น้ำท่วม เขื่อนลาว นักลงทุนไทย ค่าไฟแพง : สำรวจเขื่อนผลิตไฟฟ้าในลาวที่ขายไฟให้กับไทย

  • โครงการน้ำงึม 1 ถือเป็นการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำสัญญาแรกระหว่างไทยและลาว ในปี 2517 โดยมีราคารับซื้ออยู่ที่หน่วยละ 1.20 บาท ในช่วงที่มีความต้องการการใช้ไฟฟ้าต่ำ และในราคาหน่วยละ 1.60 บาท ในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด
  • ในปี 2536 รัฐบาลไทย และ สปป.ลาว มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องความร่วมมือด้านการพัฒนาไฟฟ้าในลาว ปัจจุบันรวมแล้ว 5 ฉบับ โดยฉบับที่ห้า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 ขยายความร่วมมือด้านไฟฟ้าไทย-ลาว จากกำลังการผลิต 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์
  • แม้จะเป็นเขื่อนในลาว แต่กว่า 90% ของการผลิตไฟฟ้านั้นผลิตขึ้นเพื่อขายให้แก่ประเทศไทย นอกจากนั้น 60% ของบริษัทที่ถือหุ้นในเขื่อนต่างๆ โดยคำนวณตามกำลังการผลิตไฟฟ้ายังเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลักเป็นบริษัทไทยอีกด้วย
  • ธนาคารในประเทศไทยเป็นผู้ปล่อยเงินกู้เพื่อให้โครงการเขื่อนต่างๆ ในลาวนั้นสร้างขึ้นได้ โดยเฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ปล่อยกู้ 6 โครงการจาก 7 โครงการ รองลงมาคือ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า และธนาคารกรุงเทพ ปล่อยกู้ 5 โครงการ ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย 3 โครงการ 
  • ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบ 51,414.30 เมกะวัตต์ สูงกว่าการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2567 ที่ 36,792.10 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าเรามีกำลังไฟฟ้าสำรองสูงถึง 14,622.20 เมกะวัตต์ แต่เราก็กำลังจะมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติบูรพาพาวเวอร์ 540 เมกะวัตต์ เขื่อนหลวงพระบาง จำนวน 1,400 เมกะวัตต์ เขื่อนปากลาย 763 เมกะวัตต์ และยังจะสร้างเขื่อนปากแบง เขื่อนเซกอง 4A และ 4B รวมไปถึงเขื่อนสานะคาม และเขื่อนภูงอยอีกในอนาคต

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคอีสานตอนเหนือในช่วงเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแถบจังหวัดที่ติดกับแม่น้ำโขง ซึ่งปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่สูงจากทั้งพายุ ฝนตกหนักและการที่เขื่อนในแม่น้ำโขงปล่อยน้ำ ทำให้แม่น้ำสาขาในแต่ละจังหวัดไม่สามารถระบายน้ำลงแม่น้ำโขง จนเกิดการเอ่อล้นและท่วมในหลายพื้นที่ ในขณะเดียวกันภายใต้กรอบ MOU ความร่วมมือด้านไฟฟ้าไทย-ลาว ก็จะทำให้มีเขื่อนในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นมาอีก รวมไปถึงในร่างแผน PDP2024 ฉบับใหม่ที่กำหนดการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้อีก 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างเขื่อนใหม่ขึ้นอีกด้วยเช่นกัน ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน กรณีข้อเสนอต่อการสร้างเขื่อนสานะคามที่ผ่านมา 

JustPow ชวนดูข้อมูลเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ไทยซื้อไฟจากลาวจากอดีตจนถึงอนาคต 

จุดเริ่มต้นการซื้อขายไฟ ไทย-ลาว 

ในปี 2509 สปป.ลาว ได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนอเนกประสงค์ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 8 พันล้านลูกบาศก์เมตร และมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 150 เมกะวัตต์ แต่ สปป.ลาว ขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะใช้ในการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม รัฐบาลไทยจึงให้ความช่วยเหลือในรูปแบบสินเชื่อ โดยสนับสนุนไฟฟ้าและปูนซิเมนต์ในการก่อสร้าง ซึ่ง สปป.ลาว จะคืนผลตอบแทนเป็นการขายไฟฟ้าที่เหลือใช้ภายใน สปป.ลาว ให้กับไทยในราคาที่เหมาะสม

จากนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเริ่มส่งไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 1 ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2511 ถึง 10 พฤศจิกายน 2514 และเมื่อเขื่อนน้ำงึมก่อสร้างเสร็จจึงเริ่มเดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนมายังประเทศไทยเพื่อชำระหนี้คืนให้ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2514 ถึง 31 สิงหาคม 2517 

การซื้อขายไฟ ไทย-ลาว นอกกรอบ MOU ในแบบ Non-Firm

หลังการชำระหนี้สิ้นสุดลง กฟผ.ได้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการน้ำงึม 1 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2517 เป็นจำนวน 145 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำสัญญาแรกระหว่างไทยและลาว โดยมีราคารับซื้ออยู่ที่หน่วยละ 1.20 บาท ในช่วงที่มีความต้องการการใช้ไฟฟ้าต่ำ และในราคาหน่วยละ 1.60 บาท ในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด

จากนั้น กฟผ. ก็ได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสด ซึ่งเป็นสัญญาที่ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (ฟฟล.) จะขายไฟฟ้าส่วนที่เกินจากความต้องการใช้ไฟฟ้าภายใน สปป. ลาว ที่ผลิตจากโครงการเซเสด 1 กำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ และเซเสด 2 กำลังการผลิต 76 เมกะวัตต์ ให้ กฟผ. ผ่านบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี โดยลงนามในสัญญาฯ วันที่ 30 เมษายน 2544 และสิ้นสุดอายุสัญญาวันที่ 30 เมษายน 2560 ซึ่งภายหลังได้มีการรวมสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสดไปรวมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าน้ำงึม 1 ในปี 2560 และปรับราคาตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น 

ต่อมาในปี 2545 ไทยก็ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำลึก ซึ่งมีกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ โดยเป็นการซื้อขายไฟฟ้าส่วนที่เกินจากความต้องการใช้ไฟฟ้าภายใน สปป. ลาว ที่ผลิตจากโครงการเขื่อนน้ำลึก และต่อมาในปี 2562 ก็มีมติให้สัญญาการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำลึกไปรวมอยู่ในสัญญาการซื้อไฟฟ้าน้ำงึม 1 รวมไปถึงในปี 2555 สปป. ลาว เสนอขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการห้วยลำพันใหญ่ขนาด 88 เมกะวัตต์ ผ่านสัญญาฯ เซเสด โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าและเงื่อนไขเดียวกับสัญญาฯ เซเสด โดยกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ปี 2558

ปัจจุบัน ในปี 2567 พบว่ายังมีการซื้อไฟฟ้าในระบบ Non-Firm ซึ่งหมายถึง สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่บังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายรับซื้อหรือไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายสามารถปฏิเสธไม่รับซื้อไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้ ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่ผูกมัดปริมาณไฟที่จะขายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยไทยซื้อไฟฟ้าจาก สปป. ลาว ในระบบ Non-Firm จากโครงการน้ำงึม 1 อยู่ 821.64 ล้านหน่วย ราคาหน่วยละ 2.1 บาท เช่นเดียวกันกับโครงการเซเสด ที่มีการซื้อ 138.66 ล้านหน่วย ในราคาเดียกวันกับน้ำงึม 1 โดยมีการซื้อไฟฟ้าเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคมเท่านั้น 

การซื้อขายไฟ ไทย-ลาว ภายใต้กรอบ MOU 

ในปี 2536 รัฐบาลไทย และ สปป.ลาว มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องความร่วมมือด้านการพัฒนาไฟฟ้าในลาว รวม 5 ฉบับ โดยเริ่มจาก MOU ฉบับแรกเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2536 กำหนดจะรับซื้อไฟฟ้าจำนวน 1,500 เมกะวัตต์ ฉบับที่สองเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 ขยายการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 3,000 เมกะวัตต์ ฉบับที่สามเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ขยายการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ฉบับที่สี่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2550 ขยายการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 7,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 และฉบับที่ห้า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2565 ขยายความร่วมมือด้านไฟฟ้าไทย-ลาว จากกำลังการผลิต 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์

โดยโครงการที่มีการจ่ายไฟฟ้าพาณิชย์เข้าระบบของ กฟผ. แล้ว คือ 

  1. โครงการเทิน-หินบุน กำลังการผลิต 240 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2541 จำนวน 220 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 1.82 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 27 ปี
  2. ห้วยเฮาะ กำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2542 จำนวน 126 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 1.26 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี 
  3. โครงการน้ำเทิน 2 กำลังการผลิต 1,070 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2553 จำนวน 948 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 1.7 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี 
  4. โครงการน้ำงึม 2 กำลังการผลิต 615 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2554 จำนวน 597 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 1.99 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี 
  5. โครงการเทิน-หินบุนส่วนขยาย กำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟเข้าระบบปี 2555 ในราคาหน่วยละ 1.82 บาท ซึ่งโครงการเทินหินบุน และเทินหินบุนส่วนขยายรวมกันนั้น จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบรวมจำนวน 434 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี 
  6. โครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย กำลังการผลิต 418 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟเข้าระบบปี 2562 จำนวน 354 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.63 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 27 ปี 
  7. โครงการน้ำเงี้ยบ 1 กำลังการผลิต 297 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟเข้าระบบปี 2562 จำนวน 269 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.32 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 27 ปี 
  8. โครงการไซยะบุรี กำลังการผลิต 1,362 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟเข้าระบบปี 2562 จำนวน 1,220 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.16 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 31 ปี 
  9. โครงการน้ำเทิน 1 กำลังการผลิต 650 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟเข้าระบบปี 2565 จำนวน 514 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.67 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 27 ปี 

การซื้อขายไฟไทย-ลาว ที่เซ็นสัญญาไปแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่สร้าง

นอกจากการซื้อไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก MOU ไทย-ลาว แล้ว จากการกำหนดการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ที่ 10% ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย PDP2018 Rev.1 ยังทำให้เกิดการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าในลาวแล้วขายกลับมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยมีทั้ง 

  1. เขื่อนหลวงพระบาง กำลังการผลิต 1,460 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการเซ็นสัญญาและก่อสร้างไปแล้ว โดยกำหนดให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2573 จำนวน 1,400 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.84 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี
  2. เขื่อนปากลาย กำลังการผลิต 770 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการเซ็นสัญญาและก่อสร้างไปแล้ว โดยกำหนดให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2575 จำนวน 763 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.69 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 29 ปี
  3. เขื่อนปากแบง กำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่ยังไม่ก่อสร้าง โดยกำหนดให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576 จำนวน 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.71 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 29 ปี
  4. เขื่อนเซกอง 4A และ 4B กำลังการผลิต 355 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการเซ็นสัญญาไปแล้วแต่ยังไม่ก่อสร้าง โดยกำหนดให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576 จำนวน 347.3 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.74 บาท ระยะเวลาสัมปทาน 27 ปี

เขื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งภายใต้แผน MOU หรือร่าง PDP2024

  1. เขื่อนเซกอง 5 กำลังการผลิต 330 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญาและยังไม่มีการก่อสร้าง 
  2. เขื่อนสานะคาม กำลังการผลิต 684 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญาและยังไม่มีการก่อสร้าง 
  3. เขื่อนภูงอย กำลังการผลิต 728 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญาและยังไม่มีการก่อสร้าง 
  4. เขื่อนน้ำงึม 3 กำลังการผลิต 480 เมกะวัตต์ โดยก่อนหน้านี้คาดว่าจะขายไฟเข้าระบบ 468.7 เมกะวัตต์ และจะเข้าระบบในปี 2569 มีระยะเวลาสัมปทาน 27 ปี ปัจจุบันพบว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติยกเลิกซื้อไฟฟ้าโครงการน้ำงึม 3 แล้ว

แม้เป็นเขื่อนในแม่น้ำโขง ได้ชื่อว่าเป็นเขื่อนลาว แต่แท้จริงแล้วมาจากนักลงทุนไทย

จากข้อมูลเขื่อนในลาวที่ขายไฟให้กับไทยทั้งหมด หากพิจารณาในส่วนของเขื่อนที่ทำสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าภายใต้ MOU (ไม่รวมการซื้อแบบ Non-Firm) ว่าบริษัทที่เป็นเจ้าของเขื่อนที่ขายไฟให้กับประเทศไทยนั้น เป็นบริษัทอะไร สัญชาติใด โดยพิจารณาจากสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่เฉพาะเขื่อนที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้ว จะพบว่า

อันดับหนึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทย จำนวน 2,240.55 เมกะวัตต์ รองลงมาคือบริษัทสัญชาติลาว จำนวน 1,453.46 เมกะวัตต์ อันดับ 3 เป็นบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส จำนวน 379.2 เมกะวัตต์ บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 180.54 เมกะวัตต์ บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น 121.05 เมกะวัตต์ และบริษัทสัญชาตินอร์เวย์ 86.80 เมกะวัตต์ 

และหากพิจารณาเฉพาะเขื่อนที่ทำสัญญาแล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายไฟเข้าระบบ ซึ่งมี 4 เขื่อน คือ ปากลาย หลวงพระบาง บากแบง และเซกอง 4A และ 4B จะพบว่า อันดับหนึ่งยังเป็นบริษัทสัญชาติไทย ที่ได้จำนวน 2,351.1 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นบริษัทสัญชาติจีน 457.47 เมกะวัตต์ และบริษัทสัญชาติลาว 209.6 เมกะวัตต์ 

และหากพิจารณารวมทั้งหมด จะพบว่า 

บริษัทที่เป็นเจ้าของเขื่อนที่ขายไฟให้กับประเทศไทยนั้น เป็นบริษัทสัญชาติไทยมากที่สุด จำนวน 4,591.65 เมกะวัตต์ คิดเป็น 63.30% รองลงมาเป็นบริษัทสัญชาติลาว จำนวน 1,663.06 เมกะวัตต์ คิดเป็น 21.13% อันดับ 3 เป็นบริษัทสัญชาติจีน 457.47 เมกะวัตต์ คิดเป็น 5.81% ฝรั่งเศส 379.2 เมกะวัตต์ คิดเป็น 4.82% เกาหลีใต้ 180.54 เมกะวัตต์ คิดเป็น 2.29% ญี่ปุ่น 121.05 เมกะวัตต์ คิดเป็น 1.54% และนอร์เวย์ 86.80 เมกะวัตต์ คิดเป็น 1.10%

จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นเขื่อนในลาว แต่กว่า 90% ของการผลิตไฟฟ้านั้นผลิตขึ้นเพื่อขายให้แก่ประเทศไทย นอกจากนั้นเกือบ 60% ของบริษัทที่ถือหุ้นในเขื่อนต่างๆ คำนวณตามกำลังการผลิตไฟฟ้า ยังเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลักเป็นบริษัทไทยอีกด้วย

โดยหากพิจารณาบริษัทที่เป็นเจ้าของโครงการในเขื่อนที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้วจะพบว่าบริษัทที่มีการลงทุนในเขื่อนลาวมากที่สุดตามสัดส่วนการถือหุ้น 3 อันดับแรก ได้แก่ EDL-Gen จำนวน 755.85 เมกะวัตต์ ตามมาด้วย EGCO Group 612.8 เมกะวัตต์ และ CKP 518.5 เมกะวัตต์ 

และในส่วนของเขื่อนที่ทำสัญญาไว้แล้วแต่ยังไม่จ่ายไฟเข้าระบบ ทั้ง 4 เขื่อนพบว่า บริษัทที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ GULF จำนวน 1,482.39 เมกะวัตต์ รองลงมาคือ CKP 700 เมกะวัตต์ ขณะที่อันดับสามคือ China Datang Corporation Ltd. (CDT) จำนวน 457.47 เมกะวัตต์

แต่หากพิจารณาเขื่อนทั้งหมด ทั้งที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้ว และที่เซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายไฟเข้าระบบ ตามการถือหุ้นทางอ้อมของบริษัท รวมถึงการถือหุ้นในบริษัทย่อยๆ ร่วมด้วยแล้ว จะพบว่า กลุ่ม ช.การช่าง ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ช.การช่าง, บริษัทในเครืออย่าง CKP และนับรวมการถือหุ้นทางอ้อมในบริษัท SouthEast Asia Energy Co., Ltd ที่ CKP เข้าไปถือหุ้นเป็นสัดส่วน 56% เมื่อรวมแล้วทำให้ กลุ่ม ช.การช่าง มีการลงทุนในเขื่อนลาวมากที่สุด จำนวน 1,699.60 เมกะวัตต์ คิดเป็น 21.60% 

รองลงมาคือ กลุ่มกัลฟ์ ประกอบด้วยบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยอย่าง Gulf International Investment Hong Kong Limited ที่ได้เข้าไปถือหุ้นใน EDL-Gen เป็นสัดส่วน 0.46% ทำให้กลุ่มกัลฟ์ ได้กำลังการผลิตรวม 1,458 เมกะวัตต์ คิดเป็น 18.53%

อันดับสามคือ กลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบด้วย EGCO, EGATI และ ราช กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่ กฟผ. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 1,198.52 เมกะวัตต์ คิดเป็น 15.23% 

ไม่เพียงแค่บริษัทในประเทศไทยเท่านั้นที่ไปลงทุนในการสร้างเขื่อนลาวแล้วขายไฟให้ไทย แต่โครงการสร้างเขื่อนในลาวยังได้รับเงินกู้จากธนาคารในประเทศไทยอีกด้วย โดยพบว่า

  • โครงการเทินหินบุน ได้รับเงินกู้จากทั้ง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต* ธนาคารทหารไทย* และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • โครงการน้ำเทิน 2 ได้รับเงินกู้จากทั้ง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต* ธนาคารทหารไทย* และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • โครงการน้ำงึม 2 ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต* และธนาคารทหารไทย*
  • โครงการน้ำเงี้ยบ 1 ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • โครงการไซยะบุรี ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารทิสโก้
  • โครงการน้ำเทิน 1 ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า และธนาคารทิสโก้
  • โครงการหลวงพระบาง ได้รับเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์

จะเห็นได้ว่าธนาคารในประเทศไทยหลายธนาคารเป็นผู้ปล่อยเงินกู้เพื่อให้โครงการเขื่อนต่างๆ ในลาวนั้นสร้างขึ้นได้ โดยเฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ 6 โครงการจาก 7 โครงการ รองลงมาก็คือ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า และธนาคารกรุงเทพ ปล่อยกู้ใน 5 โครงการ ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย 3 โครงการ 

หมายเหตุ: * ชื่อก่อนการควบรวม

ปากแบง เขื่อนที่กำลังจะผุดขึ้นในแม่น้ำโขง ทั้งๆ ที่กำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบล้นเกิน 

โครงการเขื่อนปากแบง เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขง ทางเหนือของเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางตอนเหนือของประเทศ สปป.ลาว และห่างจากชายแดนไทย-ลาว ผาได 96 กม. มีกำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทไชน่าต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ 51% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 49% มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท สัญญาสัมปทาน 29 ปี โดยจะขายไฟให้แก่ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.7129 บาท ซึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะสามารถปิดการจัดหาเงินกู้ได้ภายในปลายปี 2567 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576 ปัจจุบันยังไม่มีการก่อสร้างเนื่องจากยังไม่สามารถหาเงินกู้จากธนาคารได้

ไม่เพียงแค่เขื่อนปากแบงแต่ยังมีเขื่อนเซกอง 4A และ 4B ที่เซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่สร้างเช่นเดียวกัน และล่าสุดกับเขื่อนสานะคามที่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนไปแล้ว รวมถึงเขื่อนภูงอยที่คาดว่าจะตามมาอีกในไม่ช้า 

จากข้อมูลจะพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวภายใต้ MOU รวมแล้ว 4,461.60 เมกะวัตต์ และเซ็นสัญญาไปแล้วอีก 4 เขื่อนคือ หลวงพระบาง ปากแบง ปากลาย และเซกอง 4A และ 4B อีก 3,407.30 เมกะวัตต์ รวมแล้ว 7,868.90 เมกะวัตต์ และหากรวมการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหงสา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศลาวอีก 1,473 เมกะวัตต์ รวมเป็น 9,342 เมกะวัตต์ 

ปัจจุบันประเทศไทย ในเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบ 51,414.30 เมกะวัตต์ ขณะที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2567 ณ วันที่ 2 พฤษภาคม อยู่ที่ 36,792.10 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าเรามีกำลังไฟฟ้าสำรองสูงถึง 14,622.20 เมกะวัตต์ 

โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบ 51,414.30 เมกะวัตต์ ก็จะสูงขึ้นไปอีกจากโรงไฟฟ้าที่จะเข้าระบบในอนาคต ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติบูรพาพาวเวอร์ กำลังการผลิต 540 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2570 รวมไปถึงเขื่อนหลวงพระบาง ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง กำลังการผลิต 1,460 เมกะวัตต์ โดยกำหนดให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2573 จำนวน 1,400 เมกะวัตต์ เขื่อนปากลายที่จะขายไฟเข้าระบบในปี 2575 จำนวน 763 เมกะวัตต์ 

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็มีแผนจะสร้างเขื่อนปากแบง เขื่อนเซกอง 4A และ 4B เขื่อนสานะคาม และเขื่อนภูงอยขึ้นอีก

เราจะสร้างเขื่อนเพิ่มไปทำไมกัน

ในร่างแผน PDP2024 กำหนดพลังงานน้ำจากเขื่อนต่างประเทศไว้ที่ 15% เพิ่มขึ้นจาก 9% ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการสร้างเขื่อนใหม่ในลาวอย่างน้อย 3 แห่ง จำนวน 3,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานสะอาดเกินกว่าครึ่งหรือ 51% 

วาทกรรมของการสร้างให้เขื่อนเป็น ‘พลังงานสะอาด’ ทำให้เกิดการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นคำถามที่สำคัญก็คือ เขื่อนเป็นพลังงานสะอาดจริงหรือ ในขณะที่พลังงานสะอาดมักวัดผลกันที่การปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เขื่อนเอง แม้จะไม่มีการเผาไหม้ก๊าซฟอสซิลดังเช่นโรงไฟฟ้าถ่านกินหรือโรงไฟฟ้าก๊าซ แต่การสร้างเขื่อน ที่ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีการทับถมกันของซากพืชซากสัตว์จำนวนมากนั้น ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทนจากอ่างเก็บน้ำ ส่งผลให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า และการปล่อยก๊าซมีเทนจากเขื่อนผลิตไฟฟ้าก็คิดเป็นสัดส่วน 5.2% ของการปล่อยก๊าซมีเทนโดยมนุษย์อีกด้วย 

ดังนั้น การมองว่าเขื่อนเป็นพลังงานสะอาด โดยพิจารณาเพียงแค่ประเด็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จึงไม่ถูกต้องนัก 

นอกจากนี้หากพิจารณาในมุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ยังพบว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ส่งผลต่อระบบนิเวศในแม่น้ำ ปลาและสัตว์น้ำลดลง เปลี่ยนแปลงการไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดน้ำเท้อ น้ำท่วม ดังเช่นที่เกิดขึ้นที่ จ.เชียงราย และในแถบจังหวัดที่ติดกับแม่น้ำโขง ในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่สูงจากทั้งพายุ ฝนตกหนักและการที่เขื่อนในแม่น้ำโขงปล่อยน้ำ ทำให้แม่น้ำสาขาในแต่ละจังหวัดไม่สามารถระบายน้ำลงแม่น้ำโขง จนเกิดการเอ่อล้นและท่วมในหลายพื้นที่ รวมไปถึงการสร้างเขื่อนยังสร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้คน ทั้งประชาชนในพื้นที่ที่ต้องอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่ที่นำไปสร้างเขื่อน เช่น เขื่อนหลวงประบางที่ประชาชนใน สปป,ลาว 26 หมู่บ้าน 581 ครอบครัว จำนวน 2,285 คน ต้องอพยพโยกย้าย หรือเขื่อนปากแบงที่มีายงานว่าประชาชนในพื้นที่กว่า 6,700 คน จาก 14-25 หมู่บ้าน ต้องอพยพขึ้นสู่ที่สูงเพื่อหาที่ทำกินใหม่ ในขณะที่ประชนที่ไม่ต้องอพยพก็อาจต้องประสบปัญหากับการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพประมง 

ซึ่งหากพิจารณาหลักการสำคัญในร่างแผน PDP2024 ที่ระบุไว้ว่าต้องการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลง ดูเหมือนว่าการสร้างเขื่อนเพิ่มนั้นจะไม่ทำให้แผน PDP บรรลุหลักการสำคัญดังกล่าว

ไม่เพียงแต่จะไม่บรรลุหลักการสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลงเท่านั้น การสร้างเขื่อนยังไม่สามารถทำให้ต้นทุนค่าไฟอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักการสำคัญในการร่างแผน PDP2024 อีกด้วย จะเห็นได้ว่าราคารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวระยะหลังสูงขึ้นมาก เช่น เขื่อนหลวงพระบาง 2.84 บาทต่อหน่วย แพงกว่าเขื่อนระยะแรกที่อยู่ระหว่าง 1.70 บาทต่อหน่วย (น้ำเทิน 2) ถึง 2.10 บาทต่อหน่วย (น้ำงึม และเซเสด) และราคาซื้อไฟจากเขื่อนในลาวระยะหลังมีราคาใกล้เคียงและอาจจะแพงกว่าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี) ในประเทศ ที่มีราคาเพียง 2.83 บาทต่อหน่วยเสียอีก 

นอกจากนี้ยังพบว่าแต่ กบง. มีมติไม่ต่อสัญญาเขื่อนห้วยเฮาะ ซึ่งราคาซื้อไฟเพียง 2.14 ต่อหน่วย และน้ำเทิน 2 ซึ่งราคาซื้อไฟเพียง 1.7 บาทต่อหน่วย ซึ่งทำให้ต้องสร้างเขื่อนใหม่และมีราคาซื้อไฟแพงกว่าเดิม ทั้งๆ ที่เขื่อนห้วยเฮาะและน้ำเทิน 2 มีกำลังการผลิตรวมกันถึง 1,074 เมกะวัตต์ 

และสุดท้ายหลักการสำคัญในการร่างแผน PDP2024 กล่าวว่าต้องเน้นความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ แต่จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าการที่ร่างแผน PDP2024 ที่อาจจะทำให้เกิดการสร้างเขื่อนใหม่ในลาว 3 แห่ง 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้ไทยต้องพึ่งพาพลังงานน้ำจากเขื่อนต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 15% จึงไม่อาจเรียกได้ว่านี่คือการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ แต่กลับกลายเป็นว่าเราต้องพึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ยังทำให้หน้าแล้งน้ำในแม่น้ำโขงลดลงมาก จากรายงานบริษัทซีเคพาวเวอร์ ที่มีเขื่อนน้ำงึม 2 และเขื่อนไซยะบุรี กล่าวว่าผลิตไฟฟ้าลดลงเนื่องจากน้ำน้อย สอดคล้องกับตัวเลขการซื้อไฟจากเขื่อนในต่างประเทศของ กฟผ. ในช่ววงหน้าร้อนที่ลดลงเช่นกัน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเขื่อนอาจไม่ใช้แหล่งผลิตพลังงานที่มั่นคงอีกต่อไป 

การพยายามสร้างเขื่อนเพิ่มมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งกับหลักการสำคัญในการร่างแผน PDP2024 ซึ่งถือเป็นแผนพลังงานของประทศ 

ที่มา : JustPow รวบรวมข้อมูลจาก กฟผ., สนพ., รายงานประจำปีของบริษัทพลังงาน และข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2568

หมายเหตุ มีการแก้ไขข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 โดยเป็นการแก้ไขการคำนวณสัดส่วนผู้ถือหุ้น จากกรณี GULF รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 บริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อม 100% ได้เข้าซื้อหุ้นจาก SHK ที่ลงทุนในเขื่อนปากลายในสัดส่วน 60% ส่งผลให้ GULF มีสัดส่วนการถือหุ้นในเขื่อนปากลายทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมทั้งสิ้น 100%

มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2554 (ครั้งที่ 136) 

มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2556 (ครั้งที่ 144)

มติการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ครั้งที่ 8/2565 (ครั้งที่ 46)

มติการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 (ครั้งที่ 165)

กพช.ไฟเขียวสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการน้ำงึม 2, ผู้จัดการออนไลน์

กฟผ. ลงนามรับซื้อไฟฟ้าโครงการเทิน-หินบุนส่วนขยาย

“ช.การช่าง” เข้าซื้อหุ้น “หลวงพระบาง พาวเวอร์” ลุยศึกษาทำโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ

Pak Beng Hydropower Project

GULF ปิดจ๊อบเซ็นสัญญาขายไฟ “ปากแบง” รุกเขื่อนแม่โขงแสนล้าน ซีโอดีไม่เกินปี 76

PAK LAY POWER

Xekong 4A hydroelectric plant

Laos Hydropower Projects Info by Hobo Maps 

ผลกระทบโครงการสร้างเขื่อนพูงอย (ลาดเสือ) บนลำน้ำโขง, GreenNews

Power plant profile: Se Kong 5, Laos

เขื่อนปากแบง: เหตุผลในการคัดค้านจากผู้คนริมฝั่งโขง

นรข.ระบุชัดเขื่อนปากแบงทำให้ไทยเสียดินแดนเหตุร่องน้ำลึกเปลี่ยน-ย้ายชิดฝั่งไทย

เรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนกรณี “เขื่อนปากแบงในลาว” เขื่อนนอกประเทศที่อยู่ใกล้ไทย

น้ำโขงล้นปรี่ทะลักตลิ่ง หลายฝ่ายแนะรัฐทบทวนแผนบริหารน้ำ-ชะลอสร้างเขื่อนปากแบง แฉวิกฤตชี้ชัดผลการศึกษามั่วระดับน้ำเท้อ

GULF and CDTO Sign MOU with EGAT for Pak Beng Hydroelectric Power Plant Project

บทความยอดนิยม

ในการจะขอใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการจะต้องยื่นเอกสารมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เอกสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแสดงว่าที่ดินแปลงที่จะก่อสร้างสถานประกอบกิจการไม่ต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฯลฯ รวมไปถึง หนังสืออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือหนังสือสนับสนุนทางการเงินอื่นๆ เพื่อเป็นการการันตีว่าจะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้สำเร็จได้ สถาบันการเงิน/ธนาคาร จึงเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดยหากโครงการนั้นไม่ได้รับเงินกู้ ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีล่าสุดของเขื่อนน้ำงึม 3 ที่ประเทศลาว ที่มีสัญญาซื้อขายไฟกับประเทศไทยกำลังการผลิตตามสัญญา 468.78 เมกะวัตต์ สัมปทาน 27 ปี กำหนดวันจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2569 แต่ กพช. เพิ่งจะมีมติให้ยุติการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการน้ำงึม 3 เนื่องจากโครงการมีปัญหาด้านสินเชื่อ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามแผน แต่การที่สถาบันการเงิน/ธนาคาร จะปล่อยกู้ให้แก่โครงการโรงไฟฟ้าใดนั้น นอกจากความน่าเชื่อถือของโครงการ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ การการันตีผลประกอบการหรือผลกำไรของโครงการแล้ว ยังอาจจะต้องพิจารณาหลักการต่างๆ ของการให้เงินกู้ของสถาบันการเงิน/ธนาคารในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ว่าการให้กู้เงินในโครงการนั้นๆ ละเมิดหลักการของสถาบันการเงิน/ธนาคารที่เคยให้ไว้หรือไม่  สถาบันการเงิน/ธนาคาร เคยให้กู้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซโรงไหนบ้าง โครงการโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้ว มีหลายโครงการที่ได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคารไทยมากกว่า 1 ธนาคาร โดยจากการรวบรวมข้อมูลของ JustPow พบว่า จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า โรงไฟฟ้าก๊าซทั้ง โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ล้วนได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคาร เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า […]

พีรยา พูลหิรัญ และธัญญาภรณ์ สุรภักดีโครงการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในประเทศไทย (JET in Thailand) ‘การรับมือกับวิกฤติโลกเดือด’ เป็นสิ่งที่ทุกประเทศให้ความสำคัญอย่างมากในตอนนี้ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการรั้งอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน

โดย สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)) ปัญหา ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 รัฐบาล คสช. กำหนดให้การจัดการขยะมูลฝอยเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยจัดทำ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งเน้นการกำจัดขยะด้วยการแปรรูปเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy: WtE) ตั้งเป้าหมายให้มีโรงไฟฟ้าขยะกระจายอยู่ทั่วประเทศเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน จึงได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 โดยมีสาระสำคัญคือ ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการ 5 ประเภท คำสั่งนี้ส่งผลให้โครงการโรงไฟฟ้าขยะสามารถขออนุญาตตั้งอยู่ในพื้นที่ประเภทใดก็ได้ แม้ว่าพื้นที่นั้นจะเคยถูกประกาศให้เป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์เกษตรกรรม หรือที่อยู่อาศัยของชุมชนตามกฎหมายผังเมืองก็ตาม จาก คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ที่ทำให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะได้โดยง่ายกระจายไปทั่วประเทศ ปัจจุบันพบว่ามี 47 แห่ง และมีที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกมากมายภายใต้โควต้า PDP 2018 Rev1 แม้ปัจจุบัน คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 จะถูกยกเลิกไปแล้วด้วย แต่ยังมีโรงไฟฟ้าขยะที่ก่อสร้างและดำเนินการไปแล้วรวมไปถึงกำลังก่อสร้างก่อนหน้าที่จะมีการยกเลิกคำสั่งอีกมากมาย รวมไปถึงโรงไฟฟ้าขยะเองก็ถูกจัดให้เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ โดยในร่างแผน PDP2024 ยังวางแผนให้มีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มมากขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ อีกด้วย […]

ปัจจุบัน สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอยู่ที่ภาคเอกชนมากกว่าครึ่ง ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ปี 2568 ระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาในระบบอยู่ที่ 51,991.80 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) 39.04% (20,298.50 เมกะวัตต์) ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) 17.74% (9,223.38 เมกะวัตต์) และซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11.99% (6,234.90 เมกะวัตต์) เมื่อรวมกันจะพบว่าเอกชนถือครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในระบบสูงถึง 68.77% ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีกำลังการผลิตในระบบเพียง 31.23% หรือ 16,235.02 เมกะวัตต์ เท่านั้น  ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศในปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 34,568.30 เมกะวัตต์ จะพบว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ในระบบนั้น มากกว่าความต้องการใช้จริงถึง 17,423.5 เมกะวัตต์ ตัวเลขนี้คือการสำรองไฟฟ้าที่ล้นเกินจากการสร้างโรงไฟฟ้าที่มากเกินความจำเป็น จึงทำให้มีโรงไฟฟ้าเอกชนไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเท่ากับกำลังการผลิตตามสัญญา เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงที่เกิดขึ้นต่ำกว่ากำลังการผลิตในระบบ แต่อย่างไรก็ต้องจ่าย ‘ค่าพร้อมจ่าย’ ในราคาเต็ม เนื่องจากสัญญาแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (take or pay) ตามเงื่อนไขที่ […]

โดย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัญหา ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านวิกฤตภูมิอากาศ ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการลดก๊าซเรือนกระจก โดยจัดทำแผน NDC 3.0 ซึ่งตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เร็วขึ้นจากแผนเดิมที่เคยวางไว้ถึง 15 ปี การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและลดการใช้พลังงานฟอสซิลลงอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อพิจารณาในมิติทางเศรษฐศาสตร์จะพบว่า พลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน (LCOE) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งพลังงานที่มีราคาถูกที่สุดในประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็ตาม โครงสร้างระบบพลังงานของประเทศกลับกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สวนทางกับเป้าหมายดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยประเทศไทยยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 78 แบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 57.24 รองลงมาคือถ่านหิน ร้อยละ 20.71 ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 20.56 เท่านั้น อีกทั้งยังมีแผนลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ เช่น การก่อสร้างท่าเรือ LNG แห่งที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2029 (พ.ศ. 2572) อันนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะกลายเป็น ‘สินทรัพย์ที่ด้อยค่า’ (stranded assets) หากประเทศไทยจะต้องปรับลดการใช้ก๊าซในอนาคต การมีท่าเรือ […]

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

JustPow เปิดตัวเว็บแอปฯ ‘ค่าไฟไปไหน’

ชวนคนไทยมาชำแหละบิลค่าไฟที่จ่ายแต่ละเดือนว่ามีค่าอะไร แล้วจ่ายให้ใครบ้าง

ไม่ใช่แค่น้ำเท้อที่จะทำลายพืชผลการเกษตร แต่เขื่อนปากแบง กำลังจะทำให้เกิดอ่างพิษของสารหนูจากเหมืองแรร์เอิร์ธที่ไหลมารวมกันในแม่น้ำโขง 

โครงการเขื่อนปากแบง เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขง ทางเหนือของเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางตอนเหนือของประเทศ สปป.ลาว และห่างจากชายแดนไทย-ลาว ผาได 96 กม. มีกำลังการผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์ โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทไชน่าต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ 51% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 49% มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท สัญญาสัมปทาน 29 ปี โดยจะขายไฟให้แก่ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.7129 บาท ซึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีการก่อสร้างในปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576  นอกจากปัญหาหลักในส่วนของประเด็นเรื่องพลังงาน ทั้งการที่กำลังการผลิตของไทยล้นเกินอยู่แล้ว เขื่อนในลาวที่ไทยซื้อไฟผลิตไฟได้น้อยลงเรื่อยๆ จากปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ผันผวนอันเกิดมาจากทั้งเขื่อนแม่น้ำโขงของจีนที่ต้นน้ำ ที่กักและปล่อยน้ำจนทำให้ระดับน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนิโญ่อันมีสาเหตุมาจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้หน้าแล้งน้ำในแม่น้ำโขงลดลง และราคารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนใหม่แพงมากขึ้น […]

ไม่แคร์  Net Zero ไม่แคร์ค่าไฟแพง ประเทศไทยเดินหน้านำเข้า LNG เพิ่ม พร้อมสร้างท่าเรือ LNG แห่งที่สาม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากการใช้ถ่านหินและน้ำมันผลิตไฟฟ้า ไปสู่ยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’ จากการค้นพบและใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้สร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้การจัดหาก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องจัดหาก๊าซเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก

สถาบันการเงิน/ธนาคาร กับการปล่อยกู้เพื่อสร้างเขื่อนที่ไทยซื้อไฟในประเทศลาว

ในการจะสร้างเขื่อนแห่งใหม่ในประเทศลาวที่จะเสนอขายไฟให้กับประเทศไทยนั้น นอกจากจะต้องได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้า – Tariff MOU ก่อนจะนำไปสู่การเจรจากับผู้พัฒนาโครงการเพื่อจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Tariff Power