยังไงบ้าง

Q : จะติดโซลาร์ยุ่งยากไหม ต้องทำยังไงบ้าง A : อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้การติดโซลาร์นั้นเป็นเรื่องน่าปวดหัวก็คือ ขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก

กว่าประชาชนจะได้ขายไฟโซลาร์เพิ่มได้อีก 500 MW : สำรวจข้อมูลการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย

จากการที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เห็นชอบรูปแบบ

โซลาร์ที่ถูกกั้นไว้ด้วยกลไกรัฐ

ต้นทุนโซลาเซลล์ถูกลงแล้ว คนก็พร้อมติด แต่อุปสรรคอยู่ที่รัฐ