สถาบันการเงิน/ธนาคาร กับการปล่อยกู้เพื่อสร้างเขื่อนที่ไทยซื้อไฟในประเทศลาว

ในการจะสร้างเขื่อนแห่งใหม่ในประเทศลาวที่จะเสนอขายไฟให้กับประเทศไทยนั้น นอกจากจะต้องได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้า – Tariff MOU ก่อนจะนำไปสู่การเจรจากับผู้พัฒนาโครงการเพื่อจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Tariff Power Purchase Agreement: Tariff PPA) ซึ่งในกระบวนการนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ผู้พัฒนาโครงการจะต้องจัดทำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือ ESIA หากเป็นกรณีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายประธาน (Mekong mainstream dam) จะต้องมีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) ตามกฎหมายของรัฐบาลลาว แม้ตอนนี้ยังเป็นแบบสมัครใจอยู่ และต้องผ่านกระบวนการหารือล่วงหน้า (PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง 2538  โดยหลังจากนั้นก่อนจะเข้าสู่กระบวนการการก่อสร้าง สิ่งสำคัญสำหรับโครงการเขื่อนที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลก็คือ การได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคาร ภายในระยะเวลา 1 ปี หลังจากมีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) เพื่อเป็นการการันตีว่าผู้พัฒนาโครงการจะสามารถก่อสร้างเขื่อนให้สำเร็จได้

สถาบันการเงิน/ธนาคาร จึงเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือเขื่อน โดยหากโครงการนั้นไม่ได้รับเงินกู้ ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถก่อสร้างได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีล่าสุดของเขื่อนน้ำงึม 3 ที่ประเทศลาว ที่มีสัญญาซื้อขายไฟกับประเทศไทยกำลังการผลิตตามสัญญา 468.78 เมกะวัตต์ สัมปทาน 27 ปี กำหนดวันจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2569 แต่ กพช. เพิ่งจะมีมติให้ยุติการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการน้ำงึม 3 เนื่องจากโครงการมีปัญหาด้านสินเชื่อ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามแผน

แต่การที่สถาบันการเงิน/ธนาคาร จะปล่อยกู้ให้แก่โครงการเขื่อนใดนั้น นอกจากความน่าเชื่อถือของโครงการ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ การการันตีผลประกอบการหรือผลกำไรของโครงการแล้ว ยังอาจจะต้องพิจารณาหลักการต่างๆ ของการให้เงินกู้ของสถาบันการเงิน/ธนาคารในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ว่าการให้กู้เงินในโครงการนั้นๆ ละเมิดหลักการของสถาบันการเงิน/ธนาคารที่เคยให้ไว้หรือไม่ 

ที่ผ่านมามีสถาบันการเงิน/ธนาคารไหนให้กู้สร้างเขื่อนในลาวบ้าง 

จากข้อมูลเขื่อนในลาวที่ขายไฟให้กับไทยทั้งหมด หากพิจารณาในส่วนของเขื่อนที่ทำสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าภายใต้ MOU (ไม่รวมการซื้อแบบ Non-Firm) ว่าบริษัทที่เป็นเจ้าของเขื่อนที่ขายไฟให้กับประเทศไทยนั้น เป็นบริษัทอะไร สัญชาติใด โดยพิจารณาจากสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ ทั้งเขื่อนที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้วและยังไม่จ่ายไฟ จะพบว่าเป็นบริษัทสัญชาติไทยมากที่สุด จำนวน 4,591.65 เมกะวัตต์ คิดเป็น 63.30% รองลงมาเป็นบริษัทสัญชาติลาว จำนวน 1,663.06 เมกะวัตต์ คิดเป็น 21.13% อันดับ 3 เป็นบริษัทสัญชาติจีน 457.47 เมกะวัตต์ คิดเป็น 5.81% ฝรั่งเศส 379.2 เมกะวัตต์ คิดเป็น 4.82% เกาหลีใต้ 180.54 เมกะวัตต์ คิดเป็น 2.29% ญี่ปุ่น 121.05 เมกะวัตต์ คิดเป็น 1.54% และนอร์เวย์ 86.80 เมกะวัตต์ คิดเป็น 1.10%

จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นเขื่อนในลาว แต่กว่า 90% ของการผลิตไฟฟ้านั้นผลิตขึ้นเพื่อขายให้แก่ประเทศไทย นอกจากนั้นเกือบ 60% ของบริษัทที่ถือหุ้นในเขื่อนต่างๆ คำนวณตามกำลังการผลิตไฟฟ้า ยังเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลักเป็นบริษัทไทยอีกด้วย

ไม่เพียงแค่บริษัทในประเทศไทยเท่านั้นที่ไปลงทุนในการสร้างเขื่อนลาวแล้วขายไฟให้ไทย แต่โครงการสร้างเขื่อนในลาวยังได้รับเงินกู้จากธนาคารในประเทศไทยอีกด้วย โดยพบว่า

  • โครงการเทินหินบุน ได้รับเงินกู้จากทั้ง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต* ธนาคารทหารไทย* และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • โครงการน้ำเทิน 2 ได้รับเงินกู้จากทั้ง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต* ธนาคารทหารไทย* และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • โครงการน้ำงึม 2 ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต* และธนาคารทหารไทย*
  • โครงการน้ำเงี้ยบ 1 ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • เซเปียน-เซน้ำน้อย ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารธนชาต* ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • โครงการไซยะบุรี ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารทิสโก้
  • โครงการน้ำเทิน 1 ได้รับเงินกู้จากทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า และธนาคารทิสโก้
  • โครงการหลวงพระบาง ได้รับเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์

จะเห็นได้ว่าธนาคารในประเทศไทยหลายธนาคารเป็นผู้ปล่อยเงินกู้เพื่อให้โครงการเขื่อนต่างๆ ในลาวนั้นสร้างขึ้นได้ โดยเฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  6 โครงการ ตามมาด้วยธนาคารกรุงเทพ ปล่อยกู้ใน 5 ธนาคารกรุงไทยและธนชาติ 4 โครงการ  และธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทีเอ็มบี และธนาคารกรุงศรีอยุธยา 3 โครงการ

แล้วโครงการเขื่อนปากแบง สถาบันการเงิน/ธนาคารไหนจะให้กู้ ?

โครงการเขื่อนปากแบง เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขง ทางเหนือของเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางตอนเหนือของประเทศ สปป.ลาว และห่างจากชายแดนไทย-ลาว ผาได 96 กม. มีกำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทไชน่าต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ 51% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 49% มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท สัญญาสัมปทาน 29 ปี โดยจะขายไฟให้แก่ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.7129 บาท ซึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะสามารถปิดการจัดหาเงินกู้ได้ภายในปลายปี 2567 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576

ปัจจุบันยังไม่ปรากฏข้อมูลว่าสถาบันการเงิน/ธนาคารไหน จะเป็นผู้ให้เงินกู้แก่เขื่อนปากแบง แต่หากพิจารณาการให้เงินกู้ในโครงการที่ผ่านมาแก่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นเจ้าของโครงการหรือมีหุ้นในโครงการนั้นๆ ซึ่งบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัดเองก็มีหุ้นในโครงการเขื่อนปากแบง 49% จะพบว่าที่ผ่านมาธนาคารที่มักจะให้กู้เงินแก่โครงการของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัดคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ในโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ในขณะที่โครงการเขื่อนปากลาย ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง Sinohydro (Hong Kong) Holding Limited (SHK) ถือหุ้น 60% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ถือหุ้น 40% โดยในปี  2018 มีข่าวว่าได้เงินกู้ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก China Eximbank แต่แต่ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้ซื้อหุ้นอีก 60% จนเป็น 100% ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยว่าได้เงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคารไหน

ถ้าสถาบันการเงิน/ธนาคาร ให้กู้ในโครงการเขื่อนแม่น้ำโขง จะผิดหลักการอะไรไหม? 

การที่สถาบันการเงิน/ธนาคาร จะให้เงินกู้ในโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หนึ่งในหลักการการประเมินว่าจะให้เงินกู้ หรือไม่ให้เงินกู้ก็คือ หลักการอีเควเตอร์ (Equator Principles: EPs) ซึ่งเป็นกรอบบริหารความเสี่ยงสำหรับสถาบันการเงิน ที่เป็นแนวทางระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมสำหรับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ออกโดยสมาคมอีเควเตอร์ (The Equator Principles Association: EP) สถาบันการเงินที่ลงนามต้องนำหลักการทั้ง 10 ประการ บูรณาการเข้ากับกระบวนการกลั่นกรองสินเชื่อของธนาคาร จากการเผยแพร่อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อ 4 มิถุนายน 2546 ด้วยกรอบที่จัดทำโดยบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) มีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง จนถึงปี 2563 เป็นหลักการอีเควเตอร์ 4 ซึ่งจนถึงปี 2566 มีสถาบันการเงินเป็นสมาชิก 138 แห่ง 38 ประเทศทั่วโลก

หลักการอีเควเตอร์ 10 ประการ ประกอบด้วย

  1.  ตรวจสอบและแยกประเภท (Review and Categorisation) การจัดประเภทโครงการว่าเป็นความเสี่ยงสูง ปานกลาง และต่ำขึ้นอยู่กับระดับผลกระทบและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งอ้างอิงจากแนวปฏิบัติของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC)
  2. การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Assessment) โครงการต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงด้วย
  3. ความสอดคล้องของมาตรฐานสังคมและสิ่งแวดล้อม (Applicable Environmental and Social Standards) ในการประเมินจะเป็นการพิจารณาว่า ระดับเบื้องต้นที่สุดสอดคล้องกับกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมหรือสังคมในประเทศหรือไม่
  4. แผนปฏิบัติการตามหลักอีเควเตอร์ และระบบจัดการสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Management System and Equator Principles Action Plan) โครงการที่ขอกู้จะต้องมีแผนปฏิบัติการในการจัดการกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม ที่สอดคล้องกับหลักอีเควเตอร์
  5. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Engagement) โครงการที่ขอกู้จะต้องแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีประสิทธิภาพเป็น กระบวนการที่ต่อเนื่อง มีโครงสร้าง และเหมาะสมทางวัฒนธรรม โดยต้องมีส่วนร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ (Affected Communities) พนักงาน (Workers) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ (Other Stakeholders) ที่เกี่ยวข้อง โครงการที่ขอกู้จะต้องดำเนินกระบวนการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมโดยมีข้อมูล (Informed Consultation and Participation) กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกระบวนการนี้ต้องปราศจากการชักจูงจากภายนอก การแทรกแซง การข่มขู่ นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และผลกระทบควรมีขึ้นโดยเร็วก่อนเริ่มก่อสร้างโครงการและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
  6. กลไกเยียวยา (Grievance Mechanism) โครงการที่ขอกู้ที่มีความเสี่ยงปานกลางและสูง จะต้องจัดตั้งกลไกเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
  7. การตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ (Independent Review) โครงการที่ขอกู้จะต้องมีองค์กรอิสระที่มีเชี่ยวชาญด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นผู้ประเมินผลกระทบของโครงการให้สอดคล้องกับหลักอีเควเตอร์
  8. สัญญาหรือข้อตกลง  (Covenants) โครงการที่ขอกู้จะต้องให้คำมั่นในเอกสารการเงินว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของประเทศ และจะต้องจัดทำรายงานต่อสาธารณะเป็นประจำ หากไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ สถาบันการเงินมีสามารถยกเลิกสัญญาได้
  9. ติดตามและรายงานโดยองค์กรอิสระ (Independent Monitoring and Reporting) โครงการที่ขอกู้จะต้องจัดให้มีการติดตามและรายงานโดยที่ปรึกษาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอิสระ เพื่อตรวจสอบว่าตลอดระยะเวลาของโครงการเป็นไปตามหลักการอีเควเตอร์หรือไม่
  10. การรายงานและความโปร่งใส (Reporting and Transparency) โครงการที่ขอกู้จะต้องจัดทำและเผยแพร่รายงานที่เข้าถึงได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งบทสรุปความเสี่ยงและผลกระทบทางสิทธิมนุษยชนและภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

จนถึงปี 2568 สถาบันการเงินของไทยที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมอีเควเตอร์แห่งแรกและแห่งเดียวคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565 ผลการดำเนินงานในปี 2567 ธนาคารระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 จนถึง 2567 ได้พิจารณาสินเชื่อตามหลักอีเควเตอร์แล้ว 89 โครงการ

ส่วนธนาคารอื่นๆ ที่ระบุว่า ตนเองนำหลักการอีเควเตอร์มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการขอสินเชื่อของโครงการ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของอีเควเตอร์ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพระบุว่า “ธนาคารให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เช่น เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และระบบโครงสร้างพื้นฐานได้นำหลักการอีเควเตอร์มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อโครงการ” โดยมีการจัดประเภทคำขอสินเชื่อโครงการตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สูง ปานกลาง และต่ำ ตามหลักการอีเควเตอร์ หากจัดอยู่ในกลุ่มสูงและปานกลาง จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมทำการทบทวนการประเมินความเสี่ยง ส่วนธนาคารกสิกรไทย มีแนวปฏิบัติในการพิจารณาสินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ ที่ระบุว่า ธนาคารไม่สนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจากเขื่อนที่ไม่ได้มีมาตรการจัดการและแผนปฏิบัติงานตามหลักการอีเควเตอร์ และไม่มีสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหรือสถาบันการเงินต่างประเทศเข้าร่วมสนับสนุนโครงการ

โดยในประเด็นเรื่องสถาบันการเงิน/ธนาคาร กับหลักการอีเควเตอร์นั้นแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ได้มีจดหมายเปิดผนึกถึงธนาคารไทย เรื่อง ข้อกังวลต่อโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง (Pak Beng) ในการปฏิบัติตามหลักการ Equator Principles เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568

โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับข้อบกพร่องของโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเทียบกับหลักการอีเควเตอร์ ทั้งประเด็นเรื่อง การประเมินผลกระทบสะสม (CIA) ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเขื่อนต้นน้ำในประเทศจีน ขาดผลกระทบที่มองไม่เห็นต่อแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง ไม่มีการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงความกังวลเกี่ยวกับสารพิษจากเหมืองแร่หายากในเมียนมากำลังทวีความรุนแรงขึ้น

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นอกจากธนาคารไทยพาณิชย์ที่รับหลักการอีเควเตอร์ไปแล้ว ในส่วนธนาคารกสิกรไทย ที่มีแนวปฏิบัติว่าธนาคารไม่สนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจากเขื่อนที่ไม่ได้มีมาตรการจัดการและแผนปฏิบัติงานตามหลักการอีเควเตอร์ออกมาอย่างชัดเจน ก็เป็นอีกหนึ่งธนาคารที่จะต้องจับตาในโครงการเขื่อนที่กำลังจะก่อสร้าง ทั้งปากแบง เซกอง 4A4B หรือมีแนวโน้มว่าจะสร้างอย่างสานะคาม หรือพูงอย 

มาตรการ Thailand Taxonomy สามารถใช้กับธนาคารได้แค่ไหน  

ธปท. ออกมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คํานึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ในปี 2566 ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตามระดับการสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และเป็นหลักการเชิงสมัครใจสำหรับนักลงทุนหรือบริษัทจัดสรรเงินทุนนำไปใช้อ้างอิงด้วยกรอบที่ชัดเจน การประกาศใช้ระยะที่ 1 เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 เริ่มจากภาคพลังงานและภาคการขนส่ง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 2 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ และระยะที่ 2 ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ครอบคลุมภาคส่วนอื่น ๆ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย

ใน Thailand Taxonomy แบ่งการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมต่าง ๆ ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

สีเขียว สีเหลือง และสีแดง

  1. สีเขียว คือ กิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใกล้เคียงศูนย์ (Near zero activities) เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม
  2. สีเหลือง คือ กิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างมาก แต่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างมีนัยสำคัญภายใต้กรอบเวลาสิ้นสุดในปี 2040 หรือ สนับสนุนกิจกรรมสีเขียวอื่นๆ แม้ตัวกิจกรรมเองจะไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ตาม ทั้งนี้กิจกรรมสีเหลืองอาจมีเกณฑ์การพิจารณาที่ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ เช่น ในภาคพลังงาน จะต้องดำเนินการเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนให้ไว เพื่อให้ถือว่าเป็นกิจกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ จึงจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้
  3. สีแดง คือ กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับเส้นทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และไม่สามารถปรับให้สอดคล้องได้ ไม่ว่าจะเวลาใด กิจกรรมสีแดงควรจะต้องทยอยยุติลง (phased out) เช่น การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน) หากประเทศต้องการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส

นอกจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว กิจกรรมที่สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy จะต้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ตามหลักการ ไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสําคัญ (Do No Significant Harm: DNSH) และการคํานึงถึงผลกระทบทางสังคม (Minimum Social Safeguards: MSS) องค์กรจะต้องผ่านการประเมินการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวของของไทย หรือกฎหมายของประเทศที่กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้น

การดําเนินงานตาม Taxonomy จะต้องมีส่วนในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ 1) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Change Mitigation) 2) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) 3) การใช้น้ำอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 4) การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน 5) การป้องกันและควบคุมมลพิษ และ 6) การรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้สมบูรณ์

ทั้งนี้กิจกรรมต้องไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (Do No Significant Harm: DNSH) นอกจากนี้ กิจกรรมต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม (Minimum Social Safeguards: MSS) ในมิติต่างๆ ตามมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน ตามมาตรฐานสากล เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาหลักขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และมาตรฐานการดําเนินงานของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC)

 ในภาคพลังงาน Taxonomy กำหนดเงื่อนไขและตัวชี้วัดสําหรับการประเมินรายกิจกรรมในภาคพลังงานไว้ว่า 

  • กิจกรรมการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ พลังงานลม ทั้งหมดจัดเป็นกิจกรรมสีเขียว
  • พลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังนํ้าที่ดําเนินการก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2567 จะจัดเป็นกิจกรรมสีเขียวหากมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ความหนาแน่นของกําลังไฟฟ้ามากกว่า 5W/m2 หรือความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 100 gCO2eq/ kWh ตลอดวัฎจักรชีวิต ส่วนโครงการใหม่จะต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงระบบนิเวศเพื่อลดผลกระทบในเชิงลบต่อนํ้าและแหล่งที่อยูอาศัยที่ได้รับความคุ้มครอง (protected habitats) ของสัตว์และพืชซึ่งต้องพึ่งพานํ้าโดยตรง มีมาตรการที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการอพยพของปลาที่ปลายนํ้าและต้นนํ้า มีมาตรการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จะต้องมีการจัดทําการประเมินผลกระทบ (impact assessment) เพื่อพิจารณาวาการออกแบบและสถานที่ตั้ง และมาตรการลดผลกระทบต่าง ๆ
  • ก๊าซธรรมชาติ โครงการได้รับใบอนุญาตก่อสร้างหลังวันที่ 31 ธ.ค. 2566 จัดเป็นกิจกรรมสีแดง
  • โรงไฟฟ้าที่ผลิตความร้อนและไฟฟ้าร่วมกันโดยอาศัยแหล่งพลังงานที่ไม่หมุนเวียน เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิลและอนุพันธ์ของเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ไฮโดรเจนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล) จัดเป็นกิจกรรมสีแดง

กิจกรรมที่จัดว่าเป็นสีแดงคือ การผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน นํ้ามัน ก๊าซ และอนุพันธ์ของเชื้อเพลิงดังกล่าว รวมถึงไฮโดรเจนจากฟอสซิล แต่ไม่รวมถึงผลพลอยได้ เช่น ความร้อนทิ้ง ถือว่าไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากข้อมูล แม้ Thailand Taxonomy จะเป็นเพียงแนวปฏิบัติ โดยไม่มีสภาพบังคับ แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลของโครงการเขื่อนปากแบงที่ ปัจจุบันยังไม่ได้ก่อสร้าง ก็อาจจะไม่ถูกจัดว่าเป็นกิจกรรมสีเขียวแล้ว เพราะใน Thailand Taxonomy กำหนดไว้ว่า โรงไฟฟ้าพลังนํ้าที่ดําเนินการก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2567 ถุึงจะจัดเป็นกิจกรรมสีเขียว นอกจากนี้หากพิจารณาหลักการในการดําเนินงานตาม Taxonomy ทั้ง 6 ด้าน ก็จะพบว่า ในส่วนของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้โครงการไฟฟ้าพลังน้ำจะไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง แต่การสร้างเขื่อน ก็ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีการทับถมกันของซากพืชซากสัตว์จำนวนมากนั้น ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทนจากอ่างเก็บน้ำ ส่งผลให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า และการปล่อยก๊าซมีเทนจากเขื่อนผลิตไฟฟ้าก็คิดเป็นสัดส่วน 5.2% ของการปล่อยก๊าซมีเทนโดยมนุษย์อีกด้วย นอกจากนี้การสร้างเขื่อนยังเป็นการทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย

การให้กู้เงินในโครงการเขื่อนปากแบงถือว่าเป็นการละเมิดนโยบาย ESG หรือไม่?

ตั้งแต่ สิงหาคม 2562 ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ 15 แห่ง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกำหนดแนวทางการดำเนินกิจการธนาคารอย่างยั่งยืนในด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือธนาคารทุกแห่งมีนโยบายไม่สนับสนุนสินเชื่อแก่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ธนาคารไทยพาณิชย์ มีแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาให้สินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะสำหรับโรงไฟฟ้าในปี 2561 ว่า ธนาคารจะไม่กิจกรรมที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงถ่านหิน ส่วนการสร้างเขื่อนถูกระบุว่า มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สำคัญ ต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบดังนี้ มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อพันธ์ุพืชและสัตว์ทั้งบนบกและในน้ำ มีการจัดเตรียมแผนการโยกย้ายถิ่นฐานสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และมีการรับฟังความคิดเห็นกับชุมชนในพื้นที่อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อสื่อสารข้อมูลของโครงการให้ชุมชนรับทราบ ตลอดจนรับฟังข้อวิตกกังวลและนำเสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ธนาคารจะให้การสนับสนุน โครงการที่บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่เป็นไปตามแนวปฏิบัติดังนี้ มลพิษทางอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่ โดยต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบด้วยการใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ในการประเมินผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ การนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุด (Best Available Control Technology: BACT) มาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงและการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นกับชุมชนในพื้นที่อย่างน้อย 1 ครั้งเพื่อสื่อสารข้อมูลของโครงการให้ชุมชนรับทราบ ตลอดจนรับฟังข้อวิตกกังวลและแนวทางการแก้ปัญหา

ธนาคารกสิกรไทย ระบุประเภทเครดิตที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลว่า ธนาคารไม่สนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้กับโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจากเขื่อนที่ไม่ได้มีมาตรการจัดการและแผนปฏิบัติงานตามแนวทาง Equator Principles และไม่มีสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหรือสถาบันการเงินต่างประเทศเข้าร่วมสนับสนุนโครงการ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นใหม่ โดยที่ไม่มีเทคโนโลยีเพื่อลดค่าเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญร่วมด้วย

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในนโยบายเพื่อการให้สินเชื่ออย่างยั่งยืนระบุว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ และโรงไฟฟ้าชีวมวล จัดอยู่ในกลุ่มธุรกรรมพึงระมัดระวัง (High Caution Transaction) ที่การให้สินเชื่อต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และ ควรพิจารณาให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่มีมาตรการด้าน ESG ที่เหมาะสม โดยจะอนุมัติสินเชื่อให้ธุรกรรมที่มีการลดทอนความเสี่ยงด้าน ESG ในระดับที่ธนาคารยอมรับได้ ธนาคารจะประเมินการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของลูกค้า ในกรณี Project Finance ต้องผ่านการตรวจสอบ (due diligence) โดยบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระจากธุรกรรม

ธนาคารทหารไทย มีนโยบายเฝ้าระวังผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากกิจกรรมหรือธุรกิจเฉพาะว่า ในการผลิตไฟฟ้า ลูกค้าต้องดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดในระดับท้องถิ่น และยังส่งเสริมให้ประยุกต์ใช้มาตรฐานและกรอบการดำเนินงานที่ยอมรับได้ในระดับท้องถิ่น/สากล (เช่น the International Hydropower Association, World Commission on Dams เป็นต้น ลูกค้าต้องแสดงหลักฐานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่าให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เช่น เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และระบบโครงสร้างพื้นฐาน ว่าจะมีการพิจารณาความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของโครงการอย่างรอบด้าน แต่ไม่ระบุมาตรการเฉพาะเจาะจง

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ มีธนาคารธนาคารกสิกรไทย ที่ประกาศไม่สนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจากเขื่อนที่ไม่ได้มีมาตรการจัดการและแผนปฏิบัติงานตามแนวทาง Equator Principles และไม่มีสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหรือสถาบันการเงินต่างประเทศเข้าร่วมสนับสนุนโครงการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่แม้ไม่ได้ประกาศไม่สนัลบสนุนการให้สินเชื่อ แต่โรงไฟฟ้าพลังน้ำก็จัดอยู่ในกลุ่มธุรกรรมพึงระมัดระวัง 

นอกจากนี้ แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ยังได้ออกจดหมายเปิดผนึกเรื่อง ความเสี่ยง ESG ของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง (Pak Beng) กับการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 โดยกล่าวล่า ประชาชนและชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น อำเภอเชียงของ และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลและความคืบหน้าเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบข้าม พรมแดน (Transboundary Impact Assessment) ของบริษัทผู้พัฒนาโครงการแต่อย่างใด รวมไปถึงประเด็นข้อมูลในเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะของบริษัทผู้พัฒนาโครงการ ไม่ สอดคล้องกับข้อกำหนดของหลักการอีเควเตอร์ (Equator Principles) ข้อ 2, 3, 4-5, 6 และ 10 ซึ่งให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การบังคับใช้มาตรฐานด้าน สิ่งแวดล้อมและสังคม ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและแผนการดำเนินงานตามหลักอีเควเตอร์ การปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสีย กลไกการรับเรื่องร้องเรียน และการรายงานและความโปร่งใส

นอกจากนี้ยังพบว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสภาผู้แทนราษฎร อยู่ระหว่าง กระบวนการตรวจสอบประเด็นร้องเรียนเรื่อง การละเมิดสิทธิมนุษยชนของการดำเนินโครงการ เขื่อนปากแบงผลกระทบข้ามพรมแดนของเขื่อนแม่น้ำโขง และการไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร โครงการของหน่วยงานรัฐต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง จึงเสนอให้ธนาคารควรพิจารณาระงับหรือชะลอการสนับสนุนทางการเงินแก่ โครงการดังกล่าวเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการเปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนที่มีความ โปร่งใส ผลการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐสิ้นสุดลง

บทความยอดนิยม

ในช่วงต้นปี 2568 รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านมาตรการปรับลดค่าไฟฟ้า โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติปรับค่าไฟฟ้าเรียกเก็บสำหรับรอบเดือนมกราคม – เมษายน 2568 อยู่ที่ 4.15 บาท/หน่วย ลดลงจากงวดก่อนหน้า 3 สตางค์/หน่วย โดยยืดการจ่ายหนี้ค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซฯ ของ กฟผ. และ ปตท. ที่สะสมอยู่จำนวน 85,226 ล้านบาท ออกไปก่อน ความพยายามที่จะลดค่าไฟฟ้าถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลเพื่อไทยเน้นย้ำที่จะช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน โดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568  ประกาศถึงความตั้งใจที่จะลดค่าไฟฟ้าให้อยู่ที่ 3.70 บาท/หน่วยให้ได้  เพื่อตอบรับนโยบายลดค่าไฟฟ้านี้ ในวันที่ 15 มกราคม 2568 ที่ประชุม กกพ. ได้มีมติเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ทบทวน และปรับปรุงต้นทุนค่าไฟฟ้าในส่วนค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (Policy Expense) ซึ่งประกอบด้วย โครงการอุดหนุนส่วนต่างต้นทุน […]

แผน PDP มีที่มาอย่างไรและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

โดย สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand และกรรมการผู้อํานวยการ Climate Finance

สำรวจความเป็นมาของโครงการฯ พร้อมดูว่ากลุ่มบริษัทไหนได้โควต้าบ้าง

โดย สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)) ปัญหา ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 รัฐบาล คสช. กำหนดให้การจัดการขยะมูลฝอยเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยจัดทำ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งเน้นการกำจัดขยะด้วยการแปรรูปเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy: WtE) ตั้งเป้าหมายให้มีโรงไฟฟ้าขยะกระจายอยู่ทั่วประเทศเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน จึงได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 โดยมีสาระสำคัญคือ ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการ 5 ประเภท คำสั่งนี้ส่งผลให้โครงการโรงไฟฟ้าขยะสามารถขออนุญาตตั้งอยู่ในพื้นที่ประเภทใดก็ได้ แม้ว่าพื้นที่นั้นจะเคยถูกประกาศให้เป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์เกษตรกรรม หรือที่อยู่อาศัยของชุมชนตามกฎหมายผังเมืองก็ตาม จาก คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ที่ทำให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะได้โดยง่ายกระจายไปทั่วประเทศ ปัจจุบันพบว่ามี 47 แห่ง และมีที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกมากมายภายใต้โควต้า PDP 2018 Rev1 แม้ปัจจุบัน คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 จะถูกยกเลิกไปแล้วด้วย แต่ยังมีโรงไฟฟ้าขยะที่ก่อสร้างและดำเนินการไปแล้วรวมไปถึงกำลังก่อสร้างก่อนหน้าที่จะมีการยกเลิกคำสั่งอีกมากมาย รวมไปถึงโรงไฟฟ้าขยะเองก็ถูกจัดให้เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ โดยในร่างแผน PDP2024 ยังวางแผนให้มีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มมากขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ อีกด้วย […]

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ไม่ใช่แค่น้ำเท้อที่จะทำลายพืชผลการเกษตร แต่เขื่อนปากแบง กำลังจะทำให้เกิดอ่างพิษของสารหนูจากเหมืองแรร์เอิร์ธที่ไหลมารวมกันในแม่น้ำโขง 

โครงการเขื่อนปากแบง เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขง ทางเหนือของเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางตอนเหนือของประเทศ สปป.ลาว และห่างจากชายแดนไทย-ลาว ผาได 96 กม. มีกำลังการผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์ โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทไชน่าต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ 51% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 49% มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท สัญญาสัมปทาน 29 ปี โดยจะขายไฟให้แก่ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.7129 บาท ซึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีการก่อสร้างในปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576  นอกจากปัญหาหลักในส่วนของประเด็นเรื่องพลังงาน ทั้งการที่กำลังการผลิตของไทยล้นเกินอยู่แล้ว เขื่อนในลาวที่ไทยซื้อไฟผลิตไฟได้น้อยลงเรื่อยๆ จากปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ผันผวนอันเกิดมาจากทั้งเขื่อนแม่น้ำโขงของจีนที่ต้นน้ำ ที่กักและปล่อยน้ำจนทำให้ระดับน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนิโญ่อันมีสาเหตุมาจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้หน้าแล้งน้ำในแม่น้ำโขงลดลง และราคารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนใหม่แพงมากขึ้น […]

สถาบันการเงิน/ธนาคาร กับการปล่อยกู้เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ

ในการจะขอใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการจะต้องยื่นเอกสารมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เอกสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแสดงว่าที่ดินแปลงที่จะก่อสร้างสถานประกอบกิจการไม่ต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฯลฯ รวมไปถึง หนังสืออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือหนังสือสนับสนุนทางการเงินอื่นๆ เพื่อเป็นการการันตีว่าจะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้สำเร็จได้ สถาบันการเงิน/ธนาคาร จึงเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดยหากโครงการนั้นไม่ได้รับเงินกู้ ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีล่าสุดของเขื่อนน้ำงึม 3 ที่ประเทศลาว ที่มีสัญญาซื้อขายไฟกับประเทศไทยกำลังการผลิตตามสัญญา 468.78 เมกะวัตต์ สัมปทาน 27 ปี กำหนดวันจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2569 แต่ กพช. เพิ่งจะมีมติให้ยุติการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการน้ำงึม 3 เนื่องจากโครงการมีปัญหาด้านสินเชื่อ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามแผน แต่การที่สถาบันการเงิน/ธนาคาร จะปล่อยกู้ให้แก่โครงการโรงไฟฟ้าใดนั้น นอกจากความน่าเชื่อถือของโครงการ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ การการันตีผลประกอบการหรือผลกำไรของโครงการแล้ว ยังอาจจะต้องพิจารณาหลักการต่างๆ ของการให้เงินกู้ของสถาบันการเงิน/ธนาคารในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ว่าการให้กู้เงินในโครงการนั้นๆ ละเมิดหลักการของสถาบันการเงิน/ธนาคารที่เคยให้ไว้หรือไม่  สถาบันการเงิน/ธนาคาร เคยให้กู้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซโรงไหนบ้าง โครงการโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้ว มีหลายโครงการที่ได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคารไทยมากกว่า 1 ธนาคาร โดยจากการรวบรวมข้อมูลของ JustPow พบว่า จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า โรงไฟฟ้าก๊าซทั้ง โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ล้วนได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน/ธนาคาร เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า […]

ความไม่จำเป็นของโครงการเขื่อนปากแบง

แม้แผน PDP ฉบับใหม่จะยังไม่ออกมา แต่ก็มีโครงการโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาผูกพันไว้แล้วกำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบ และจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนพลังงานและค่าไฟในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ โครงการเขื่อนปากแบง ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขง ทางเหนือของเมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางตอนเหนือของประเทศ สปป.ลาว และห่างจากชายแดนไทย-ลาว ผาได 96 กม. มีกำลังการผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์  โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง บริษัทไชน่าต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ 51% และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 49% มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท สัญญาสัมปทาน 29 ปี โดยจะขายไฟให้แก่ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.7129 บาท ซึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถปิดการจัดหาเงินกู้ได้ภายในปลายปี 2567 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2576  […]

14 มีนาคม “วันหยุดเขื่อนโลก” พิธีแต่งงานปลาบึกที่บ้านตามุย

ชาวบ้านตามุยประกอบพิธีเชิงสัญลักษณ์ ปกป้องน้ำโขง-ประกาศไม่เอาเขื่อนอีกแล้ว