เงิน Claw Back 1.6 หมื่นล้านบาท ที่จะเอามาพยุงค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 69  คืออะไร เอามาจากไหน 

จากการที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ระหว่าง 13-20 ก.ค. 2569 โดยแบ่งค่าไฟฟ้าเป็น 4 กรณี ระหว่าง 3.95 – 4.73 บาทต่อหน่วย โดยแบ่งเป็น

  1. ค่าไฟฟ้ารวม 4.73 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 94.82 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าค้างจ่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในครั้งเดียวหมดจำนวน 31,268 ล้านบาท 
  2. ค่าไฟฟ้ารวม 4.25 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อเสนอของ กฟผ. 
  3. ค่าไฟฟ้ารวม 4.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า  Ft 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงค่า Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบันตามนโยบายกระทรวงพลังงาน
  4. ค่าไฟฟ้ารวม 3.95 บาทต่อหน่วย (ค่าไฟฟ้าเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า  Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีการปรับปรุงค่า Pool Gas และ กกพ. นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw Back) มาใช้ลดค่าไฟฟ้า  

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่ก็คือ แนวทางที่ 4 คงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ไม่มีการจ่ายหนี้คืนให้ กฟผ. และนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw Back) มาใช้ลดค่าไฟฟ้า  

เงิน Claw Back คืออะไร? มีบทบาทอย่างไรในการลดค่าไฟฟ้า

Claw Back คือ เงินที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากการลงทุนไม่เป็นตามแผน กล่าวคือ ในการจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า กกพ. จะคำนวณรายได้ของ 3 การไฟฟ้า โดยรวมต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนโครงการลงทุนตามแผนที่ 3 การไฟฟ้าวางไว้ในอนาคต รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนเข้าไปด้วยแล้ว เมื่อแผนการลงทุนนี้ถูกอนุมัติ ต้นทุนส่วนนี้ก็จะถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฐานของบิลค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย แต่หากโครงการลงทุนที่ได้แจ้งไว้ในแผนถูกชะลอออกไปหรือไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด เงินที่ประชาชนจ่ายในค่าไฟเพื่อให้การไฟฟ้าไปลงทุนนั้นจะถือเป็น ‘ผลประโยชน์ส่วนเกิน’ ของการไฟฟ้า

ดังนั้น กกพ. จึงมีอำนาจในการเรียกเงินส่วนเกินนี้คืนพร้อมอัตราดอกเบี้ย โดย กกพ. มักจะนำเงินส่วนนี้มาใช้ในการพยุงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เพื่อดูแลค่าไฟฟ้าให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

ในการปรับค่าไฟฟ้าแต่ละรอบ กฟผ. จะจัดทำรายงานการคำนวณค่า Ft มานำเสนอ กกพ. ซึ่งในหลายครั้ง ค่า Ft ที่คำนวณตามต้นทุนที่แท้จริงนั้นสูงมาก จนอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้ามีความผันผวนสูง และมีภาระหนี้ที่คงค้างจำนวนมหาศาลจากการที่ภาครัฐใช้มาตรการพยุงค่าไฟฟ้าในอดีต ซึ่งจำเป็นต้องทยอยชำระคืนในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการแทรกแซงเพื่อตรึงราคาค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเงิน Claw Back เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ภาครัฐใช้เพื่อจัดการกับส่วนต่างของต้นทุนค่าไฟที่ไม่ได้ถูกเรียกเก็บจากประชาชน อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ หากต้นทุนค่าไฟที่ควรปรับขึ้นจริงอยู่ที่ 5 บาท/หน่วย แต่รัฐบาลต้องการตรึงราคาค่าไฟไว้ที่ 4 บาท/หน่วย เงิน Claw Back จะถูกนำมาใช้เพื่อชดเชยส่วนต่าง 1 บาทที่ขาดหายไป เพื่อทำให้ราคาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายไม่สูงเกินไปตามต้นทุนที่แท้จริง 

การนำเงิน Claw Back มาใช้ในการปรับลดค่าไฟฟ้านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต กกพ. เคยนำแนวทางนี้มาใช้แล้วในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เช่น การปรับค่าไฟฟ้ารอบเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2563 กกพ. มีมติให้คงค่า Ft ไว้ที่ -11.60 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.64 บาท/หน่วย ทั้งที่ต้นทุนที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ 3.72 บาท/หน่วย ส่งผลให้เกิดส่วนต่างของค่า Ft ที่ไม่ได้ปรับขึ้น 8.03 สตางค์/หน่วย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 5,120 ล้านบาท กกพ. จึงอนุมัติให้นำเงิน Claw Back จำนวน 5,121 ล้านบาทมาชดเชยในส่วนนี้

และล่าสุดสำหรับค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ก็มีความเป็นได้สูงว่าจะมีการนำเงิน Claw Back ทั้งหมดจำนวนประมาณ 16,127.17 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.04 สตางค์/หน่วย) มาช่วยพยุงค่าไฟ ซึ่งจะทำให้เมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟรอบใหม่เดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569  เท่ากับ 3.95 บาทต่อหน่วย คงที่เท่ากับงวดปัจจุบัน

แม้การใช้เงิน Claw Back มาพยุงค่าไฟ จะทำให้ค่าไฟไม่ถูกปรับขึ้น ลดภาระค่าไฟของประชาชนได้ในยามเศรษฐกิจซบเซา แต่หากรัฐไม่แก้ไขที่โครงสร้างค่าไฟอย่างจริงจัง จากการที่การผลิตไฟฟ้าของไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ LNG ที่ราคาผันผวนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกกลาง ก็จะทำให้ต้องใช้เงิน Claw Back หรือเงินอุดหนุนอื่นๆ มาพยุงค่าไฟเรื่อยไป 

การพึ่งพาเงิน Claw Back หรือเงินอุดหนุนอื่นๆ เพื่อลดค่าไฟฟ้า แม้จะทำให้ค่าไฟไม่ถูกปรับขึ้น ลดภาระค่าไฟของประชาชนได้ในยามเศรษฐกิจซบเซา แต่หากรัฐไม่แก้ไขที่โครงสร้างค่าไฟอย่างจริงจัง จากการที่การผลิตไฟฟ้าของไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ LNG ที่ราคาผันผวนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกกลาง ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงได้ และเงินก้อนก็นี้มีอยู่อย่างจำกัดและจะหมดลงในท้ายที่สุด 

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องมุ่งไปที่การปรับปรุงโครงสร้างและต้นทุนค่าไฟฟ้าตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในอนาคต ทำให้ค่าไฟฟ้าสะท้อนความต้นทุนที่เป็นธรรมที่ประชาชนสามารถจ่ายได้โดยไม่ต้องอาศัยการแทรกแซงจากรัฐบาล หรือต้องพึ่งพากลไกทางการเงินชั่วคราวใดๆ เพื่อลดค่าไฟฟ้าอย่างฉาบฉวยอีกต่อไป

ข่าวยอดนิยม

เวทีเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende และ อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) พิพัฒน์เตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทย 3 ช่องทาง ชี้ไทยนำเข้าน้ำมัน 6% ของ GDP ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านสามช่องทางสำคัญ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว การค้าโลก และราคาสินค้า ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามถึงโครงสร้างการใช้พลังงานของไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็นมูลค่าราว 6% ของ GDP ทั้งที่ประเทศสามารถผลิตพลังงานได้บางส่วนในประเทศ พิพัฒน์กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไทยพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางจำนวนมาก […]

ทั้งที่แผน PDP สำคัญระดับชาติ กำหนดทิศทางไฟฟ้าประเทศ

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน “#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” จัดโดย JustPow ซึ่งเป็นการร่วมกันขององค์กรที่ทำงานด้านข้อมูล

เสียงโหวตของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนมีความหมาย

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

หน่วยงานรัฐไทยจ่ายค่าไฟปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท 

จากกรณีค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกนำมาเฉลี่ยเก็บจากบิลผู้ใช้ไฟ 10 สตางค์ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า ควรจะจัดการอย่างไรดี เพราะเมื่อดึงกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่มีไฟสาธารณะเป็นคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท. สุดท้ายแล้วงบประมาณในส่วนนี้ก็มาจากภาษีประชาชน JustPow ชวนมาสำรวจ ‘ค่าไฟ’ ของหน่วยงานภาครัฐ ว่าแต่ละปีต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ หน่วยงานไหนจ่ายมาก-น้อย ที่สุด จากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนรายการที่เป็น ‘ค่าไฟฟ้า’ จะพบว่ามีการตั้งงบประมาณไว้ 10,951,969,600 บาท โดยหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน 2,378,236,400 โดยที่กองทัพบกมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุด 1,179,393,900 บาท  อันดับสองคือ กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2,034,119,100 บาท ซึ่งเป็นเพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมกว่า 98 แห่งทั่วประเทศ และยังมีสถาบันอื่่นๆ อีก จึงทำให้ค่าไฟฟ้าที่สูง  อันดับสาม คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 848,224,500 บาท […]

ประเทศไทยใช้ไฟสาธารณะเท่าไหร่ : สำรวจปริมาณการใช้ไฟสาธารณะในแต่ละจังหวัด พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินว่าต้องจ่ายเท่าไหร่

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาเปิดเผยว่าค่าไฟที่มาจากไฟสาธารณะต่างๆ ถูกบรรจุอยู่ในบิลค่าไฟ ในส่วนของค่าไฟฐานประมาณ 10 สตางค์ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก JustPow ชวนสำรวจว่าแต่ละจังหวัดในประเทศไทยมีการใช้ไฟสาธารณะเป็นจำนวนเท่าไหร่ พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินจากอัตราค่าไฟในปัจจุบันดูว่า หากคิดเป็นค่าไฟ แต่ละจังหวัดมีค่าไฟจากไฟสาธารณะเท่าไหร่ต่อปี  จากข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัดสาขา ปี 2566 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการแยกการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดต่างๆ ออกเป็น 12 ประเภท คือ บ้านที่อยู่อาศัย, กิจการขนาดเล็ก, กิจการขนาดกลาง, กิจการขนาดใหญ่, กิจการเฉพาะอย่าง, ไฟสำรอง, ไฟที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้, ไฟฟ้าสาธารณะ, ราชการ/รัฐวิสาหกิจ, การสูบน้ำ, ไฟฟ้าชั่วคราว และสถานีชาร์จรถ EV พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้ไฟสาธารณะมากที่สุด 342.1 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 7.69% ของการใช้ไฟสาธารณะทั้งประเทศ  รองลงมาคือชลบุรี 133.50 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 3% นครปฐม 132.89 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 2.99% […]

ต้องใช้เงินจาก กฟผ. เท่าไหร่ เพื่ออุ้มค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย เพื่อให้จ่ายเพียง 3 บาท/หน่วย 

จากการที่เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวคิดปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอันเกิดขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองก็เพิ่งจะมีการปรับค่าไฟเป็น 3.95 บาท/หน่วย โดยจะมีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เป็นแบบขั้นบันไดซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย จ่ายค่าไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาท/หน่วย แต่ผู้ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วย จะต้องจ่ายค่าไฟในอัตรา 5 บาท/หน่วย เพื่อนำมาเฉลี่ยให้กับกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย  อย่างไรก็ตามแผนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เป็นแบบขั้นบันไดก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น จนเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 69 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้มีการสั่งทบทวนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เป็นแบบขั้นบันได ต่อมาในวันที่ 17 มิ.ย. 69 ก็ได้นำเสนอแนวคิดในการใช้รายได้หรือกำไรจากการดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาช่วยชดเชยค่าไฟฟ้าล่วงหน้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก โดยจะเป็นการสำรองจ่ายไปก่อน และเมื่อรัฐบาลสามารถจัดการรายได้จากกลุ่ม Data Center หรือลดต้นทุนจากสัญญาแอดเดอร์ได้แล้ว จึงจะนำเงินส่วนนั้นมาคืนให้กฟผ. อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหลักของ กฟผ. อีกด้วย JustPow ชวนสำรวจข้อมูลว่ากระทรวงพลังงานจะต้องใช้เงินจาก กฟผ. เท่าไร เพื่อมาชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 […]

18 ปี คนไทยจ่ายค่า Adder ไปแล้ว 344,996.84 ล้านบาท เฉพาะปี 2568 จ่ายไป 14,487.09 ล้านบาท

จากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาเปิดเผยพร้อมสนับสนุนตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT