จากการที่ ครม. อนุมัติการใช้เงินกู้วงเงินจากเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการโซลาร์ประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินทุนในการติดตั้งให้ประชาชนครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท ทั้งการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา โซลาร์บนพื้นดิน และในแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำในรูปแบบโซลาร์ลอยน้ำ วงเงินรวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
JustPow ชวนตั้งคำถาม 3 คำถามสำคัญต่อโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน วงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ว่ามีประเด็นสำคัญอะไรบ้างที่ประชาชนทุกคนที่จะต้องกลายมาเป็นผู้แบกรับหนี้เงินกู้นี้ร่วมกันจะต้องติดตามและตั้งคำถามต่อโครงการนี้บ้าง

1. จะสามารถติดได้ครบ 1 ล้านหลังภายใน 1 ปีงบประมาณหรือไม่ ในเมื่อซัพพลายในการติดตั้งต้องนำเข้าและมีจำกัด และมีขั้นตอนที่ต้องขอจากหน่วยงานราชการ
จากโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน ที่ภาครัฐจะมอบเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รวมไปถึงแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นดิน และโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) 50,000 บาทต่อครัวเรือน เป็นจำนวน 1 ล้านครัวเรือน รวมวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ภายใต้วงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด กล่าวในงานเสวนา “เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่าเป้าหมายที่จะสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 5,000 MW) ให้เสร็จภายในปี 2570 ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญปัญหาอุปทานขาดแคลนโดยเฉพาะ “อินเวอร์เตอร์” (Inverter) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเจอปัญหาขีดความสามารถที่มีช่างติดตั้งทั่วประเทศและเจ้าหน้าที่ที่ต้องขนานไฟไม่เพียงพอ
“1 ล้านหลังคาเรือนไม่น่าเป็นไปได้ ผมได้คุยกับบริษัทผลิต Inverter เขาไม่ได้มีของมากขนาดนั้น ปีนี้ประเทศไทยมีการติดโซลาร์ 700 MW แต่จากโครงการนี้ 1 ล้านหลังคา คือประมาณ 5,000 MW สต๊อกมีไม่ถึงแน่นอน หากเราจะติด 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เราต้องติดวันละประมาณ 2,800 หลังคาเรือน เราจะมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาขนานไฟพอไหมวันละ 2,800 หลัง ไม่มีทาง ผมให้เต็มที่ 200,000-250,000 ครัวเรือน”
จากการรายงานข่าวในเวลาต่อมา พบว่ามีการกำหนดต้องยื่นคำขอเชื่อมต่อระบบ (ขนานไฟ) ภายใน 31 สิงหาคม 2570 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนจะปิดปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเท่ากับว่าเวลาในการจะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะน้อยลงไปอีก เมื่อคำนวณจากระยะเวลาที่โครงการเริ่มเปิดลงทะเบียนวันที่ 27 ต.ค. 69 – 31 ม.ค. 70 ไปจนถึงวันกำหนดขนานไฟ 31 ส.ค. 70 พบว่ามีระยะเวลาเพียง 309 วันเท่านั้น และเวลาที่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจะต้องเข้ามาตรวจสอบความปลอดภัยและระบบป้องกันไฟย้อน (Zero Export / Export Limiting Device) และดำเนินการเปลี่ยนเป็นเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแบบดิจิทัล (Smart Meter) ก็จะน้อยลงไปอีกเมื่อหักลบกับวันหยุดที่มี 104 วัน จึงเหลือเวลาวันทำการเพียง 205 วันเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจะต้องทำการขนานไฟให้ได้วันละประมาณ 4,878 หลัง อันนำมาซึ่งคำถามที่ว่ามีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเพียงพอที่จะสามารถทำการขนานไฟได้วันละ 4,878 หลัง
นอกจากนี้ ยังมีคำถามตามมาอีกว่า หากไม่สามารถติดโซลาร์รูฟท็อปครบ 1 ล้านหลังคาเรือนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้ วงเงินงบประมาณที่เหลือจากที่ตั้งไว้ 50,000 ล้านบาท จะเป็นอย่างไร จะถูกจัดการอย่างไร หรือถูกนำไปใช้อย่างไร โดยในงานเสวนาเดียวกัน สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) กล่าวว่า “ในกฎหมาย (พ.ร.ก.เงินกู้) นี้ 2 แสนล้านที่อ้างว่าเปลี่ยนผ่านพลังงาน สามารถที่จะถูกโยกไปใช้จ่ายใน 2 ล้านแรกที่กู้มาเพื่อแจกในโครงการพลัสต่างๆ ได้ทุกเมื่อ”

2. โครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน มาจากเงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ภาครัฐยังไม่มี KPI เลยว่าโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือนจะลดการนำเข้า LNG ได้เท่าไหร่
จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานขึ้นทั่วโลก ประเท ศไทยเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทั้งในด้านราคาน้ำมันและ LNG ที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางมากที่สุด ทำให้ค่าไฟปรับขึ้นเป็น 3.95 บาท/หน่วยจาก 3.88 บาท/หน่วย
และจากเหตุการณ์นี้เองทำให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยหนึ่งในโครงการนี้ก็คือ โครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน ที่ภาครัฐจะมอบเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รวมไปถึงแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นดิน และโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) 50,000 บาทต่อครัวเรือน เป็นจำนวน 1 ล้านครัวเรือน รวมวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้าน
โดยรัฐบาลกล่าวว่าเป้าหมายสำคัญของโครงการการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยการอุดหนุนงบประมาณให้ประชาชนติดโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน หลังคาเรือนละ 50,000 บาท ในครั้งนี้เพื่อช่วยลดภาระการนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยประมาณ 24,500 ล้านบาทต่อปี และประมาณ 500,000 ล้านบาทตลอดอายุโครงการ 20 ปี อย่างไรก็ตามกลับไม่พบว่าโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนนี้จะช่วยลดการนำเข้า LNG ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพงและผันผวนได้เท่าไหร่
เพราะในขณะเดียวกันกลับว่า ปตท. รัฐวิสาหกิจของไทยกลับประกาศตัวในงาน Gastech มุ่งสู่การเป็น LNG Hub พร้อมทั้งยืนยันว่ก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในธุรกิจ Data Center และ AI นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เซ็นสัญญาซื้อขาย LNG กับ ADNOC อีกเกือบ 2 ล้านตันโดยจะเริ่มส่งมอบตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ไม่เพียงแค่นั้น ในร่างแผน PDP2026 ยังพบว่าในช่วงเวลา12 ปีแรก (พ.ศ. 2569-2580) กลับเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่เข้ามาสูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ และยังมีแนวโน้มเปิดทางให้โรงไฟฟ้าก๊าซเดิมสามารถต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้อีก 7 ปี เพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการทยอยหมดอายุของโรงไฟฟ้าเดิมกับการเข้าระบบของกำลังผลิตใหม่และพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคาดว่าจะมีการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซอย่างน้อย 4 โรงประมาณ 3,850 เมกะวัตต์ ในขณะที่มีการรายงานข่าวว่าอาจจะสูงถึง 4,200 เมกะวัตต์
โดยสฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) กล่าวในงานเสวนา “เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ในประเด็นเรื่อง KPI ว่า
“ประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว ไม่สามารถทำได้ภายใน 1 ปี ยิ่งจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่โครงการนี้ควรจะมีก็คือ การลดก๊าซเรือนกระจก ต้องมีการวัดว่าโครงการนี้ทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเท่าไหร่ โดยไม่ต้องไปรอวัดที่ปี 2050 และอีกตัวชี้วัดที่สำคัญที่ทำให้มีโครงการนี้ก็คือ การลดการพึ่งพิงพลังงาน ปริมาณนำเข้า LNG ลดลงเท่าไหร่ มูลค่าการนำเข้า LNG ลดลงเท่าไหร่ ลดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ เหลือเท่าไหร่ นี่คือ KPI ที่จะบอกว่าเราลดการพึ่งพาลงได้จริงไหม”
นอกจากนี้ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ยังกล่าวเสริมในประเด็นเรื่อง KPI ไว้ว่า
“โครงการกู้เงินสองแสนล้านเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานนี้ รัฐบาลชี้แจงในชั้นกรรมาธิการว่า ยังไม่ได้คิดส่วนนี้เข้าไปในการจัดทำแผน PDP2026 ผมคิดว่าถ้าเราจะใช้เงินกู้สองแสนล้านเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตัวเลขที่เราสามารถคาดหวังได้ก็คือการประหยัดพลังงาน จากโรงไฟฟ้าของเดิมที่เรามีอยู่ได้เท่าไหร่ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามมาก็คือแผน PDP2026 ก็ควรจะมีการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง แต่ สนพ. บอกว่าไม่ได้มีการเอาปัจจัยนี้นำไปคิดในแผน PDP2026 เพราะไม่รู้ว่าตัวเลขนี้จะช่วยประหยัดได้เท่าไหร่”
การที่รัฐบาลกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากการพึ่งพาก๊าซที่ทำให้ค่าไฟแพงและผันผวน โดยใช้เป็นเงินอุดหนุนให้ประชาชนติดโซลาร์รูฟท็อป 50,000 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าไม่มีการวัดผลเลยว่าโครงการนี้จะสามารถลดการนำเข้า LNG ได้เท่าไร และยังพบว่าภาครัฐยังคงดำเนินนโยบายที่จะนำไปสู่การใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าต่อไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของราคาค่าไฟที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้า LNG ดังที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา อันเป็นต้นกำเนิดที่ทำให้ต้องออก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านในครั้งนี้ การกระทำที่สวนทางแสดงว่าแม้จะมีโครงการที่ภาครัฐอ้างว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่ในภาพใหญ่ของประเทศอาจจะยังไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง

3. โครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน จะมีมาตรการอย่างไรเพื่อลดการขาดดุลการค้า ในเมื่ออุปกรณ์หลักในการติดโซลาร์ต้องนำเข้ามาจากจีนเกือบ 100%
นอกจากประเด็นเรื่องปัญหาอุปทานขาดแคลนเพราะส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบ 100% แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการขาดดุลการค้าที่เกิดขึ้นจากโครงการที่มีการใช้งบประมาณถึง 50,000 ล้านบาทโครงการนี้
ประเทสไทยใช้แผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศเกือบเป็น 100% จากข้อมูลจากกรมศุลกากร ระบุว่าแผงโซลาร์เซลล์ที่ไทยนำเข้านั้นกว่า 93% มาจากจีน ในขณะที่อินเวอร์เตอร์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในไทยก็มาจากการนำเข้าเช่นเดียวกัน โดยพบว่า ประเทศไทยนำเข้าอินเวอร์เตอร์จากจีนและเวียดนามสูงถึง 71% อย่างไรก็ตามพบว่าฐานการผลิตอินเวอร์เตอร์ในเวียดนามเกือบทั้งหมดเป็นบริษัทจีน จึงอาจกล่าวได้ว่าการนำเข้าอินเวอร์เตอร์ 71% มาจากจีน
นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้กำหนดมาตรฐานแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์เพื่อรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยของอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ที่ใช้ในประเทศไทย โดยแบรนด์แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ที่ กฟผ. มีการขึ้นทะเบียนจัดจำหน่าย ที่อาจมีการจัดซื้อจัดจ้างผ่านเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (ข้อมูลโดย กฟผ. ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569) มีดังนี้
แผงโซลาร์เซลล์ 17 แบรนด์ คือ 1. AIKO 2. AKCOME 3. ASTRONERGY 4. CANADIAN SOLAR 5. ENERGYLIB 6. FULL SOLAR 7. JA SOLAR 8. JINKO 9. LEAPTON 10. LONGI 11. PHONO 12. REC 13. RISEN 14. RUNERGY 15. TRINASOLAR 16. TW SOLAR 17. ZNSHINE
อินเวอร์เตอร์ 16 แบรนด์ คือ 1. AP SYSTEMS 2. CANADIAN SOLAR 3. DEYE 4. DYNAVOLT 5. ENERGYLIB 6. ENPHASE 7. ENVERTECH 8.GROWATT 9. HOYMILES 10. HUAWEI 11. KEHUA 12. KSTAR 13. PROJOY 14. SOLAREDGE 15. SOLAX POWER 16. SUNGROW
ลิเธียมแบตเตอรี่ทุติยภูมิ 20 แบรนด์ คือ 1. AMITA 2. ATMOCE 3. DEYE 4. DYNAVOLT
5. DYNESS 6. ELECNOVA 7. ENERGYLIB 8. ENOVANCE 9. FOX ESS 10. GOTION
11. GROWATT 12. GSL ENERGY 13. HITHIUM 14. HOYMILES 15. HUAWEI 16. KEHUA 17. KSTAR 18. SIGENERGY 19. SOLAREDGE 20. WINCLE
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า จะเห็นได้ว่าแบรนด์แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ที่ กฟผ. มีการขึ้นทะเบียนจัดจำหน่าย ที่อาจมีการจัดซื้อจัดจ้างผ่านเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนใหญ่ก็เป็นแบรนด์จากประเทศจีน ซึ่งการใช้งบประมาณ 2 แสนล้านในโครงการที่มีการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์นั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้ไทยขาดดุลการค้าจีนมากยิ่งขึ้น จากการที่ต้องนำเข้าอุปกรณ์ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการติดตั้งจากประเทศจีน
จากการคำนวณต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) โดย RE Generation พบว่าต้นทุนในการติดตั้งในส่วนของค่าแผงโซลาร์ คิดเป็น 27.28% ของต้นทุนทั้งหมด และค่าอินเวอร์เตอร์ คิดเป็น 20.84% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณความเสี่ยงการขาดดุลการค้ากับจีนจากการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอ์เตอร์จากโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาท/หลังคาเรือนจำนวน 1 ล้านหลังคาเรือน คิดเป็นงบประมาณรวม 50,000 ล้านบาท จะพบว่างบประมาณสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งหมด 50,000 ล้านบาท อาจมีความเสี่ยงที่งบประมาณ 20,083 ล้านบาท หรือราว 40.17% ของงบอุดหนุนทั้งหมด อาจทำให้ไทยขาดดุลจีน
นอกจากนี้ การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ยังจะทำให้ราคาแผงเพิ่มสูงขึ้นไปอีก จากการที่ต้องผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐาน และจะส่งผลให้ราคาติดตั้งทั้งโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% ในขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแผงโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาขายในไทยก็ผ่านมาตรฐานสากล (IEC) 61730 อยู่แล้ว การจะต้องได้มาตรฐาน มอก. เพิ่มขึ้น จึงอาจจะเป็นการเพิ่มต้นทุนมากขึ้นไปอีก โดยตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด กล่าวในงานเสวนา “เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า
“ปกติเวลาซื้อแผงโซลาร์เข้ามา มันเป็นโกลบอลซัพพลายเชน เขาผลิตด้วยมาตรฐาน IEC มีการปั๊ม IEC ใช้กันทั้งโลก แต่เมื่อต้องขึ้น มอก. โรงงานต้องมาทำไลน์ผลิตใหม่ เพื่อข้างหลังจะต้องมีตัวสแกน QR Code ซึ่งต้องทำไลน์ผลิตแยก ซึ่งกระบวนการที่เพิ่มขึ้นมานี้ทำให้ราคาแผงโซลาร์ปรับขึ้น แผงโซลาร์ที่จะใช้ติดตั้งในไทยได้ต้องมี มอก. ราคาแผงโซลาร์ที่มี มอก. ประเทศไทย ราคาต่อแผง 12 บาท/วัตต์ ในขณะที่ราคาแผงโซลาร์ที่ไม่มี มอก. ประเทศไทย แต่มีการรับรองมาตรฐานสากล IEC อยู่ที่ 4 บาท/วัตต์ เท่านั้นเอง”
ปัจจุบัน กฟน. มีการประกาศทะเบียผู้ค้า (Vendor List) โครงการผลิตระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ภาคประชาชนตามโครงการการสนับสนุนของภาครัฐปี 2569-2570 โดยประกาศล่าสุดครั้งที่ 3 (22 ต.ค. 69) มีจำนวน 665 ราย ในขณะที่แต่ละภูมิภาค กฟภ. ในแต่ละเขตก็จะมีการประกาศทะเบียผู้ค้า (Vendor List) เช่นเดียวกัน
บทความยอดนิยม



