ประเทศไทยบนทางแพร่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ธัญญาภรณ์ สุรภักดี
โครงการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในประเทศไทย

Net zero emission คำตอบที่ต้องลงมือทำเพื่ออนาคต

หากพูดถึงโลกร้อน (Global warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) คงไม่มีใครปฏิเสธถึงการมีอยู่ของปัญหาเหล่านี้ และนับเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงที่เราทุกคนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2562 พบว่า อุตสาหกรรมพลังงาน (Energy industries) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดจำนวน 103.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นร้อยละ 28 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดคือ 372.ล้านตันคาร์บอนฯเทียบเท่า

การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy transition) โดยเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลผลิตไฟฟ้าสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพหรือ Energy efficiency จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งเดินหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net zero emission) โดยประเทศไทยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30-40% ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) (จากก๊าซเรือนกระจกจำนวน 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ซึ่งเป็นค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกรณีดำเนินงานปกติ (Business As Usual: BAU) ในปี 2573 ) และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050)  รวมถึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในหรือก่อนปี 2608 (ค.ศ.  2065)

ก๊าซธรรมชาติสะอาดจริงหรือ…?

เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2529-2565 จะเห็นได้ว่าเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ไฟฟ้าที่เราใช้ถูกผลิตจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก รองลงมาคือถ่านหิน และการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนพลังงานหมุนเวียนถูกเริ่มนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าในช่วง 20 ปีหลัง โดยในปี 2565 สัดส่วนไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 10% ขณะที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ผลิตจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ คิดเป็น 53%

จากการที่ประเทศไทยพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมากที่สุด (เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน และน้ำมัน) ถึงแม้ในแง่การผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย น้ำมัน และถ่านหินจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าก๊าซธรรมชาติก็ตาม

จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ณ ปี 2565 กำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ในระบบทั้งหมดยังคงพึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นหลักประมาณ 57% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีอยู่ในระบบประมาณ 13% 

เรากำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน?

ถึงแม้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีแผนจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในช่วงปี 2564-2573 และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ในระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ PDP 2023 (ปี 2566-2580) โดยเน้นให้มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 50%

แต่อีกด้านหนึ่งก็มีนโยบายเน้นการเปิดเสรีและจัดหาก๊าซธรรมชาติเพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบพลังงานของประเทศ รวมถึงนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG (Liquified Natural Gas) เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวของอาเซียน หรือ Regional LNG Hub

เมื่อพิจารณาความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติและปริมาณที่มีในประเทศ รวมถึงการนำเข้าจากพม่า จะพบว่าในขณะที่ความต้องการใช้งานก๊าซธรรมชาติยังคงมีอยู่ แต่ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากทั้ง 2 แหล่งมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ตัวเลขการนำเข้า LNG เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มมีการนำเข้าเมื่อปี 2554 จนกระทั่งปี 2563 ปริมาณการนำเข้า LNG ของไทยแซงหน้าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่า รวมถึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นก็ตาม

อีกทั้งในแผนบริหารจัดก๊าซธรรมชาติ ปีค.ศ. 2018 (Gas Plan 2018) ได้คาดการณ์ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มจาก 4,676 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2561 เป็น 5,348 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในปี 2580 ซึ่งความต้องการใช้งานก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคการผลิตไฟฟ้า รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม โรงแยกก๊าซ(กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) และภาคขนส่ง

จากการคาดการณ์ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติดังกล่าว ทำให้ต้องมีการจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้งาน เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในอ่าวไทยและพม่า รวมถึง LNG ที่เป็นสัญญาระยะยาวมีแนวโน้มลดลง

ในปี 2580 ก๊าซจากพม่าและอ่าวไทยรวมกันคิดเป็น 32% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด นั่นหมายความว่าเราต้องจัดหาก๊าซธรรมชาติมาเพิ่มอีก 68% เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้งาน ซึ่งดูเหมือนว่าคำตอบที่อยู่ใน Gas plan 2018 คือการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น

ทางแพร่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

จะเห็นได้ว่าการผลิตไฟฟ้าของไทยยังคงพึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และมีแนวโน้มที่จะพึ่งพิงต่อไปในอนาคต จนดูเหมือนเราไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้เลย

ในขณะที่ภูเขาอีกลูกของการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั่นก็คือ ประเทศไทยเผชิญกับปัญหากำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ และแน่นอนว่าโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ในระบบเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งใน 10 ปีข้างหน้า(ปี 2566-2576)  จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ รวมถึงซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 11,700 เมกะวัตต์ (ดังตารางที่ 1) (ไม่รวมการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก (VSPP))  ซึ่งต้นทุนทั้งหมดถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคผ่านบิลค่าไฟ

ที่มา:

1/ รายงานประจำปี 2565 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สืบค้นจาก https://www.egat.co.th/home/wp-content/uploads/annual/2565/
2/  สถานภาพรับซื้อไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าต่างประเทศ, กฟผ. (ข้อมูล ณ 15 กันยายน 2566) สืบค้นจาก https://www.ppa.egat.co.th/fppdx/

ที่สำคัญคือ อายุของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 25 ปี และหากไทยยังต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติต่อไป นั่นหมายความว่า เราต้องเดินหน้านำเข้า LNG เพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างท่าเทียบเรือ (LNG receiving terminal) เพื่อรองรับการนำเข้า LNG

ปัจจุบัน ไทยมีท่าเทียบเรือ LNG อยู่ 2 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง และกำลังจะมีแห่งที่ 3 อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ โดยตั้งอยู่ในพื้นที่มาบตาพุดเช่นเดียวกัน

สถานการณ์ตอนนี้เหมือนว่าเรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างการเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคงพลังงาน รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ของภูมิภาค

นำมาซึ่งคำถามสำคัญคือ เส้นทางเหล่านี้เป็นเส้นทางที่สามารถเดินไปพร้อมกันได้หรือไม่ หากเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนต้องการคือการพัฒนาที่ยั่งยืน นี่คือคำถามที่เราต้องการการพิจารณาและใคร่ครวญอย่างรอบคอบ เพื่อส่งมอบอนาคตที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป 

บทความยอดนิยม

ในช่วงต้นปี 2568 รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านมาตรการปรับลดค่าไฟฟ้า โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติปรับค่าไฟฟ้าเรียกเก็บสำหรับรอบเดือนมกราคม – เมษายน 2568 อยู่ที่ 4.15 บาท/หน่วย ลดลงจากงวดก่อนหน้า 3 สตางค์/หน่วย โดยยืดการจ่ายหนี้ค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซฯ ของ กฟผ. และ ปตท. ที่สะสมอยู่จำนวน 85,226 ล้านบาท ออกไปก่อน ความพยายามที่จะลดค่าไฟฟ้าถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลเพื่อไทยเน้นย้ำที่จะช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน โดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568  ประกาศถึงความตั้งใจที่จะลดค่าไฟฟ้าให้อยู่ที่ 3.70 บาท/หน่วยให้ได้  เพื่อตอบรับนโยบายลดค่าไฟฟ้านี้ ในวันที่ 15 มกราคม 2568 ที่ประชุม กกพ. ได้มีมติเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ทบทวน และปรับปรุงต้นทุนค่าไฟฟ้าในส่วนค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (Policy Expense) ซึ่งประกอบด้วย โครงการอุดหนุนส่วนต่างต้นทุน […]

นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เผชิญกับภาวะ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บเคยได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 4.72 บาท/หน่วย อันนำมาซึ่งภาระ ‘หนี้ กฟผ.’ ที่มีมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาท แม้ว่าในปัจจุบันอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจะลดลงจากช่วงเวลาดังกล่าว แต่ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง และในการปรับอัตราค่าไฟฟ้าแต่ละรอบ ก็ยังคงมีการดำเนินแนวทางให้ กฟผ. รับภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติกำหนดเป้าหมายค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 ให้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย ภายหลังจากที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศตรึงค่าไฟฟ้าที่ 4.15 บาท/หน่วยไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2568 กกพ. จึงมีมติปรับลดค่าไฟฟ้ารอบเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2568 เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย เพื่อสนองนโยบายรัฐ โดยเป็นการนำเงินเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw Back) ประมาณ […]

แผนพลังงานชาติ (NEP) คืออะไร  ทำไมเพิ่งจะมี ?   แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) หรือ

ร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่ม Fossil Free Thailand ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชุมชนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า และเครือข่ายภาคประชาชน จ. ฉะเชิงเทรา ตลอดจนกลุ่มองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมในประเทศไทย  ให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์

ในยุคแห่ง “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ธนาคารพาณิชย์น้อยใหญ่ทั่วโลกต่างประกาศรับมาตรฐานและหลักการสากลต่างๆ ด้าน “ธุรกิจยั่งยืน” มาประดับบารมี ขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนขององค์กร และสร้างการยอมรับจากสังคม

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

JustPow เปิดตัวเว็บแอปฯ ‘ค่าไฟไปไหน’

ชวนคนไทยมาชำแหละบิลค่าไฟที่จ่ายแต่ละเดือนว่ามีค่าอะไร แล้วจ่ายให้ใครบ้าง

ไทยติดกับดักเชื้อเพลิงฟอสซิล แผนพลังงานสวนทางเป้าหมาย Net Zero 2050

วันนี้ (7 พ.ย. 2025) JustPow ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านข้อมูล องค์ความรู้ การสื่อสารในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม จัดงาน “อนาคตพลังงานจากก๊าซฟอสซิลภายใต้การเดินทางสู่ Net Zero 2050 ของประเทศไทย” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

พืชผลการเกษตรและคุณภาพชีวิตรอบโรงไฟฟ้าที่อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษ

โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ซึ่งเชื้อเพลิงหลักคือก๊าซธรรมชาติจากบริษัท ปตท. โดยคาดว่าจะมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติประมาณ 31,025 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี ส่วนเชื้อเพลิงสำรอง

ไม่แคร์  Net Zero ไม่แคร์ค่าไฟแพง ประเทศไทยเดินหน้านำเข้า LNG เพิ่ม พร้อมสร้างท่าเรือ LNG แห่งที่สาม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากการใช้ถ่านหินและน้ำมันผลิตไฟฟ้า ไปสู่ยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’ จากการค้นพบและใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้สร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้การจัดหาก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องจัดหาก๊าซเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก