เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นประธาน มีมติให้ทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder จากพลังงานหมุนเวียนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่ต่ออายุอัตโนมัติแบบไม่มีกำหนดสิ้นสุด พร้อมเสนอปรับราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์และลมลงเหลือ 2.16 บาทต่อหน่วย ให้ใกล้เคียงกับอัตรารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ชุมชน ก่อนจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไป
คำถามที่ตามมาก็คือ ทุกวันนี้ยังมีโรงไฟฟ้าที่ได้รับสัญญาซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder เหลืออยู่ในระบบกี่โรง ประชาชนผู้ใช้ไฟยังต้องจ่ายค่า Adder เท่าไร โรงไฟฟ้าสัญญาซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder ได้รับการสนับสนุนแบบใดบ้าง และหากจะยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาจะพิจารณาอย่างไร
JustPow สำรวจข้อมูลโรงไฟฟ้าสัญญาซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder จากฐานข้อมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก (VSPP) ของสำนักงาน กกพ. (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568) เพื่อนำมาจัดกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ยังได้รับสัญญาซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder ทั้งหมดว่ามีสถานะสัญญาแบบไหน และคำนวณย้อนกลับเป็นจำนวนเงินว่าแต่ละกลุ่มจะได้รับเงินอีกเท่าไรจนกว่าจะครบตามสัญญา พร้อมทั้งเปรียบเทียบให้เห็นว่าหากมีการแก้ไขสัญญาโดยเปลี่ยนมาใช้อัตรารับซื้อไฟแบบ Feed-in Tariff (FiT) แทน จะมีส่วนต่างมากน้อยเพียงใด

Adder คืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ย้อนไปในปี 2549 ประเทศไทยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตามนโยบาย Renewable Portfolio Standard (RPS) ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2547-2558 (PDP 2004) แต่ปัญหาคือต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม มีต้นทุนต่อหน่วยการผลิตสูงมากจนเอกชนไม่มีแรงจูงใจ
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงมีมติเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2549 ให้มีส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยแบ่งค่าไฟที่จ่ายให้โรงไฟฟ้ากลุ่มนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ
1. ค่าไฟฟ้าขายส่ง ซึ่งเป็นราคาฐานตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในระบบ ปัจจุบันอยู่ที่ 3.1617 บาท/หน่วย
2. ค่า Adder ซึ่งเป็นเงินอุดหนุนที่จ่ายเพิ่มเติมให้นอกจากค่าไฟฟ้าขายส่ง โดยมีอัตราและระยะเวลาสนับสนุนแตกต่างกันไปตามประเภทพลังงาน ดังนี้
- พลังงานแสงอาทิตย์ จะได้รับ Adder 6.5 บาท/หน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 10 ปี
- พลังงานลม จะได้รับ Adder 3.5 บาท/หน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 10 ปี
- เชื้อเพลิงขยะ จะได้รับ Adder 3.5 บาท/หน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 7 ปี
- เชื้อเพลิงชีวมวล จะได้รับ Adder 0.3 บาท/หน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 7 ปี
- เชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ จะได้รับ Adder 0.3 บาท/หน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 7 ปี
กลไกที่ทำให้ Adder ต่างจากมาตรการอุดหนุนทั่วไปคือ มีเงื่อนไขการต่อสัญญาอัตโนมัติ เมื่อโครงการหมดระยะเวลาสนับสนุน Adder แล้ว (7-10 ปีตามประเภทพลังงาน) สัญญาจะไม่สิ้นสุดลง แต่จะต่ออายุอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าโรงไฟฟ้าจะครบอายุใช้งานตามที่ระบุไว้ในสัญญา (20-25 ปี) โดยในช่วงต่อสัญญาอัตโนมัตินี้จะไม่ได้รับ Adder แล้ว แต่ยังคงขายไฟในราคาค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ย รวมกับ ค่า Ft ขายส่งเฉลี่ย ซึ่งยังคงสูงกว่า 3 บาทต่อหน่วย
ตัวอย่างเช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่จ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ในปี 2555 โครงการนี้ขายไฟได้ในราคา 10.117 บาท/หน่วย (Adder 6.5 บาท + ค่าไฟขายส่ง 3.1617 บาท) ไปจนถึงปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่หมดระยะเวลาสนับสนุน 10 ปี หลังจากนั้นโครงการจะเข้าสู่ช่วงต่อสัญญาอัตโนมัติ จะได้รับค่าซื้อไฟในราคา 3.2671 บาท/หน่วย (ค่าไฟขายส่ง 3.1617 + ค่า Ft ขายส่ง 0.10535 บาท) ต่อไปอีก 5 ปี และจะต่อสัญญาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบอายุโครงการ 25 ปีในปี 2580
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2557 กพช. มีมติให้ กกพ. ยุติการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Adder และเปลี่ยนมาใช้มาตรการ Feed-in Tariff (FiT) แทนสำหรับโครงการใหม่ แต่โครงการที่เซ็นสัญญา Adder ไปแล้วก่อนหน้านั้นยังคงได้รับสิทธิ์ต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปีตามเดิม จนกว่าจะครบอายุโครงการ ซึ่งหมายความว่าแม้ประเทศไทยจะเลิกใช้ระบบ Adder มาเกือบ 12 ปีแล้ว แต่ผลของสัญญาที่เซ็นไว้ในยุคนั้นยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบัน
จากฐานข้อมูลพบว่ายังมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้สัญญา Adder ที่เพิ่งจะจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ไปในปี 2566 ทำให้โครงการนี้ยังได้รับค่าซื้อไฟในรูปแบบสัญญา Adder ในราคา 10.117 บาท/หน่วย ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2575 แม้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบันจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.91-2.06 บาท/หน่วยแล้วก็ตาม และยังมีถึง 522 โครงการ จาก 566 โครงการในฐานข้อมูลที่หมดช่วงได้รับ Adder ไปแล้ว แต่ยังต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ปัญหาของการรับซื้อไฟฟ้าแบบ Adder
1. ราคารับซื้อสูงกว่าต้นทุนจริงหลายเท่าตัว
อัตรา Adder ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 โดยอ้างอิงต้นทุนเทคโนโลยีของยุคนั้น แต่ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ลดลงอย่างรวดเร็วตามพัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้ราคารับซื้อที่รัฐผูกพันจ่ายในสัญญาเดิม สูงกว่าต้นทุนจริงในปัจจุบันหลายเท่าตัว
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ยังอยู่ในสัญญา Adder จะได้รับค่าซื้อไฟรวม 10.117 บาท/หน่วย ขณะที่ข้อมูลจาก BloombergNEF (BNEF) รายงานว่าต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน (LCOE) สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 0.91-2.06 บาท/หน่วยเท่านั้น หมายความว่าโครงการเหล่านี้ยังได้รับเงินอุดหนุนในอัตราที่สูงกว่าต้นทุนจริงราว 5-10 เท่า
2. ต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี ไม่มีวันสิ้นสุด
อีกปัญหาที่พ่วงมากับสัญญา Adder คือกลไกการต่อสัญญาอัตโนมัติ เมื่อครบระยะเวลาสนับสนุน Adder ตามเชื้อเพลิง (7-10 ปี) โครงการสามารถต่ออายุสัญญาอัตโนมัติได้รอบละ 5 ปี ต่อเนื่องไปจนกว่าโรงไฟฟ้าจะครบอายุใช้งาน (20-25 ปี) โดยเปลี่ยนมารับซื้อไฟในราคาค่าไฟขายส่งเฉลี่ย + ค่า Ft ขายส่งเฉลี่ยแทน ซึ่งยังคงสูงเกินกว่า 3 บาทต่อหน่วย
จากการสำรวจโรงไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระบบสัญญา Adder ทั้งหมด 566 โครงการ พบว่ามีถึง 522 โครงการ หรือคิดเป็น 92% ที่หมดช่วงได้รับ Adder ไปแล้ว แต่ยังอยู่ในสถานะต่อสัญญาอัตโนมัติ ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาของระบบ Adder ในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่โครงการที่ยังได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงเท่านั้น แต่อยู่ที่กลไกต่อสัญญาที่ทำให้โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงขายไฟในราคาที่สูงกว่าตลาดต่อไปอีกนาน โดยไม่มีกำหนดสิ้นสุดที่ชัดเจนนอกจากวันที่โรงไฟฟ้าจะหมดอายุใช้งานจริง
3. ภาระที่ส่งผ่านมาถึงบิลค่าไฟของประชาชนทุกเดือน
ต้นทุนค่า Adder ทั้งหมดนี้ไม่ได้ตกอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ถูกผลักเข้าไปอยู่ในค่า Ft ที่ประชาชนจ่ายในบิลค่าไฟฟ้าทุกเดือน คิดเป็นภาระประมาณ 13-17 สตางค์ต่อหน่วย
จากเอกสารสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ของ กฟผ. เมื่อนำประมาณการเงินอุดหนุน Adder สำหรับโรงไฟฟ้า SPP และ VSPP มารวมกันตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2568 พบว่ามีจำนวณเงินถึง 344,996.84 ล้านบาท แค่เฉพาะปี 2568 ปีเดียว มีการจ่ายค่า Adder ไปแล้ว 14,487.09 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผ่านมายังบิลค่าไฟของประชาชนที่เราต้องจ่ายในทุกๆ เดือน

สำรวจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสัญญา Adder จำนวน 566 โครงการ 3,977.56 เมกะวัตต์ ที่ยังอยู่ในระบบ
จากฐานข้อมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก (VSPP) ของ กกพ. ณ เดือนธันวาคม 2568 พบว่ายังมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ในสัญญา Adder และยังอยู่ในระบบทั้งหมด 566 โครงการ กำลังผลิตรวม 3,977.56 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) 2,429.34 เมกะวัตต์ (53 โครงการ) และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก (VSPP) 1,548.22 เมกะวัตต์ (513 โครงการ) แยกตามประเภทพลังงาน ได้ดังนี้
- พลังงานลม รวม 32 โครงการ (1,473.87 เมกะวัตต์) คาดว่าจะทยอยออกจากระบบในปี 2577-2589
- พลังงานแสงอาทิตย์ รวม 296 โครงการ (1,326.03 เมกะวัตต์) คาดว่าจะทยอยออกจากระบบในปี 2574-2591
- เชื้อเพลิงชีวมวล รวม 43 โครงการ (566.62 เมกะวัตต์) คาดว่าจะทยอยออกจากระบบในปี 2568-2590
- เชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ รวม 163 โครงการ (333.88 เมกะวัตต์) คาดว่าจะทยอยออกจากระบบในปี 2571-2590
- เชื้อเพลิงขยะ รวม 32 โครงการ (277.16 เมกะวัตต์) คาดว่าจะทยอยออกจากระบบในปี 2575-2590
จากข้อมูลจะพบว่า โครงการพลังงานลม มีกำลังการผลิตตามสัญญาอยู่ในระบบมากที่สุด และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ หากนับจากวันที่จ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ไปจนครบอายุโรง 25 ปี จะออกจากระบบช้าที่สุดในปี 2591 เนื่องจากมีโครงการที่เพิ่ง COD ไปในปี 2566 โดยโครงการนี้จะขายไฟฟ้าโดยได้รับ Adder เพิ่ม 6.5 บาท/หน่วยไปจนถึงปี 2575 และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัญญา จะสามารถต่อสัญญาอัตโนมัติรอบละ 5 ปี ต่อเนื่องไปได้จนถึงปี 2591 ซึ่งเป็นปีที่โรงไฟฟ้าครบอายุการใช้งาน 25 ปี

โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสัญญา Adder ปัจจุบัน ยังอยู่ในช่วงได้รับ Adder กี่โครงการ และอยู่ในรอบต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี กี่โครงการ
JustPow จัดกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่ได้รับสัญญาซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Adder ที่อยู่ในระบบปัจจุบัน ทั้ง 566 โครงการ โดยนับจากปีที่จ่ายไฟเข้าระบบ (COD) จนถึงปัจจุบัน (สิ้นปี 2568) ว่าแต่ละโครงการอยู่ในช่วงใดของสัญญา โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ 1 ยังได้รับ Adder (ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาสนับสนุนตามสัญญาแรก 7-10 ปี) และ กลุ่มที่ 2 หมดสัญญา Adder แล้ว แต่ได้รับการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี ซึ่งแบ่งย่อยตามจำนวนรอบที่ได้ต่อสัญญาไปแล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. กลุ่มที่ 1: ยังได้รับ Adder รวม 44 โครงการ (1,507.15 เมกะวัตต์)
2. กลุ่มที่ 2: หมดสัญญา Adder แล้ว ต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี รวม 522 โครงการ (2,470.42 เมกะวัตต์) แบ่งย่อยตามรอบที่ต่อสัญญาไปแล้ว ได้แก่
2.1: ต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี รอบที่ 1 รวม 329 โครงการ (1,916.27 เมกะวัตต์)
2.2: ต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี รอบที่ 2 รวม 156 โครงการ (400.81 เมกะวัตต์)
2.3: ต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี รอบที่ 3 รวม 37 โครงการ (153.34 เมกะวัตต์)
จากข้อมูลจะพบว่า กว่า 92% ของโครงการทั้งหมดถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 ที่หมดสัญญา Adder แล้ว แต่ยังได้รับการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี ดังนั้น หากจะแก้ปัญหาสัญญา Adder ให้ครอบคลุมที่สุด มาตรการที่ออกแบบมาจะต้องครอบคลุมถึงกลุ่มสัญญาต่ออายุอัตโนมัติด้วย ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ยังได้รับ Adder โดยตรงเท่านั้น เพราะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนโครงการมากกว่าหลายเท่าตัว

3 ฉากทัศน์ของการยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบสัญญา Adder
จากการจัดกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสัญญา Adder ที่อยู่ในระบบปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ 1 ยังได้รับ Adder (ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาสนับสนุนตามสัญญาแรก 7-10 ปี) และ กลุ่มที่ 2 หมดสัญญา Adder แล้ว ต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี JustPow จำลองความเป็นไปได้ของนโยบายที่อาจเกิดขึ้นออกเป็น 3 ฉากทัศน์ เพื่อคำนวณผลกระทบทางการเงิน และประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละแนวทาง ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: รับซื้อไฟจากโครงการที่ยังได้รับ Adder และโครงการที่ต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี จนครบตามรอบสัญญาทั้งหมด
โดยจะรับซื้อไฟจากโครงการที่ยังได้รับ Adder (กลุ่ม 1) ครบ 7 หรือ 10 ปีตามประเภทพลังงาน และโครงการที่ต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี (กลุ่ม 2) รับซื้อต่อไปจนครบตามรอบสัญญาปัจจุบันของแต่ละโครงการ
ฉากทัศน์ที่ 2: ขอแก้ไขสัญญาเพื่อเปลี่ยนราคารับซื้อของโครงการที่ยังได้รับ Adder และโครงการที่ต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี มาใช้ราคาแบบสัญญา FiT จนหมดอายุโครงการ 25 ปี
โดยจะเปลี่ยนราคารับซื้อของทั้งโครงการที่ยังได้รับ Adder และโครงการที่ต่อสัญญาอัตโนมัติ มาใช้ราคาแบบสัญญา FiT แทน ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนกว่าโครงการจะหมดอายุการใช้งาน (25 ปี) และคำนวณว่าจะมีส่วนต่างทางการเงินเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการจ่ายแบบเดิมตามสัญญา Adder ไปตลอดอายุโครงการ เช่น โครงการที่ขายไฟมาแล้ว 13 ปี จะเหลือสัมปทานอีก 12 ปี จึงจะครบอายุการใช้งาน 25 ปี จะก็จะคำนวณว่าหากเปลี่ยนมาใช้ราคา FiT ซื้อไฟในระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่ 12 ปีนี้จะคิดเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่
ฉากทัศน์ที่ 3: ยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทั้งในรูปแบบ Adder และสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี ทั้งหมดทันที
โดยจะยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทั้งในรูปแบบ Adder และสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี ทั้งหมดทันที ส่งผลให้การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเหล่านี้สิ้นสุดลง แต่มีความเสี่ยงทั้งเรื่องไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ในระบบ และอาจจะเกิดการฟ้องร้องจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนได้
ความแตกต่างระหว่างฉากทัศน์ที่ 1 และฉากทัศน์ที่ 2 อยู่ที่กรอบเวลาที่นำมาคำนวณ โดยฉากทัศน์ที่ 1 คำนวณเงินที่ต้องจ่ายจนครบรอบสัญญาปัจจุบันเท่านั้น เช่น หากโครงการอยู่ในกลุ่ม 2.1 (ต่อสัญญา 5 ปี รอบที่ 1) โดยต่อสัญญามาแล้ว 2 ปี เหลืออีก 3 ปีจะครบรอบ 5 ปี จะคำนวณเงินที่ต้องจ่ายแค่ในช่วงที่เหลือ 3 ปีเท่านั้น ไม่นับรวมการต่อสัญญารอบถัดๆ ไปที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 คำนวณเปรียบเทียบการซื้อซื้อไฟฟ้าไปจนกว่าโครงการจะหมดอายุใช้งานจริง (25 ปีนับจาก COD) โดยนับอายุสัมปทานที่เหลือจากปีปัจจุบันที่ใข้เป็นฐานในการคำนวณ (ปี 2568) ลบด้วยจำนวนปีที่ขายไฟมาแล้วทั้งหมด (รวมทั้งช่วง Adder และช่วงต่อสัญญาอัตโนมัติ) เช่น โครงการที่ขายไฟมาแล้ว 13 ปี จะเหลืออายุสัญญาอีก 12 ปี แล้วจึงคำนวณเปรียบเทียบส่วนต่างระหว่างการรับซื้อแบบต่อสัญญาอัติโนมัติแบบเดิมกับราคา FiT ตลอดช่วงอายุสัญญาที่เหลือ

การกำหนดวิธีการที่ใช้ในการคำนวณเพื่อสร้างสมมติฐานในแต่ละฉากทัศน์
การคำนวณการรับซื้อไฟฟ้าที่ต้องจ่ายในแต่ละโครงการ เพื่อประเมินผลกระทบทางการเงินในแต่ละฉากทัศน์ จะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
ขั้นที่ 1: แปลงกำลังผลิตตามสัญญาให้เป็นไฟที่ผลิตได้จริงต่อปี เพื่อคำนวณว่าโรงไฟฟ้าจะผลิตไฟได้จริงกี่หน่วยต่อปี
ข้อมูลแต่ละโครงการจะระบุแค่กำลังการผลิตตามสัญญาโดยมีหน่วยเป็นเมกะวัตต์ต่อโครงการ แต่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่ได้ผลิตไฟเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพอากาศ จึงต้องแปลงกำลังผลิตให้เป็นปริมาณไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตได้จริงใน 1 ปี การคำนวณมี 3 ขั้นตอน คือ
1. แปลงกำลังผลิตจาก MW เป็น kW โดยคูณ 1,000
2. คำนวณไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อวัน โดยนำกำลังผลิต (kW) คูณกับจำนวนชั่วโมงเฉลี่ยที่โรงไฟฟ้าสามารถผลิตไฟได้ต่อวัน (Capacity Factor) ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทเชื้อเพลิง โดยกำหนดได้ ดังนี้
- แสงอาทิตย์ ผลิตไฟได้ประมาณ 4 ชั่วโมง/วัน
- ลม ผลิตไฟได้ประมาณ 4.8 ชั่วโมง/วัน
- ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ ผลิตไฟได้ประมาณ 20 ชั่วโมง/วัน
3. แปลงเป็นไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อปี โดยนำปริมาณไฟฟ้าต่อวันคูณ 365 วัน
ตัวอย่างเช่น หากเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 5 MW
1. 5 MW × 1000 = 5,000 kW
2. 5,000 kW × 4.8 = 24,000 kWh/วัน
3. 24,000 kWh/วัน × 365 วัน = 8,760,000 kWh/ปี
กล่าวคือ โรงไฟฟ้าลมขนาด 5 MW จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 8.76 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้คำนวณเงินค่าซื้อไฟที่แต่ละโครงการได้รับ ตามขั้นตอนที่ 2 ดังนี้
ขั้นที่ 2: จัดกลุ่มคำนวณเงินที่ต้องจ่ายตามรูปแบบสัญญา
เมื่อทราบว่าแต่ละโครงการผลิตไฟได้กี่หน่วยต่อปีแล้ว ขั้นต่อไปคือ จัดกลุ่มว่าโครงการนั้นอยู่ในรูปแบบสัญญาแบบไหน เพราะแต่ละกลุ่มได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าไม่เท่ากัน การจัดกลุ่มจะนับตั้งแต่ปีที่จ่ายไฟเข้าระบบ (COD) จนถึงปัจจุบัน (นับถึงปี 2568 เนื่องจากโครงการ SPP/VSPP ในฐานข้อมูลเป็นโครงการที่อยู่ในระบบ ณ เดือนธันวาคม 2568 และยังไม่มีข้อมูลว่าในปี 2569 จะมีโครงการเข้าสู่ระบบหรือออกจากระบบเพิ่มเติมจำนวนเท่าใด)
หากปัจจุบันยังอยู่ในช่วงอายุสัญญา Adder (7-10 ปี แล้วแต่ประเภทพลังงาน) จะอยู่ในกลุ่มที่ 1 หากปัจจุบันหมดสัญญา Adder แล้ว แต่ยังขายไฟต่อภายใต้เงื่อนไขต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี จะอยู่ในกลุ่มที่ 2 จากนั้นนำปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อปีไปคูณกับอัตรารับซื้อไฟฟ้าของแต่ละกลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่ 1: คำนวณโดยใช้อัตรา Adder ตามประเภทพลังงาน + ค่าไฟขายส่งเฉลี่ย
ตัวอย่างเช่น พลังงานลมจะได้อัตรา Adder 3.5 บาท + ค่าไฟขายส่งเฉลี่ย 3.1617 บาท = 7.1170 บาท/หน่วย ดังนั้น โครงการลมขนาด 5 MW ที่ผลิตไฟได้ 8,760,000 หน่วยต่อปี จะได้รับเงินประมาณ 8,760,000 × 7.1170 = 62.34 ล้านบาทต่อปี
- กลุ่มที่ 2: คำนวณโดยใช้ค่าไฟขายส่งเฉลี่ย + ค่า Ft ขายส่งเฉลี่ย
ทุกโครงการที่อยู่ในกลุ่ม 2 ไม่ว่าจะประเภทพลังงานไหน จะได้รับค่าซื้อไฟฟ้าในอัตราค่าไฟขายส่งเฉลี่ย 3.1617 บาท + ค่า Ft ขายส่งเฉลี่ย 0.10535 บาท = 3.2671 บาท/หน่วย โดยไม่ได้รับ Adder แยกตามประเภทพลังงานแล้ว ดังนั้น โครงการลมขนาด 5 MW เดียวกันนี้ถ้าอยู่ในช่วงต่อสัญญา 5 ปี จะได้รับเงินลดลงเหลือประมาณ 8,760,000 × 3.2671 = 28.62 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ การคำนวณทั้งหมดใช้อัตราค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยที่ 3.1617 บาท/หน่วย และค่า Ft ขายส่งเฉลี่ยของ กฟน. และ กฟภ. เดือนมกราคม-เมษายน 2569 เฉลี่ยที่ 10.535 สตางค์/หน่วย เป็นสมมติฐานคงที่ตลอดช่วงเวลาที่คำนวณ





ฉากทัศน์ที่ 1: ซื้อไฟตามสัญญาเดิมจนครบรอบสัญญาปัจจุบัน
ฉากทัศน์นี้คือการยังคงการซื้อไฟตามสัญญาเดิมไปจนครบรอบสัญญา (ไม่ใช่อายุโครงการ) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการถูกฟ้องร้องจากการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนสัญญา โดยจะรับซื้อไฟจากโครงการที่ยังได้รับ Adder (กลุ่ม 1) ครบ 7 หรือ 10 ปีตามประเภทพลังงาน และโครงการที่ต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี (กลุ่ม 2) รับซื้อต่อไปจนครบตามรอบสัญญาปัจจุบันของแต่ละโครงการ แต่จะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกหลังจากครบรอบสัญญาปัจจุบัน ทั้งโครงการที่ยังได้รับ Adder (กลุ่ม 1) และโครงการที่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติไปแล้วไม่ว่ารอบที่เท่าใดก็ตาม
สามารถคำนวณเงินที่ต้องจ่ายให้โครงการในแต่ละกลุ่มได้ ดังนี้
กลุ่มที่ 1: โรงไฟฟ้าที่ยังได้รับ Adder รวม 44 โครงการ (1,507.15 เมกะวัตต์) หากซื้อไฟจนครบรอบสัญญา (7 หรือ 10 ปี ตามประเภทพลังงาน แต่หลังจากนั้นจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติ) จะต้องจ่ายประมาณ 35,838.49 ล้านบาท โดยโครงการแบ่งตามประเภทพลังงานที่จะได้รับเงินมากที่สุดคือ พลังงานลม ประมาณ 29,400.56 ล้านบาท เนื่องจากมีกำลังการผลิตตามสัญญามากที่สุดในกลุ่มนี้ และมีระยะเวลาสนับสนุน Adder นานถึง 10 ปี ส่วนโครงการที่จะได้รับเงินน้อยที่สุดคือ พลังงานแสงอาทิตย์ ประมาณ 103.19 ล้านบาท แม้จะมีกำลังการผลิตรวม 95.99 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าโครงการจากเชื้อเพลิงขยะและก๊าซชีวภาพในกลุ่มเดียวกัน แต่พลังงานแสงอาทิตย์มีชั่วโมงที่ผลิตไฟได้น้อยกว่า เพียง 4 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงน้อยกว่า เงินจะได้รับจากการคำนวณจึงน้อยไปด้วยเช่นกัน
กลุ่มที่ 2: หมดสัญญา Adder แล้ว แต่อยู่ในการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี รวม 522 โครงการ (2,470.42 เมกะวัตต์) หากซื้อไฟจนครบรอบสัญญา (5 ปี แต่หลังจากนั้นจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติในรอบต่อไป) จะต้องจ่ายประมาณ 71,727.15 ล้านบาท โดยโครงการแบ่งตามประเภทพลังงานที่จะได้รับเงินมากที่สุดคือ ชีวมวล ประมาณ 29,167.42 ล้านบาท ส่วนโครงการที่จะได้รับเงินน้อยที่สุดคือ พลังงานลม ประมาณ 1,876.00 ล้านบาท และแบ่งตามรอบการต่อสัญญา ได้ดังนี้
- กลุ่มที่ 2.1: ต่อสัญญาฯ รอบที่ 1 รวม 329 โครงการ (1,916.27 เมกะวัตต์) จะต้องจ่ายประมาณ 37,354.59 ล้านบาท โครงการแบ่งตามประเภทพลังงานที่จะได้รับเงินมากที่สุดคือ ขยะ ประมาณ 13,405.78 ล้านบาท
- กลุ่มที่ 2.2: ต่อสัญญาฯ รอบที่ 2 รวม 156 โครงการ (400.81 เมกะวัตต์) จะต้องจ่ายประมาณ 22,542.06 ล้านบาท โครงการแบ่งตามประเภทพลังงานที่จะได้รับเงินมากที่สุดคือ ชีวมวล ประมาณ 14,500 ล้านบาท
- กลุ่มที่ 2.3: ต่อสัญญาฯ รอบที่ 3 รวม 37 โครงการ (153.34 เมกะวัตต์) จะต้องจ่ายประมาณ 11,830.50 ล้านบาท โครงการแบ่งตามประเภทพลังงานที่จะได้รับเงินมากที่สุดคือ ชีวมวล ประมาณ 9,205.89 ล้านบาท
รวม 2 กลุ่มในฉากทัศน์ที่ 1 นี้ หากซื้อไฟจนครบรอบสัญญาจะต้องจ่ายเงินรวมประมาณ 107,565.64 ล้านบาท โดยโครงการสุดท้ายที่ครบรอบสัญญาในกลุ่ม 1 (ยังได้รับ Adder) จะสิ้นสุดในปี 2575 และโครงการสุดท้ายที่ครบรอบสัญญาในกลุ่ม 2 (ต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี) จะสิ้นสุดในปี 2572





ฉากทัศน์ที่ 2: ปรับราคารับซื้อเป็นแบบ FiT จนกว่าโครงการจะหมดอายุ
ฉากทัศน์นี้จำลองว่าทุกโครงการที่ยังขายไฟภายใต้ระบบ Adder ไม่ว่าจะยังอยู่ในช่วงได้รับ Adder หรือหมด Adder แล้วแต่ยังต่อสัญญาอัตโนมัติ จะเปลี่ยนมาใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff (FiT) ตั้งแต่ปัจจุบัน (จากสมมติฐานคือการนับจากสิ้นปี 2568 เนื่องจากโครงการ SPP/VSPP ในฐานข้อมูลเป็นโครงการที่อยู่ในระบบ ณ เดือนธันวาคม 2568 และยังไม่มีข้อมูลว่าในปี 2569 จะมีโครงการเข้าสู่ระบบหรือออกจากระบบเพิ่มเติมจำนวนเท่าใด) ไปจนสิ้นสุดอายุโครงการคือ 25 ปี โดยในการคำนวณระยะเวลาสัมปทานที่เหลือ จะคำนวณจากหลักคิดที่ว่าโรงไฟฟ้าทั้งหมดมีอายุโครงการ 25 ปี หักลบด้วยระยะเวลาที่แต่ละโรงไฟฟ้าจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ภายใต้รูปแบบสัญญา Adder และแบบที่ต่อสัญญาอัตโนมัติจนถึงปี 2568 หลือเป็นระยะเวลาที่แต่ละโรงไฟฟ้าจะได้สัมปทานต่อภายใต้ฉากทัศน์ที่ 2 นี้ เพื่อนำไปคำนวณจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายในการรับซื้อไฟฟ้าต่อไป
ตัวอย่างเช่น โครงการที่ขายไฟมาแล้ว 13 ปี นับตั้งแต่ COD จนถึงปี 2568 จากนี้จะเหลือสัมปทานอีก 12 ปี จึงจะครบอายุการใช้งาน 25 ปี จะก็จะคำนวณว่าหากเปลี่ยนมาใช้ราคา FiT ซื้อไฟในระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่ 12 ปีนี้จะคิดเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ สามารถคำนวณเงินที่ต้องจ่ายให้โครงการแต่ละกลุ่มได้ ดังนี้
กลุ่มที่ 1: ยังได้รับ Adder รวม 44 โครงการ (1,507.15 เมกะวัตต์) หากเปลี่ยนมาใช้อัตรา FiT โครงการกลุ่มนี้จะได้รับเงินค่าซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ตลอดอายุโครงการ รวมประมาณ 177,369.72 ล้านบาท เทียบกับการคงสัญญา Adder แบบเดิมไว้ ซึ่งจะได้รับ 221,282.45 ล้านบาท คิดเป็นส่วนต่างที่ลดลงประมาณ 43,912.73 ล้านบาท เมื่อแยกโครงการตามประเภทพลังงาน พบว่าโครงการพลังงานลม มีส่วนต่างมากที่สุด ซึ่งหมายความว่าโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะได้รับเงินลดลงมากที่สุด ประมาณ 22,515.31 ล้านบาท ส่วนเชื้อเพลิงขยะ มีส่วนต่างน้อยที่สุด ประมาณ 2,031.08 ล้านบาท
กลุ่มที่ 2: หมดสัญญา Adder แล้ว แต่อยู่ในการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี รวม 522 โครงการ (2,470.42 เมกะวัตต์) หากเปลี่ยนมาใช้อัตรา FiT โครงการกลุ่มนี้จะได้รับเงินค่าซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ตลอดอายุโครงการ รวมประมาณ 300,937.47 ล้านบาท เทียบกับการคงสัญญา Adder แบบต่ออายุเดิมไว้จะได้รับ 407,173.37 ล้านบาท คิดเป็นส่วนต่างที่ลดลงประมาณ 106,235.90 ล้านบาท เมื่อแยกโครงการตามประเภทพลังงาน พบว่าโครงการเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ มีส่วนต่างมากที่สุด ซึ่งหมายความว่าโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจะได้รับเงินลดลงมากที่สุด ประมาณ 34,756.16 ล้านบาท ส่วนพลังงานลม มีส่วนต่างน้อยที่สุด ประมาณ 726.82 ล้านบาท และแบ่งตามรอบการต่อสัญญา ได้ดังนี้
- กลุ่มที่ 2.1: ต่อสัญญาฯ รอบที่ 1 รวม 329 โครงการ (1,916.27 เมกะวัตต์) จะเกิดส่วนต่างรวม 70,162.74 ล้านบาท ซึ่งโครงการพลังงานแสงอาทิตย์จะมีส่วนต่างมากที่สุด ประมาณ 25,647.54 ล้านบาท
- กลุ่มที่ 2.2: ต่อสัญญาฯ รอบที่ 2 รวม 156 โครงการ (400.81 เมกะวัตต์) จะเกิดส่วนต่างรวม 29,908.73 ล้านบาท ซึ่งโครงการชีวมวลจะมีส่วนต่างมากที่สุด ประมาณ 14,759.90 ล้านบาท
- กลุ่มที่ 2.3: ต่อสัญญาฯ รอบที่ 3 รวม 37 โครงการ (153.34 เมกะวัตต์) จะเกิดส่วนต่างรวม 6,164.42 ล้านบาท ซึ่งโครงการชีวมวลจะมีส่วนต่างมากที่สุด ประมาณ 4,234.68 ล้านบาท
รวม 2 กลุ่มในฉากทัศน์ที่ 2 นี้ หากเปลี่ยนมาใช้อัตรา FiT ตั้งแต่ปัจจุบันไปจนสิ้นสุดอายุโครงการ 25 ปี จะมีส่วนต่างประมาณ 150,148.63 ล้านบาท โดยโครงการสุดท้ายในกลุ่มที่ 1 จะออกจากระบบภายในปี 2591 และโครงการสุดท้ายในกลุ่ม 2 จะออกจากระบบภายในปี 2586 นอกจากนี้ พบว่าโครงการในกลุ่มที่ 2 รวมกันคิดเป็น 70.75% ของส่วนต่างทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่า หากต้องการลดภาระการรับซื้อไฟฟ้าในระยะยาว การพิจารณาเฉพาะโครงการที่ยังได้รับ Adder อาจไม่เพียงพอ เพราะกว่า 70% ของส่วนต่างทั้งหมดอยู่ในกลุ่มที่หมด Adder แล้วแต่ยังต่อสัญญาอัตโนมัติ และเป็นจุดที่ควรได้รับการพิจารณาหากมีการทบทวนนโยบายรับซื้อไฟฟ้าในอนาคต

ฉากทัศน์ที่ 3: ยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทั้งกลุ่มที่ยังได้รับ Adder และกลุ่มที่อยู่ในการต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี ทั้งหมดทันที
ฉากทัศน์นี้คือการยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทั้งในรูปแบบ Adder (กลุ่ม 1) และสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี (กลุ่ม 2) ทั้งหมดทันที โดยที่ระยะเวลาสัมปทานของทุกโครงการจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อมีมติยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้า
ฉากทัศน์นี้ แม้จะทำให้ประเด็นภาระการทางเงินจากค่า Adder 13-17 สตางค์ที่ประชาชนต้องจ่ายในบิลค่าไฟหายไปในทันที แต่ก็เป็นฉากทัศน์ที่มีความเสี่ยงทั้งในแง่ระบบไฟฟ้าที่จะไม่มีการจ่ายไฟจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในสัญญา Adder เข้าระบบ และในด้านกฎหมาย เนื่องจากเป็นการยกเลิกสัญญาที่ผูกพันตามกฎหมายฝ่ายเดียว ซึ่งอาจเกิดการฟ้องร้องจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของโครงการได้ฐานผิดสัญญา

เทียบโครงการที่ได้ Adder กับ FiT จาก RE Big Lot
นอกจากสัญญา Adder แล้ว ประเทศไทยยังมีโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 หรือ ‘RE Big Lot’ ซึ่งเปิดรับซื้อไปแล้ว 2 รอบ รวมกำลังการผลิตที่ผ่านการคัดเลือกประมาณ 6,997.66 เมกะวัตต์
JustPow นำรายชื่อโครงการที่ได้รับ Adder มาจับคู่กับรายชื่อโครงการที่ผ่านการคัดเลือกใน RE Big Lot ทั้ง 2 รอบ เพื่อดูว่าโครงการที่เคยได้ประโยชน์จากสัญญา Adder เดิม เป็นกลุ่มเดียวกับที่ได้โควตาในโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนแบบ FiT รอบใหม่นี้หรือไม่ โดยจะดูเฉพาะชื่อโครงการที่ตรงกันเท่านั้น ไม่ได้ดูถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท ซึ่งบริษัทแม่หนึ่งรายอาจตั้งบริษัทลูกหลายบริษัทที่ชื่อต่างกันเพื่อยื่นขอ Adder และ RE Big Lot แยกโครงการ ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตจากรายชื่อเท่านั้น ไม่ได้สะท้อนความเป็นเจ้าของอย่างครบถ้วน
จากฐานข้อมูล Adder ทั้ง 566 โครงการ พบโครงการที่ใช้ชื่อเดียวกับโครงการที่ผ่านคัดเลือก RE Big Lot อย่างน้อย 9 โครงการ ดังนี้
- โครงการ บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 8 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 13 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 123.86 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 131.86 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 15 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 35.02 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 3 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 14 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 49.02 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 30 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 1.5 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 31.5 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท บีเอสอี เพาเวอร์ ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 3 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 15 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 3 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 5.96 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 20.96 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท แอ๊ดวานซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล รวม 8 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 7.51 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 15.51 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์ยี จำกัด ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นเชื้อเพลิงขยะ รวม 9 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 6 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 15 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 8 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 6 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 14 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท อัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นเชื้อเพลิงขยะ รวม 4.5 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 2 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 9.16 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 13.66 เมกะวัตต์
- โครงการ บริษัท บีซีพีจี วินด์ (ลิกอร์) จำกัด จำกัด ได้รับ Adder ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานลม รวม 8.97 เมกะวัตต์ ผ่านคัดเลือก RE Big Lot ภายใต้ชื่อนี้ 1 โครงการเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 4.51 เมกะวัตต์ ถ้ารวมทั้ง Adder และ RE Big Lot จะมีกำลังการผลิตรวม 13.48 เมกะวัตต์
รวม 9 โครงการ มีกำลังการผลิตในสัญญาแบบ Adder รวม 126.49 เมกะวัตต์ และอยู่ใน RE Big Lot อีก 178.5 เมกะวัตต์ แม้แต่ละโครงการจะมาจากประเภทพลังงานที่หลากหลาย ทั้งขยะ ลม และชีวมวล แต่เมื่อปรากฏชื่อใน RE Big Lot กลับขายไฟผ่านโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด อาจมาจากเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันที่ถูกลงกว่าเดิมมหาศาล และผลิตไฟได้โดยไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง บริหารจัดการง่ายกว่าขยะและชีวมวล แต่ยังสามารถทำกำไรได้สูงและมั่นคงภายใต้ราคารับซื้อแบบ FiT ที่การันตีรายได้ไปอีก 25 ปี
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ บางบริษัทมีโครงการในระบบ Adder หลายโครงการอยู่แล้ว แต่ยังได้รับสิทธิในโครงการ RE Big Lot เพิ่มเติม เช่น บริษัท บางกอกโซลาร์พาวเวอร์ จำกัด ที่มีโครงการ Adder อยู่ 15 โครงการ และยังได้รับคัดเลือกใน RE Big Lot อีก 3 โครงการ หรือบริษัท ไทย โซล่าร์เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ที่มีโครงการ Adder 1 โครงการ แต่ได้รับคัดเลือกใน RE Big Lot อีกถึง 13 โครงการ ชี้ให้เห็นว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนบางรายยังได้ประโยชน์ในระบบรับซื้อไฟฟ้าจากทั้ง 2 นโยบาย แม้ว่ารูปแบบการรับซื้อจะเปลี่ยนไปก็ตาม

สรุป: เปรียบเทียบทั้ง 3 ฉากทัศน์ของการยกเลิกหรือแก้ไขการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบสัญญา Adder
ฉากทัศน์ทั้ง 3 ที่ JustPow จำลองความเป็นไปได้ของนโยบายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อคำนวณผลกระทบทางการเงิน และประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละแนวทาง ได้แก่
- ฉากทัศน์ที่ 1: รับซื้อไฟจากโครงการที่ยังได้รับ Adder และโครงการที่ต่อสัญญา อัตโนมัติ 5 ปี จนครบตามรอบสัญญาทั้งหมด ผลคือจะต้องจ่ายประมาณ 107,565.64 ล้านบาท จนถึงปี 2575
- ฉากทัศน์ที่ 2: เปลี่ยนราคารับซื้อของโครงการที่ยังได้รับ Adder และโครงการที่ต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี มาใช้ราคาแบบสัญญา FiT จนหมดอายุโครงการ 25 ปี ผลคือจะเกิดส่วนต่างที่ประหยัดได้ประมาณ 150,148.63 ล้านบาท จนถึงปี 2591
- ฉากทัศน์ที่ 3: ยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทั้งในรูปแบบ Adder และสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี ทั้งหมดทันที ส่งผลให้การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเหล่านี้สิ้นสุดลง แต่จะเสี่ยงถูกฟ้องร้องฐานผิดสัญญามากที่สุด
เมื่อเทียบตัวเลขทั้ง 3 ฉากทัศน์ ฉากทัศน์ที่ 1 คงสัญญาเดิมแต่จะรับซื้อไปจนครบรอบสัญญาเท่านั้น จะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกหลังจากครบรอบสัญญาปัจจุบัน ทั้งโครงการที่ยังได้รับ Adder (กลุ่ม 1) และโครงการที่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติไปแล้วไม่ว่ารอบที่เท่าใดก็ตาม ต้องจ่ายประมาณ 107,565.64 ล้านบาท
ขณะที่ฉากทัศน์ที่ 2 ปรับราคารับซื้อเป็นราคาแบบ FiT แต่อายุของสัมปทานในแต่ละโครงการจะคิดจากอายุโครงการ 25 ปี หักลบด้วยระยะเวลาที่แต่ละโรงไฟฟ้าจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ภายใต้รูปแบบสัญญา Adder และที่ต่อสัญญาอัติโนมัติไปแล้ว ซึ่งจะประหยัดได้ถึง 150,148.63 ล้านบาท โดยไม่ต้องหยุดรับซื้อไฟ
ส่วนฉากทัศน์ที่ 3 ยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดทันที ซึ่งอาจแลกมาด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะหายไปจากระบบส่วนหนึ่ง และมีความเสี่ยงจะถูกฟ้องร้องจากเจ้าของโรงไฟฟ้าฐานผิดสัญญา
เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินที่ต้องจ่ายกับจำนวนโครงการในแต่ละกลุ่ม จะพบว่า โครงการที่ยังได้รับ Adder แม้มีเพียง 44 โครงการ แต่มีมูลค่าทางการเงินต่อโครงการสูงกว่ากลุ่มที่หมด Adder แล้วอย่างชัดเจน ในฉากทัศน์ที่ 1 ซึ่งคำนวณเฉพาะรอบสัญญาปัจจุบัน กลุ่มที่ 1 มีภาระค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 814.51 ล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่กลุ่มที่ 2 ซึ่งมีถึง 522 โครงการ มีภาระเฉลี่ยเพียง 137.41 ล้านบาทต่อโครงการ หรือแตกต่างกันเกือบ 6 เท่า ขณะเดียวกันฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งคำนวณจนสิ้นสุดอายุโครงการ โดยหากเปลี่ยนราคารับซื้อเป็นแบบ FiT กลุ่มที่ 1 จะมีส่วนต่างเฉลี่ย 998.02 ล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่กลุ่มที่ 2 มีส่วนต่างเฉลี่ย 203.52 ล้านบาทต่อโครงการ หรือแตกต่างกันเกือบ 5 เท่า
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าภาระทางการเงินอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนโครงการเป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับขนาดกำลังผลิตและเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าของแต่ละโครงการ ส่งผลให้โครงการในกลุ่มที่ยังได้รับ Adder ซึ่งแม้มีจำนวนไม่มาก กลับมีมูลค่าทางการเงินต่อโครงการสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น มาตราการในการแก้ไขปัญหาสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนรูปแบบ Adder นี้ ควรให้ความสำคัญกับมูลค่าทางการเงินต่อโครงการเพื่อประเมินว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจะส่งผลต่อภาระของระบบและต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด
บทความยอดนิยม




