ประเด็นพลังงาน ในคำแถลงนโยบายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา ณ วันที่ 9 เมษายน 2569

จากคำแถลงนโยบายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน พบว่า มี 6 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด

จากคำแถลงนโยบายจะเห็นว่าไม่มีการลงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่านโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดนั้นคืออะไร เป็นพลังงานสะอาดประเภทใด และทำการสนับสนุนอย่างไร อย่างไรก็ตามจากร่างแผน PDP2024 พบว่าประเทศไทยกำหนดการใช้พลังงานสะอาดอยู่ที่ 51% ภายในปี 2580 ในขณะที่ประเทศไทยประกาศแผน NDC 3.0 โดยกำหนดเป้าหมาย Net Zero ภายใน 2050 เร็วขึ้นจากแผนเดิมที่เคยวางไว้ 15 ปี จึงอาจจะต้องกำหนดเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 70% ภายในปี 2035 (พ.ศ. 2578) ดังนั้นจึงต้องติดตามว่าแผน PDP2026 ที่กำลังจะคลอดในไม่ช้านี้ จะกำหนดเป้าหมายสัดส่วนพลังงานสะอาดไว้เท่าไร จะสอดคล้องกับแผน NDC 3.0 และเป็นพลังงานสะอาดประเภทใดในสัดส่วนเท่าไหร่ ที่สำคัญนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลในพลังงานแต่ละประเภทนั้นจะเป็นเช่นไร 

  1. ปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ไม่ใช่เพียงการเปิดให้มีการขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานของผู้ประกอบการ หรือที่ใช้คำว่า Direct PPA ซึ่งปัจจุบันมีโควต้าเพียง 2,000 เมกะวัตต์เท่านั้น การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรียังต้องหมายรวมไปถึงการเปิดให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตและผู้ขายไฟได้ด้วย แต่ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังอยู่ภายใต้โครงสร้างที่มีผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer: ESB) โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว

ดังนั้นหากรัฐบาลจะปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี จะต้องยกเลิกโครงสร้างที่มีผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer: ESB) และเปิดให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตและผู้ขายไฟได้

  1. สัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) 

ปัจจุบันภาครัฐมีนโยบาย Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ Data Center สามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้โดยตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้า ไม่เกิน 2,000 MW โดยใช้ระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า (TPA) 

แต่นโยบาย Direct PPA กลับมีให้เฉพาะกลุ่มธุรกิจใหม่อย่าง Data Center เท่านั้น ในขณะที่ภาคผลิตและภาคบริการเดิม ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากมาตรการทางด้านภาษีจากการส่งออกก็ต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดเช่นเดียวกัน แต่กลับไม่มีนโยบายเพื่อช่วยเหลือที่ครอบคลุมและเป็นธรรม  

โดยประเทศไทยได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) รวมมูลค่ากว่า 1.95 ล้านล้านบาท โดยกว่า 45% (900,000 ล้านบาท) มาจากประเทศที่มีนโยบายพลังงานสะอาดที่ชัดเจน เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา หากประเทศไทยยังไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดให้เพียงพอ นักลงทุนจากประเทศเหล่านี้อาจตัดสินใจย้ายการลงทุนไปยังประเทศที่สามารถตอบสนองด้านความยั่งยืนได้ดีกว่า 

ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่จะสนับสนุนโครงการ Direct PPA อย่างจริงใจก็ควรจะเปิด Direct PPA ให้กับภาคผลิตและภาคบริการเดิมด้วย ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจใหม่อย่าง Data Center  

  1. สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) 

แม้รัฐบาลจะประกาศสนับสนุน Prosumer แต่โครงสร้างนโยบายที่ผ่านมาสะท้อนว่ายังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของภาคประชาชน โดยกระทรวงพลังงานประเมินว่าในปี 2566 มีศักยการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยประมาณ 121,000 เมกะวัตต์ แต่นโยบายโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนที่เป็นอยู่ปัจจุบันมุ่งเน้นให้ ‘ผลิตไฟใช้เอง เหลือขายเข้าระบบ’ ภายใต้โควตาการรับซื้อ 90 เมกะวัตต์ ราคา 2.2 บาท/หน่วย อายุสัญญา 10 ปี ขนาดติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ไฟประเภท 1 (บ้านอยู่อาศัย) เท่านั้น และปัจจุบันได้หยุดการรับซื้อแล้วเนื่องจากโควตาเต็ม โดยต้องรอความชัดเจนจากแผนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่

ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่จะสนับสนุน Prosumer อย่างแท้จริง ควรเริ่มจากการปลดล็อคการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป โดยรัฐต้องเปิดโควตารับซื้อโซลาร์จากภาคประชาชน เริ่มต้นอย่างน้อย 1,500 เมกะวัตต์ เท่ากับการซื้อไฟจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนภายใต้นโยบาย Quick big win ภายในปี พ.ศ. 2569-2570 และเปิดทางให้ผู้มีขนาดติดตั้งมากกว่า 10 กิโลวัตต์ รวมถึงผู้ใช้ไฟประเภท 2 มีสิทธิขายไฟเข้าระบบได้

  1. พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) 

ประเทศไทยมีแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด พ.ศ. 2558 – 2579 ซึ่งปัจจุบันเราได้เดินทางมาถึงการพัฒนาระยะกลางระหว่างปี 2565 – 2574 แต่แม้จะมาถึงครึ่งทางของแผนแล้วกลับพบว่าเรามีโครงการนำร่องพัฒนาสมาร์ทกริดเพียงที่เดียวคือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นร่วม 720 ล้านบาท 

แต่นอกจากโครงการนำร่องแล้วจะพบว่าแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดไม่ได้มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าไปตามระยะเวลาที่ควรจะเป็นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นในอนาคตได้ มากไปกว่านั้นคือความไม่ชัดเจนของงบประมาณในการลงทุน เนื่องด้วยเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณในการลงทุนสูงมาก ซึ่งการที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เกิดช้ามากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ช้าลงไปอีก  

ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีแผนการที่ชัดเจน โดยเฉพาะในด้านเงินลงทุน เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ให้ได้ตามปีเป้าหมาย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสอดคล้องกับแผนงานอื่นๆ ทั้งแผน PDP และแผน NDC 3.0

  1. ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน/ชุมชน 

แม้คำว่าลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน/ชุมชนจะฟังดูดี แต่กลไกที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงยังไม่ชัดเจนในการแถลงนโยบาย โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์ฟาร์มชุมชนจะลดค่าไฟให้ประชาชนได้อย่างไรในทางปฎิบัติ หาก กฟผ. รับซื้อไฟจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเข้ามาในระบบ แต่ชุมชนยังต้องซื้อไฟจากการไฟฟ้าในอัตราปกติ ผลประโยชน์ที่ชุมชนได้รับอาจเป็นเพียงรายได้จากการขายไฟ ไม่ใช่ค่าไฟที่ถูกลง

โดยจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอดีตที่ผ่านมา พบว่าเป็นการเน้นให้เอกชนเข้ามาลงทุนเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น เช่น โครงการ RE big lot ครั้งที่ 1 และ 2 มีการรับซื้อโซลาร์แบบติดตั้งบนพื้นดิน และโซลาร์ติดตั้งบนพื้นดินพร้อมแบตเตอรี่รวมทั้งสิ้น 4,942.06 เมกะวัตต์ (สัญญา 25 ปี) มากกว่าโควตาโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนถึง 55 เท่า

หากเป้าหมายที่แท้จริงคือการลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มภายใต้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาลงทุน แต่รัฐบาลควรแก้ที่ต้นตอของโครงสร้างค่าไฟ โดยเฉพาะภาระ Take or Pay ในสัญญาซื้อไฟฟ้ากับเอกชนที่ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องปีละหลายหมื่นล้านบาท ควบคู่กับการสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน พร้อมระบบ Net Billing อย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ประชาชนผลิตไฟใช้เองและขายคืนได้มากกว่าปัจจุบัน 

อ่านคำแถลงนโยบายฉบับเต็ม ที่นี่

#แถลงนโยบาย #นโยบายรัฐบาล #นโยบายพลังงาน #นายกรัฐมนตรี

ข่าวยอดนิยม

เสวนา “คนอุบลเอาบ่? : น้ำท่วม เขื่อนใหม่ ค่าไฟแพง” เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 68 เนื่องในวันปฏิบัติการเพื่อแม่น้ำสากล หรือวันหยุดเขื่อนโลก (International Day of Action for Rivers : Against Dams)

เวทีเสวนา “สัญญา Adder กับภาระค่าไฟ : ยกเลิกได้จริงไหม ยกเลิกอย่างไร” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ฉากทัศน์ในการยกเลิกสัญญา Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย, วัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย), นที สิทธิประศาสน์ คณะกรรมการสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100) และ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน JustPow เสนอ 3 ฉากทัศน์การยกเลิกสัญญา Adder  สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow นำเสนอข้อมูลโดยจำลองความเป็นไปได้ของนโยบายที่อาจเกิดขึ้นออกเป็น 3 ฉากทัศน์ […]

ภาคประชาชนจัดเวทีเสวนาคู่ขนานวัน Earth Hour เปิดโครงสร้างปัญหาค่าไฟไม่แฟร์ และชวนปิดสวิตช์ตัวการทำค่าไฟแพง

“ขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 และรัฐมนตรีพลังงานไม่มีอำนาจใน กกพ. เลย ส่วน กฟผ. นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจแค่กำกับ” ศศิกานต์​ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำชี้แจงของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในประเด็นเรื่องโครงการซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนรอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ ณ วันที่ 20 เมษายน 2568 จากกรณีโครงการประมูลไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ ที่จะมีการลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าในส่วนของโครงการที่ยังไม่ได้ลงนามในวันที่ 19 เมษายน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น โดยก่อนหน้านี้ มีโครงการที่ กฟผ. เกี่ยวข้อง 83 โครงการ และเซ็นสัญญาแล้ว 67 โครงการ และมีการเปิดเผยว่าในวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา มีการลงนามเพิ่มอีก 3 สัญญา โดยยังเหลือที่ยังไม่ได้ลงนามอีก 16 สัญญา โดยกล่าวว่าที่ต้องลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้านั้นมาจากการที่มีเงื่อนไขกำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย […]

ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2567 (PDP2024) มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 19-23 มิถุนายน 2567 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้การจัดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นยังเป็นการเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านใต้โพสต์เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของ

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

เงินกู้ 2 แสนล้านกับความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ 

จากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ นำเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ  ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับงบประมาณจากเงินกู้ 2 แสนล้านนั้นเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ในขณะเดียวกลับพบว่าประเทศไทยพึ่งกาการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ในขณะที่ส่วนที่ผลิตในประเทศไทยก็เป็นการตั้งโรงงาน/บริษัทของต่างประเทศเพื่อผลิตส่งออกไปขายอีกทีหนึ่ง JustPow ชวนลองคำนวณว่าโครงการต่างๆ ที่มีการใช้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ในเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ แค่ไหน อย่างไรบ้าง โครงการสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 ล้านบาท ต้องใช้งบเท่าไรจากการนำเข้าอุปกรณ์จากจีน จากการคำนวณต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) โดย RE Generation พบว่าต้นทุนในการติดตั้งแบ่งเป็น 7 รายการหลัก ได้แก่ *ค่าแรงและการดำเนินการ รวมค่าแรงติดตั้ง […]

เงิน Claw Back 1.6 หมื่นล้านบาท ที่จะเอามาพยุงค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 69  คืออะไร เอามาจากไหน 

จากการที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ระหว่าง 13-20

หน่วยงานรัฐไทยจ่ายค่าไฟปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท 

จากกรณีค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกนำมาเฉลี่ยเก็บจากบิลผู้ใช้ไฟ 10 สตางค์ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า ควรจะจัดการอย่างไรดี เพราะเมื่อดึงกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่มีไฟสาธารณะเป็นคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท. สุดท้ายแล้วงบประมาณในส่วนนี้ก็มาจากภาษีประชาชน JustPow ชวนมาสำรวจ ‘ค่าไฟ’ ของหน่วยงานภาครัฐ ว่าแต่ละปีต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ หน่วยงานไหนจ่ายมาก-น้อย ที่สุด จากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนรายการที่เป็น ‘ค่าไฟฟ้า’ จะพบว่ามีการตั้งงบประมาณไว้ 10,951,969,600 บาท โดยหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน 2,378,236,400 โดยที่กองทัพบกมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุด 1,179,393,900 บาท  อันดับสองคือ กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2,034,119,100 บาท ซึ่งเป็นเพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมกว่า 98 แห่งทั่วประเทศ และยังมีสถาบันอื่่นๆ อีก จึงทำให้ค่าไฟฟ้าที่สูง  อันดับสาม คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 848,224,500 บาท […]

ประเทศไทยใช้ไฟสาธารณะเท่าไหร่ : สำรวจปริมาณการใช้ไฟสาธารณะในแต่ละจังหวัด พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินว่าต้องจ่ายเท่าไหร่

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาเปิดเผยว่าค่าไฟที่มาจากไฟสาธารณะต่างๆ ถูกบรรจุอยู่ในบิลค่าไฟ ในส่วนของค่าไฟฐานประมาณ 10 สตางค์ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก JustPow ชวนสำรวจว่าแต่ละจังหวัดในประเทศไทยมีการใช้ไฟสาธารณะเป็นจำนวนเท่าไหร่ พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินจากอัตราค่าไฟในปัจจุบันดูว่า หากคิดเป็นค่าไฟ แต่ละจังหวัดมีค่าไฟจากไฟสาธารณะเท่าไหร่ต่อปี  จากข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัดสาขา ปี 2566 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการแยกการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดต่างๆ ออกเป็น 12 ประเภท คือ บ้านที่อยู่อาศัย, กิจการขนาดเล็ก, กิจการขนาดกลาง, กิจการขนาดใหญ่, กิจการเฉพาะอย่าง, ไฟสำรอง, ไฟที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้, ไฟฟ้าสาธารณะ, ราชการ/รัฐวิสาหกิจ, การสูบน้ำ, ไฟฟ้าชั่วคราว และสถานีชาร์จรถ EV พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้ไฟสาธารณะมากที่สุด 342.1 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 7.69% ของการใช้ไฟสาธารณะทั้งประเทศ  รองลงมาคือชลบุรี 133.50 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 3% นครปฐม 132.89 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 2.99% […]