สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก: ผู้เชี่ยวชาญเตือนไทยต้องกระจายความเสี่ยงและทบทวนโครงสร้างพลังงาน

เวทีเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende และ อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100)

พิพัฒน์เตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทย 3 ช่องทาง ชี้ไทยนำเข้าน้ำมัน 6% ของ GDP

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านสามช่องทางสำคัญ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว การค้าโลก และราคาสินค้า ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามถึงโครงสร้างการใช้พลังงานของไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็นมูลค่าราว 6% ของ GDP ทั้งที่ประเทศสามารถผลิตพลังงานได้บางส่วนในประเทศ

พิพัฒน์กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไทยพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางจำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานว่า “ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสูงสุดในภูมิภาค คิดเป็นมูลค่าราว 6% ของ GDP ทั้งที่ไทยสามารถผลิตพลังงานได้ในประเทศ จึงนำไปสู่คำถามว่า เหตุใดไทยจึงพึ่งพาการนำเข้ามาก และเรากำลังใช้พลังงานไม่คุ้มค่าหรือไม่”

พิพัฒน์มองว่า สงครามที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านสามช่องทางสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ภาคการท่องเที่ยว ที่ปีนี้เราหวังว่าจะเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว

สอง ผลกระทบต่อการค้าโลก ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับค่าประกันการขนส่งสินค้าทางเรือ รวมถึงผลต่อเศรษฐกิจของประเทศสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนเกิดสงครามมีการคาดการณ์ว่า การเติบโตของ AI จะช่วยหนุนเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนา AI ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจึงอาจไม่สูงเท่าที่คาดไว้

สาม ราคาสินค้าแพงขึ้นและสินค้าอาจขาดแคลน โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบต่อประชาชนแน่นอน พิพัฒน์เปรียบว่าเหมือนการเก็บภาษีที่กระทบทุกคนพร้อมกัน เพราะราคาสูงขึ้นแต่ประชาชนไม่สามารถลดการใช้ได้ เช่น ยังต้องขับรถ ต้องจ่ายค่าไฟ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่สินค้าบางอย่างจะขาดแคลน เช่น ปุ๋ยยูเรียซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ

พิพัฒน์ตั้งฉากทัศน์ไว้สามแบบ คือ ฉากทัศน์ที่ 1 จบเร็ว ในที่นี้คือระยะ 1 เดือน ซึ่งราคาน้ำมันขึ้นแต่ไม่รุนแรงและไม่ยาวนาน ฉากทัศน์ที่ 2 ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง สงครามกินเวลายาวนานแต่ไม่ขยายตัว และไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานมากเกินไป และฉากทัศน์ที่ 3 ยืดเยื้อแต่รุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิด บ่อน้ำมันไม่เปิด ซึ่งหากเกิดขึ้น จะต้องใช้เวลานานนับปีกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ปกติ แต่อย่างไรก็ตาม เวลานี้ยังคาดเดาสถานการณ์ได้ยาก

ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก่อนหน้านี้โลกเคยเชื่อว่า ปัญหาระหว่างประเทศสามารถแก้ไขได้ผ่านระบบกติกาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ (rule-based system) แต่ปัจจุบันระบบดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายมิติ

พิพัฒน์เสนอว่า ในทางเศรษฐกิจไทยควรหาจุดแข็งของตนเอง และสร้างแนวร่วมกับประเทศอื่นๆ มากขึ้น การบริหารความสัมพันธ์ด้วยจุดยืนว่า “ไม่เลือกข้าง” ที่ผ่านมา อาจทำให้ในทางปฏิบัติ “ไม่มีใครเลือกเราเช่นกัน” (หัวเราะ) ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ไทยจะมีอะไรไปเจรจากับมหาอำนาจให้มากขึ้น

ในระยะสั้นสำหรับภาคธุรกิจ พิพัฒน์แนะนำให้เจ้าของกิจการประเมินว่า ธุรกิจของตนได้รับผลกระทบอย่างไร และวางแผนรับมือในกรณีเลวร้ายที่สุด รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น ปัจจุบันวัตถุดิบบางประเภทเริ่มมีความเสี่ยงด้านการจัดหา

ส่วนภาครัฐ ต้องสื่อสารกับประชาชน และหาวิธีอุดหนุนที่หลากหลายมากขึ้น ตอนนี้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยเงินกองทุนสำรองน้ำมันดีเซลราวเดือนละสามหมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022 ทั้งที่รบกันแค่สิบกว่าวัน หนี้ของกองทุนน้ำมันจากตอนนั้น ต้องใช้เวลานานสองสามปีกว่าหนี้จะหมด วันนี้กองทุนกลับมาเป็นหนี้อีกครั้ง จึงเกิดคำถามว่า เงินส่วนนี้ควรนำไปใช้ในด้านอื่นที่จำเป็นมากกว่าหรือไม่ และในสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ยากเช่นนี้ เรามีวิธีอุดหนุนพลังงานรูปแบบอื่นหรือไม่

พิพัฒน์ย้อนถึงปี 2022 ที่ค่าไฟฟ้าเคยสูงถึงหน่วยละ 4 บาท แต่เมื่อวิกฤตสิ้นสุดลง เรากลับปรับลดค่าไฟลงอย่างมาก จนทำให้หนี้ที่สะสมไว้ก่อนหน้านั้นไม่ลดลง สุดท้ายจึงกลายเป็นภาระของรัฐ ต่างจากกองทุนน้ำมันที่สามารถทยอยลดหนี้ลงจนเหลือศูนย์

ต่อสถานการณ์ตอนนี้ พิพัฒน์ชี้ว่า “ราคาของ LNG ตลาดโลกขึ้นไปแล้ว ต้นทุนการผลิตไฟขึ้นไปแล้ว ถ้าเราไม่ปรับราคาขายไฟ ต้นทุนตรงนี้ก็ไปอยู่สักที่หนึ่ง ไม่ว่าค่าไฟจะขึ้นหรือไม่ เรามีหนี้ที่จะต้องจ่ายอยู่แล้ว”

ในระยะยาว พิพัฒน์เสนอให้ “รัฐบาลต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการหาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ขณะเดียวกันต้องพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซว่า จะทำอย่างไรให้ระบบสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงต้องคิดต่อว่า ในระยะยาว จะทำอย่างไรให้ไทยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียว และหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น”

เขากล่าวว่า “ตอนนี้ผู้เล่นกลายเป็นผู้กำหนดนโยบายด้วย แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดการปรับโครงสร้าง” เขาเสนอว่า การคิดเรื่องปรับเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เช่น ทำอย่างไรให้ระบบสายส่งฉลาดขึ้น การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานเพราะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว แต่ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เรามักพูดว่าเราจะทำนั้นนี่ แต่พอค่าไฟลง เราก็หันไปสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซต่อ

นอกจากนี้ วิกฤตครั้งนี้ยังแตกต่างจากเหตุการณ์อื่นๆ ในอดีต เพราะสร้างความตื่นตระหนกทั้งในด้านปริมาณและราคา กล่าวคือ สินค้าทั้ง แพงขึ้นและหาซื้อได้ยากพร้อมกัน ระบบที่เราเคยเชื่อว่าทำงานได้ดีเริ่มมีปัญหา แม้ไทยจะยังไม่เผชิญการขาดแคลนพลังงานโดยตรง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ประเทศสามารถเผชิญปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณพร้อมกันได้ และอาจเป็นโอกาสให้ไทยหันมาทบทวนการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานในระยะยาว

ศุภวรรณชี้ โครงสร้างไฟฟ้าไทยผูกกับก๊าซมานาน 46 ปี วิกฤต LNG สะท้อนจุดเปราะบางพลังงานไทย

ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende ให้ความเห็นถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อไทยว่า ขณะนี้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในการส่งออก LNG ที่จะส่งมายังเอเชียแล้ว แม้ว่าสงครามจะจบเร็วหรือช้า การฟื้นฟูโครงสร้างดังกล่าวก็อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน อย่างไรก็ตาม สงครามครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อตลาด LNG แต่ก็อาจไม่รุนแรงเท่าความขัดแย้งในปี 2022 แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสเกิดวิกฤตพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ศุภวรรณกล่าวว่า โดยปกติราคา LNG จะเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักรตามอุปสงค์และอุปทาน เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตจะขยายการผลิตจนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม วิกฤตปี 2022 มีความรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดยุโรปยุติการใช้ก๊าซจากรัสเซียและหันมาซื้อ LNG ในตลาดโลกแทน ส่งผลให้ราคาในเอเชียพุ่งสูงถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู แม้ภายหลังจะมีการคาดการณ์ว่าราคาในช่วงปี 2026-2030 จะลดลงเหลือประมาณ 11-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู แต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุดได้ผลักดันราคา LNG ขึ้นไปแตะ 20 ดอลลาร์ อีกครั้ง

“การพยากรณ์หรือแบบจำลองใดๆ ที่เราใช้วางแผนภาคไฟฟ้าหรือภาคพลังงาน จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่นอกเหนือจากวัฏจักรธรรมชาติของตลาดเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เวลามันกระทบราคาทีมันไม่ได้กระทบขึ้นแค่ 10% 20% อย่างในปี 2022 ราคา LNG ขึ้นไป 187% ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 4.72 บาท และทำให้ กฟผ. ในตอนนั้นมีหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาท ซึ่งหนี้ตรงนั้นยังไม่ได้หายไปไหน สุดท้ายมันจะถูกส่งผ่านมายังค่าไฟอยู่ดีด้วย”

นอกจากนี้ ศุภวรรณยังกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศไทยว่า ความเสี่ยงด้านพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2022 ประเทศไทยนำเข้า LNG ประมาณ 8.5 ล้านตัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านตันในปีนี้ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2030 สัดส่วนการนำเข้าอาจเพิ่มสูงถึงร้อยละ 50 เนื่องจากปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยลดลง ประกอบกับสัญญานำเข้าก๊าซจากเมียนมากำลังจะสิ้นสุดลง

ศุภวรรณระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลักมาเป็นเวลานานถึง 46 ปี จากการมีแหล่งก๊าซในอ่าวไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอดีต ส่งผลให้ปัจจุบันโครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ผูกพันกับการใช้ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง

จากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) พบว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติยังคงไม่ลดลงในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้ามักผูกพันกับสัญญาจัดหาก๊าซธรรมชาติระยะยาว 20-25 ปี เมื่อปริมาณก๊าซจากแหล่งผลิตในประเทศลดลง การพึ่งพาการนำเข้าจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก

ศุภวรรณชี้ว่า แนวทางแก้ปัญหาในระยะยาวคือการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มสัดส่วนพลังงานภายในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เนื่องจากวิกฤตที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติทำให้ค่าไฟฟ้าผันผวนตามปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

แม้สัญญาเดิมจะยังคงมีอยู่ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก โดยต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) รวมถึงการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และเทคโนโลยี เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและไฮโดรเจน เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าเมื่อมีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

“วิกฤตที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่า การพึ่งพาก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า มีความเสี่ยงทั้งในเรื่องของความมั่นคงทางพลังงานและราคา วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้เราได้คิดทบทวนว่าการวางแผนอนาคตข้างหน้า เราควรจะทำอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นคงจากการพึ่งพาพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศ รวมถึงการวางแผนเพื่อพลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และลม”

ศุภวรรณกล่าวว่า การปรับเปลี่ยนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเดิมอาจทำได้ยาก แต่ช่วงการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการทบทวนความมั่นคงทางพลังงาน โดยควรนำความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้ามาพิจารณาในแผนให้รอบด้านมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศและเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และกลไกตลาดที่สอดคล้องกับระบบไฟฟ้าในอนาคต

รักไทยชี้ การกดราคาพลังงานทำโครงสร้างบิดเบือน เสนอเปิดตลาดไฟฟ้าเพิ่มการแข่งขัน

เมื่อมองถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายคนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียมอย่าง รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้อาจมีทั้งมิติที่ “เร็ว” และ “ช้า” ซ้อนทับกันอยู่

“ในสายปิโตรเลียม ผมคิดว่าทั้งช้าและเร็ว เร็วคือเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่าเป็นผลกระทบใหญ่ หรือ Major Impact มันจะค่อนข้างไม่นาน เพราะต้องยอมรับว่าอิหร่านก็เจ็บตัวเหมือนกัน”

เขาอธิบายว่า สาเหตุที่ผลกระทบหลักอาจไม่ยืดเยื้อนัก เนื่องจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีการวางแผนรับมือล่วงหน้าอย่างมาก โดยสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้นำเข้าพลังงานเมื่อราวสิบปีก่อน กลายมาเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน จากการพัฒนาเทคโนโลยี Shale Oil และ Shale Gas ซึ่งใช้เทคนิคการขุดเจาะที่ซับซ้อนกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิม ทำให้สหรัฐฯ มีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำมัน

ในขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน และแสดงท่าทีพร้อมเจรจายุติความขัดแย้ง หากเงื่อนไขด้านการค้าขายเชิงพาณิชย์ได้รับการผ่อนปรน การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงอาจเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง มากกว่าความตั้งใจทำสงครามเต็มรูปแบบ

หากมองผ่านกลไกราคาพลังงานโลกตามทฤษฎีจุดสูงสุดฮับเบิร์ต (Hubbert Peak Theory) ราคาน้ำมันดิบมักถูกจำกัดเพดานไว้ที่ประมาณ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะเมื่อราคาทะลุระดับดังกล่าว พฤติกรรมของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมจะเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองก็อาจไม่ได้ต้องการ ดังนั้นโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะยาว จึงมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก

ในประเด็นความเปราะบางของประเทศไทยและกับดักการอุดหนุนราคาพลังงาน รักไทยระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้เม็ดเงินเกือบพันล้านบาทต่อวัน เขามองว่าโครงสร้างการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหในปัจจุบัน ทำให้เบนซินเป็นเดอะแบกของประเทศ สร้างความบิดเบี้ยวให้กับนโยบายพลังงาน 

“การกดราคาพลังงานมันไปบิดเบือนนโยบายพลังงาน พูดตรงๆ ในเชิงวิศวกรรมดีเซลคือ C9 ส่วนเบนซินคือ C6 แต่เรากลับขาย C9 ถูกกว่า C6 มันก็ไม่ตรงกับหลักการ เพราะฉะนั้น เราต้องปรับโครงสร้างทั้งหมด เรื่องการอุดหนุนควรค่อยๆ ลด แล้วเอาเงินไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (energy transition)  ที่ทำให้เรามั่นคงกว่า”

เขามองว่าการอุดหนุนควรปรับเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม (Sector-based) เช่น เวลานี้คนใช้เบนซินเป็นเดอะแบกที่ช่วย subsidize ให้คนใช้ดีเซล ซึ่งหากมองว่าเป็นการอุดหนุนภาคขนส่งก็พอรับได้ แต่รถหรูบางคันยังใช้ดีเซลอยู่ ผมคิดว่า เราไม่ควร subsidize รวม แค่อุดหนุนเป็น sector เช่นภาคขนส่ง (logistics)

หากรัฐบาลกล้าที่จะปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนและภาคธุรกิจจะเกิดการปรับตัว เช่น หันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานไฮโดรเจน หรือก๊าซ LNG ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาวมากกว่า

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ รักไทยมองว่า เมื่อภูมิภาคตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง ประเทศไทยจึงควรเปิดกว้างในการจัดหาพลังงานจากหลากหลายแหล่ง เช่น การมองหาแหล่งปิโตรเลียมทางเลือกใน อเมริกาใต้ อย่างอาร์เจนตินา บราซิล หรือชิลี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ น้ำมันดิบชนิดเบา (Light Sweet Crude) จากตะวันออกกลาง หากต้องนำเข้า น้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) จากภูมิภาคอื่น อาจต้องลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีโรงกลั่นเพื่อรองรับวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังควรเร่งสำรวจแหล่งพลังงานในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในพื้นที่ อ่าวไทย และฝั่ง ทะเลอันดามัน ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลา 3–5 ปี ในการประเมินปริมาณสำรอง แต่ถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่จำเป็น

ในประเด็นโครงสร้างตลาดไฟฟ้า รักไทยระบุว่า แม้รัฐบาลยังมองว่า ก๊าซ LNG จะเป็นกระดูกสันหลังของระบบพลังงานในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Energy Transition) แต่ระบบไฟฟ้าไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะโครงสร้างค่าไฟแบบ Time of Use (TOU) ที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งช่วงพีกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเวลากลางวันอีกต่อไป นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดยังขาดการแข่งขันที่เสรีพอ

“เมื่อไรที่เปิดให้มีผู้เล่นหลายราย ราคาก็จะถูกลง เหมือนธุรกิจการบิน สมัยก่อนแพงมาก พอเปิดให้หลายสายการบินแข่งขัน ราคาก็ถูกลง ไฟฟ้าก็เหมือนกัน ถ้าเปิดตลาดให้มีผู้เล่นหลายราย ค่าไฟก็มีโอกาสลดลง”

เขามองว่า หากประเทศไทยเปิดโอกาสให้ เอกชนรายย่อยหรือ SME สามารถผลิตไฟฟ้าและขายเข้าระบบสายส่งของรัฐได้มากขึ้น โดยให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) อย่างเต็มตัว ค่าไฟฟ้าของประเทศก็มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว

สำหรับทิศทางนโยบายพลังงานในอนาคต รักไทยเสนอว่า รัฐบาลใหม่ควรตระหนักว่า พลังงานเป็นเรื่องของ วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม มากกว่าการแทรกแซงราคาด้วยกลไกการเมืองในระยะสั้น พร้อมตั้งเป้าหมายชัดเจน เช่น ลดสถานะการเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Import Country) ภายใน 10 ปี และกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย ทั้ง ไฮโดรเจน LNG และเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

เขายังเตือนว่า วิกฤตพลังงานมักเกิดขึ้นซ้ำรอยทุก 5 ปี รัฐบาลจึงต้องมี แผนปฏิบัติการฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า

ตัวอย่างเช่น หากเกิดภาวะน้ำมันตึงตัว รัฐอาจอนุญาตให้ลดมาตรฐานน้ำมันจาก Euro 4 หรือ Euro 5 ลงมาเป็น Euro 2 เป็นการชั่วคราวในช่วง 30–60 วัน เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันใช้หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ แม้จะต้องแลกกับการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นในระยะสั้นก็ตาม

อาทิตย์เสนอปลดล็อกกฎหมายพลังงานสะอาด ชี้ไทยมีโอกาสได้ทั้งความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม

อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) กล่าวถึงวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางว่า เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องมองหาทางออกด้านพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคเอกชน พร้อมเสนอว่าประเทศไทยควรพิจารณาตัวเลือกด้านพลังงานใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

อาทิตย์ยังกล่าวถึงทิศทางของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ว่า ควรคำนึงถึงทั้งต้นทุนพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

“เรามาอยู่ในจังหวะที่ต้นทุนด้านพลังงานสามารถบริหารจัดการได้ ทำให้เราสามารถได้ Energy Trilemma มาพร้อมกัน คือได้ทั้ง 1. ความมั่นคงด้านพลังงาน 2. ราคาที่ไม่แพงเกินไป และ 3. การรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เราคุยกันบนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ เพราะวันนี้เราเห็นแล้วว่าพลังงานสะอาดสามารถให้ทั้งความมั่นคงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน”

นอกจากนี้ อาทิตย์ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรทบทวนคำจำกัดความของ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ซึ่งปัจจุบันมักถูกมองเพียงมิติเดียว คือการป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดับ แต่ในความเป็นจริงควรครอบคลุมมากกว่านั้น ทั้งการเข้าถึงพลังงานในราคาที่จับต้องได้ การมีต้นทุนพลังงานที่สามารถคาดการณ์ได้และไม่ผันผวนตามวิกฤตโลก รวมถึงการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ผ่านการพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เช่น ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่

อาทิตย์ระบุว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดจากแผน PDP คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

“สิ่งที่เร่งด่วนมากคือการปลดพันธนาการทางกฎหมายที่บล็อกผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น โซลาร์ฟาร์มหรือโซลาร์โฟลท (Solar Floating) ยังถูกจัดเป็น รง.4 อยู่ ทำให้โครงการพลังงานสะอาดจำนวนมากติดข้อจำกัดด้านผังเมือง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สีพื้นที่ในผังเมือง แต่อยู่ที่การกำหนดให้กิจการเหล่านี้เป็น รง.4 ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานสะอาด”

ในประเด็นการปรับโครงสร้างค่าไฟ อาทิตย์เห็นด้วยกับแนวคิดการกำหนดค่าไฟแบบ Dynamic Pricing โดยแบ่งหมวดหมู่ผู้ใช้ไฟฟ้าและช่วงเวลาการใช้ไฟให้ชัดเจน เช่น แยกผู้ใช้ไฟภาคครัวเรือนออกจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดอัตราค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้ไฟ ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในระบบ และกระตุ้นให้เกิดการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน แม้แนวคิดดังกล่าวจะยังไม่เคยถูกเสนออย่างจริงจังโดยรัฐบาลที่ผ่านมา

ข่าวยอดนิยม

เวทีเสวนา “สัญญา Adder กับภาระค่าไฟ : ยกเลิกได้จริงไหม ยกเลิกอย่างไร” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ฉากทัศน์ในการยกเลิกสัญญา Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย, วัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย), นที สิทธิประศาสน์ คณะกรรมการสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100) และ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน JustPow เสนอ 3 ฉากทัศน์การยกเลิกสัญญา Adder  สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow นำเสนอข้อมูลโดยจำลองความเป็นไปได้ของนโยบายที่อาจเกิดขึ้นออกเป็น 3 ฉากทัศน์ […]

รายงานชี้ ปี 2025 ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ในไทยจะถูกกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหินอย่างชัดเจน โดยเฉลี่ยเพียง 33-75 ดอลลาร์สหรัฐ/MWh

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน “#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” จัดโดย JustPow ซึ่งเป็นการร่วมกันขององค์กรที่ทำงานด้านข้อมูล

เนื่องด้วยวันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก JustPow ชวนสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาคพลังงานของไทย โดยเฉพาะประเด็นการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของไทยที่ดูเหมือนว่าในอนาคตจะลดลงน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของการเดินทางไปสู่การเป็นประเทศ Net Zero จะรักสิ่งแวดล้อมยังไง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

12 ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026

จากงานรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือแผน PDP 2026 ที่จัดขึ้นในวันที่ 8

PDP กับการ(ไม่)มีส่วนร่วมของประชาชน ผู้แบกภาระค่าไฟฟ้า

วันนี้ (15 ก.ย. 69) เป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับฟังร่างแผน PDP2026 ผ่าน Google

เครือข่ายภาคประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้า ยื่นหนังสือคัดค้านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP2026 จี้เปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด-จัดเวทีรับฟังความเห็นทุกภาค

เรียกร้องแผน PDP ต้องโปร่งใส เปิดให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล

เงิน Claw Back 1.6 หมื่นล้านบาท ที่จะเอามาพยุงค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 69  คืออะไร เอามาจากไหน 

จากการที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ระหว่าง 13-20