พืชผลการเกษตรและคุณภาพชีวิตรอบโรงไฟฟ้าที่อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษ

โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ซึ่งเชื้อเพลิงหลักคือก๊าซธรรมชาติจากบริษัท ปตท. โดยคาดว่าจะมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติประมาณ 31,025 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี ส่วนเชื้อเพลิงสำรอง จะนำมาใช้ในกรณีโรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลต่อเมื่อได้รับการสั่งการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เช่น การสั่งการให้เดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลกรณีฉุกเฉินเมื่อมีความขัดข้องในการจัดส่งก๊าซธรรมชาติ 

โรงไฟฟ้าก๊าซ ปล่อยมลพิษอะไรบ้าง

จากรายงาน EIA พบว่าจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดการระบายมลสารทางอากาศแบบต่อเนื่อง (CEMs) ที่ปล่องระบายมลสารอากาศของโรงไฟฟ้า โดยจะมีการควบคุมอัตรการการปล่อยมลสารทางอากาศไว้ดังนี้ ในกรณีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง 

ในกรณีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง กำลังการผลิตแบบ Full Load 

  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 10.0 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 10.90 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ไม่เกิน 58.80 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 46.07 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ฝุ่นละออง ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 7% O2 ต่อปล่อง และไม่เกิน 7.63 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง

ในกรณีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง กรณีการผลิตแบบ Minimum Load

  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 10.0 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 6.83 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ไม่เกิน 58.80 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 28.86 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ฝุ่นละออง ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 7% O2 และไม่เกิน 4.78 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง 

กรณีการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง กำลังการผลิตแบบ Full Load 

  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 20.0 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 19.28 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ไม่เกิน 99.0 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 68.60 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ฝุ่นละออง ไม่เกิน 35 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 7% O2 และไม่เกิน 11.81 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง 

กรณีการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงกรณีการผลิตแบบ Minimum Load

  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 20.0 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 16.38 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ไม่เกิน 99.0 ส่วนในล้านส่วน ที่ 7% O2 และไม่เกิน 58.28 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง
  • ฝุ่นละออง ไม่เกิน 35 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 7% O2 และไม่เกิน 10.03 กรัมต่อวินาทีต่อปล่อง

โดยจะมีการตรวจวัดแบบสุ่มทุก 6 เดือน และตรวจวัดคุณภาพอากาศทั้งฝุ่นละอองรวม (TSP) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM-10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NO₂) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) เฉลี่ย 1 ชั่วโมงและเฉลี่ย 24 ชั่วโมง โดยจะมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 4 แห่งคือ สถานีที่ 1 สำนักงานโครงการสวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 สถานีที่ 2 บ้านดอนขี้เหล็ก ตำบลเกาะขนุน สถานีที่ 3 บ้านสุ่ง ตำบนเขาหินซ้อน และสถานีที่ 4 วัดชำขวาง ตำบลเขาหินซ้อน 

พืชเศรษฐกิจรอบโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์

ใน EIA กำหนดพื้นที่อ่อนไหวต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ ซึ่งกินพื้นที่ใน 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ คือ ต.เขาหินซ้อน ต.คู้ยายหมี และ ต.เกาะขนุน จากข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ พบว่าในเขต 3 ตำบลดังกล่าวมีการปลูกพืชเศรษฐกิจรวม 123,055.16 ไร่ โดยแบ่งเป็น

  1. มันสำปะหลัง 53,897.42 ไร่
  2. ข้าว 42,011.30 ไร่
  3. ยางพารา 19,493.66 ไร่
  4. น้ำมันปาล์ม 3,716.12 ไร่
  5. อ้อย 2,258.17 ไร่
  6. สับปะรด 1,068.55 ไร่
  7. ข้าวโพด 448.18 ไร่
  8. ลำไย 92.84 ไร่
  9. มะพร้าว 58.26 ไร่
  10. ทุเรียน 10.66 ไร่ 

ซึ่งพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ เมื่อนำมาคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยใช้ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจในแต่ละชนิด และข้อมูลผลผลิตต่อไร่จากฐานข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ มาใช้เป็นฐานในการคำนวณจำนวนผลผลิตที่เกิดขึ้น และข้อมูลราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา ในปี 2567 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ มาใช้เป็นตัวเลขในการคำนวณมูลค่าที่ได้จากการเพาะปลูกและขายพืชผลทางการเกษตร เพื่อหามูลค่าทางเศรษฐกิจจากการทำการเกษตรในพื้นที่ 3 ตำบลดังกล่าว พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 1,146,531,803.72 บาท/ปี 

โดยมูลค่าของการเกษตรของพืชแต่ละชนิด มีดังนี้

  1. ข้าว 384,552,115.00 บาท/ปี
  2. มันสำปะหลัง 375,612,736.90 บาท/ปี
  3. ยางพารา 236,991,832.21 บาท/ปี
  4. สับปะรด 64,563,586.16 บาท/ปี 
  5. ปาล์มน้ำมัน 48,902,058.17 บาท/ปี
  6. อ้อย 27,831,945.25 บาท/ปี
  7. ข้าวโพด 2,647,825.03 บาท/ปี
  8. ทุเรียน 1,879,571.20 บาท/ปี
  9. มะพร้าว 1,677,888.00 บาท/ปี
  10. ลำไย 1,872,245.79 บาท/ปี 

ไม่เพียงแค่พืชเศรษฐกิจหลักตามการจัดประเภทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​เท่านั้น แต่ในพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง ยังเป็นพื้นที่หลักในการปลูกมะม่วงซึ่งถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจของจังหวัดอีกด้วย โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ถือเป็นพืช GI ของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลผลิตได้ 14,019.46 ตันต่อปี ในพื้นที่กว่า 17,000 ไร่ สร้างมูลค่าประมาณ 518 ล้านบาท จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าพื้นที่ปลูกมะม่วงในจ.ฉะเชิงเทรา นอกจากที่ อ.บางคล้า ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่ปลูกมะม่วง โดยในพื้นที่เขตชลประทานพบว่ามีการปลูกมะม่วงสูงถึง 3,698.47 ไร่ นอกจากนี้ยังพบว่าในเขต อ. พนมสารคาม และ อ.สนามชัยเขต ซึ่งเป็นพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ยังมีการปลูกมะม่วงอีกด้วย โดยใน อ.พนมสารคาม มีการปลูกมะม่วงในเขตพื้นที่ชลประทาน 295.1 ไร่ และใน อ.สนามชัยเขต มีการปลูกมะม่วง 23 ไร่ 

ไม่เพียงแค่นั้น ในพื้นที่โดยรอบยังเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงของ จ.ฉะเชิงเทราอีกด้วย โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งอยู่ห่างจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์เพียง 5.74 กิโลเมตร มีพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ 1,369 ไร่ เกษตรกร 297 ราย โดยเฉพาะการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดหลินจือแดง เห็ดยานางิ หรือการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 

อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าด้วยการนำก๊าซซึ่งก็คือเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเผาทำให้เกิดก๊าซที่มีฤทธิ์เป็นกรดอย่างก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ที่อาจส่งผลกระทบต่อพืชผลการเกษตร ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนรอบโรงไฟฟ้า โดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) อาจส่งผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตรโดยตรง ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อพืช ใบไหม้ และอาจทำให้อ่อนแอต่อโรคได้ ในขณะที่ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) มีผลกระทบต่อพืชผลการเกษตรได้หลายด้าน ทั้งทำลายเนื้อเยื่อพืช ทำให้เกิดความเสียหายต่อใบและลดการสังเคราะห์แสง และในระยะยาวอาจส่งผลให้ผลผลิตลดลง 

การที่กระบวนการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าก๊าซมีแนวโน้มที่จะปลดปล่อยมลพิษ ทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) อาจสร้างความเสียหายต่อพืชผลการเกษตรในพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าในพื้นที่สามตำบล ทั้งพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,146,531,803.72 บาท/ปี รวมไปถึงผลไม้เศรษฐกิจหลักของจังหวัดอย่างมะม่วง และมะม่วงน้ำดอกไม้ที่เป็นพืช GI ของฉะเชิงเทรา และเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตผลทางการเกษตรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ไม่เพียงแค่นั้นทั้งไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ยังเป็นสารตั้งต้นหลักในการเกิดมลพิษ PM 2.5 โดยเฉพาะ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ซึ่ง NASA ระบุว่าเป็น “ตัวบ่งชี้หลักของการปล่อยมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง” เมื่ออยู่ในชั้นบรรยากาศ ก๊าซเหล่านี้จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและกลายเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะฝุ่น PM-10 และ PM 2.5 ที่อาจสร้างผลกระทบต่อประชาชนรอบโรงไฟฟ้าอีกด้วย

บทความยอดนิยม

จากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 285 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากผู้ลงมติทั้งหมด 478 เสียง โดยในเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ  อย่างไรก็ตามเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความจำเป็นเร่งด่วนว่าถึงขั้นที่จะต้องกู้เงินหรือไม่ รวมไปถึงตัวชี้วัดที่มีความชัดเจนว่าการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทจะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร แค่ไหน และวัดผลอย่างไร นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความซ้ำซ้อนกับการใช้งบประมาณประจำปี ซึ่งในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ก็มีโครงการการใช้งบประมาณที่มีรูปแบบไม่แตกต่างจากโครงการเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน  JustPow ชวนสำรวจร่างงบประมาณประจำปี 2570 […]

Q : จะติดโซลาร์ยุ่งยากไหม ต้องทำยังไงบ้าง A : อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้การติดโซลาร์นั้นเป็นเรื่องน่าปวดหัวก็คือ ขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก โดยจะต้องขออนุญาตกับ 3

จากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ  ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับงบประมาณจากเงินกู้ 2 แสนล้านนั้นเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ในขณะเดียวกลับพบว่าประเทศไทยพึ่งกาการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ในขณะที่ส่วนที่ผลิตในประเทศไทยก็เป็นการตั้งโรงงาน/บริษัทของต่างประเทศเพื่อผลิตส่งออกไปขายอีกทีหนึ่ง JustPow ชวนลองคำนวณว่าโครงการต่างๆ ที่มีการใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ในเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ แค่ไหน อย่างไรบ้าง โครงการสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 ล้านบาท ต้องใช้งบเท่าไรจากการนำเข้าอุปกรณ์จากจีน จากการคำนวณต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) โดย RE Generation พบว่าต้นทุนในการติดตั้งแบ่งเป็น 7 รายการหลัก ได้แก่ *ค่าแรงและการดำเนินการ รวมค่าแรงติดตั้ง […]

โดย สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)) ปัญหา ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 รัฐบาล คสช. กำหนดให้การจัดการขยะมูลฝอยเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยจัดทำ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งเน้นการกำจัดขยะด้วยการแปรรูปเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy: WtE) ตั้งเป้าหมายให้มีโรงไฟฟ้าขยะกระจายอยู่ทั่วประเทศเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน จึงได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 โดยมีสาระสำคัญคือ ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการ 5 ประเภท คำสั่งนี้ส่งผลให้โครงการโรงไฟฟ้าขยะสามารถขออนุญาตตั้งอยู่ในพื้นที่ประเภทใดก็ได้ แม้ว่าพื้นที่นั้นจะเคยถูกประกาศให้เป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์เกษตรกรรม หรือที่อยู่อาศัยของชุมชนตามกฎหมายผังเมืองก็ตาม จาก คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ที่ทำให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะได้โดยง่ายกระจายไปทั่วประเทศ ปัจจุบันพบว่ามี 47 แห่ง และมีที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกมากมายภายใต้โควต้า PDP 2018 Rev1 แม้ปัจจุบัน คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 จะถูกยกเลิกไปแล้วด้วย แต่ยังมีโรงไฟฟ้าขยะที่ก่อสร้างและดำเนินการไปแล้วรวมไปถึงกำลังก่อสร้างก่อนหน้าที่จะมีการยกเลิกคำสั่งอีกมากมาย รวมไปถึงโรงไฟฟ้าขยะเองก็ถูกจัดให้เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ โดยในร่างแผน PDP2024 ยังวางแผนให้มีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มมากขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ อีกด้วย […]

วิกฤติพลังงานที่เผยลักษณะและระดับซึมลึกของ “การยึดรัฐ” ของกลุ่มทุนฟอสซิลในประเทศไทย

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

โรงไฟฟ้าที่อาจจะได้รับการต่ออายุ เพื่อรองรับการใช้ไฟของ Data Center 

ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในร่างแผน PDP2026 อยู่ที่ 79,696 เมกะวัตต์ (กรณี BASE-High) โดยมีกำลังการผลิตรวมอยู่ระหว่าง

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์

ร่างแผน PDP2026 ที่ไม่สอดคล้องกับแผน NDC3.0 และอาจก่อให้เกิด Fossil Lock-In มากกว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero โดยเฉพาะการบรรจุโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ในช่วง 12 ปีแรกของแผน

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซ

ความต้องการไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้เกิดการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซที่เพิ่งจะออกจากระบบ เสี่ยงให้เกิดกับดัก Fossil/Gas Lock-In ที่ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการใช้/นำเข้าก๊าซเพิ่มมากขึ้น

ปรับโครงสร้างค่าไฟต้องแก้เรื่อง ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ปี 68 คนไทยร่วมจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนไปแล้วกว่า 105,586.51 ล้านบาท

จากการที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องการจะแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญทั้งค่าความพร้อมจ่าย หรือ Availability