ข้อเสนอเชิงนโยบาย : การเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน

โดย สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand และกรรมการผู้อํานวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT)

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand: FFT) และ Climate Finance Network Thailand (CFNT) สถาบันวิจัยด้านการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน เห็นว่า นโยบายด้านการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (climate finance) ควรได้รับการบรรจุเป็นนโยบายสําคัญในการหาเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรค เนื่องจากผลกระทบจากภาวะโลกเดือด (global boiling) กําลังสร้างความเสียหายต่อสังคมและเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน อาทิ ผลกระทบจากความร้อนสูงต่อสุขภาพและผลิตภาพในภาคการเกษตรและภาคการก่อสร้าง โดยเฉพาะงานที่ต้องทํากลางแจ้ง ความเสียหายจากภาวะการขาดแคลนน้ำ น้ําท่วม และการกัดเซาะชายฝั่งที่มาจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ธนาคารโลกประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของไทยมีแนวโน้มจะลดลง 7-14% ภายในปี ค.ศ. 2050 หากไม่มีการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อโลกรวน (climate adaptation) อย่างทันท่วงทีและเพียงพอ (World Bank, 2025)

ในเมื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานคิดเป็นสัดส่วน 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยทั้งประเทศ (Thailand’s Fourth Biennial Update Report (BUR4), 2022) การเงินที่รองรับสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) สู่ยุคที่พลังงานหมุนเวียน (คาร์บอนต่ำ) เป็นพลังงานกระแสหลัก จึงต้องเป็นส่วนสําคัญของนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน อีกทั้งนโยบายด้านนี้ควรต้องส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามหลัก “การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม” (Just Energy Transition: JET) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะไม่ซ้ำเติมความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำให้เลวร้ายลงกว่าเดิม โดยเฉพาะในยุคที่ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยยังคงรุนแรงและถ่างกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในปี 2025 ไทยเป็นหนึ่งในสามประเทศเอเชียเท่านั้น (นอกจาก อินเดีย และตุรกี) ที่กลุ่มคนรวยที่สุด 10% มีรายได้สูงกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ประชากรทั้งประเทศ และกลุ่มคนที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 10% แรก ถือครองความมั่งคั่งกว่า 65% ของความมั่งคั่งทั้งประเทศ (World Inequality Lab, 2025)

เมื่อคํานึงถึงบริบทข้างต้น FFT ร่วมกับ CFNT ขอนําเสนอนโยบายด้านการเงินและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม รวม 7 นโยบาย เพื่อแก้ “ปมปัญหา” ที่สําคัญ 2 ปมดังต่อไปนี้

1. สถาบันการเงินจำนวนมากยังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โรงไฟฟ้าฟอสซิลและโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ต่อไป

ปมปัญหานี้หลักๆ เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าสัญญาซื้อขายพลังงาน (Power Purchase Agreement: PPA) ของโรงไฟฟ้าฟอสซิลเอกชนและโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ยังเป็นสัญญาระยะยาวแบบ “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (take-or-pay) ที่ผูกมัดให้รัฐคือ กฟผ. ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายเต็มจำนวนตามกำลังการผลิต หรือค่าพลังงานขั้นต่ำที่ตกลงกันล่วงหน้าเพื่อการันตีผลตอบแทนการลงทุนให้ผู้ผลิตเอกชน เงื่อนไขดังกล่าวนอกจากจะสร้างภาระค่าไฟให้แก่ประชาชนเกินจำเป็น ในบริบทที่รัฐพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมายังสร้างแรงดึงดูดที่ยากจะปฏิเสธสำหรับสถาบันการเงิน เนื่องจากทำให้ธุรกิจโรงไฟฟ้าฟอสซิลและโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ต่ำมากจากการการันตีกำไรโดยรัฐ

การแก้ปมปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยนโยบายหลัก 4 นโยบายประกอบกัน ได้แก่

1. เร่งออก พ.ร.บ. โลกรวน และประกาศใช้กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับกับภาคพลังงาน

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการ ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … (“พ.ร.บ. โลกรวน”) ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 CFNT มองว่ากฎหมายโลกรวนฉบับแรกของประเทศฉบับนี้คือ กฎหมายสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตามเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2093 เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้บรรจุเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญต่อการจุดประกายการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะกลไกราคาคาร์บอน (carbon pricing) อย่างภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS)

อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักประกันใดว่าภายหลังจากที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านรัฐสภา กลไกราคาคาร์บอนดังกล่าวจะถูกนำมาใช้กับภาคพลังงาน แม้จะเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การเร่งผลักดัน พ.ร.บ. โลกรวน ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายโดยเร็ว จึงต้องกระทำควบคู่ไปกับการประกาศว่าเมื่อกฎหมายผ่านสภาแล้ว รัฐบาลจะผลักดันให้ใช้กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ไม่ว่าจะเป็นภาษีคาร์บอน และ/หรือ ETS กับภาคพลังงานโดยเร็ว เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (level playing field) และปรับทิศแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งก็จะเป็นการปรับทิศแรงจูงใจทางการเงินของภาคการเงินไปโดยปริยาย เมื่อโรงไฟฟ้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต้องปรับตัวรับมือกับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ

2. ประกาศว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกโรงต้องปลดระวางก่อนกำหนด ภายในปี ค.ศ. 2035

แผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 ของไทย (NDC 3.0) ซึ่งส่งให้กับ UNFCCC เมื่อวันที่4 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2035 (พ.ศ. 2578) จากปีฐาน ค.ศ. 2019 เพื่อเร่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050(พ.ศ. 2593) โดยจะ “ลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน” ด้วย เอกสาร NDC 3.0 ระบุด้วยว่าการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด (early coal-fired power plant phaseout) มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ราว 8.8% ของเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในภาคพลังงาน 68.1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ขณะที่มีต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (abatement cost) ถูกที่สุดในบรรดาทางเลือกทั้งหมดของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน โดยมีต้นทุนเพียง 11 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น (กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, 2025) อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมารัฐบาลไทยยังไม่เคยจัดทำแผนการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ CFNT จึงเสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรประกาศเป็นนโยบายอย่างชัดเจนว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินทุกโรงในประเทศต้องปลดระวางก่อนกำหนด ภายในปี ค.ศ. 2035 (ปีเป้าหมายในแผน NDC 3.0 ของประเทศไทย) เพื่อให้สอดคล้องกับแผน NDC 3.0 และสถาปนาความชัดเจนทางนโยบายเพื่อจูงใจให้ภาคการเงินมีส่วนร่วมในการสรรหาโครงสร้างและนวัตกรรมทางการเงินเพื่อสนับสนุนการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดสำหรับลูกค้าธุรกิจ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของสถาบันการเงินหลายแห่งเองด้วย

3. คณะทำงาน Thailand Taxonomy ควรนำเกณฑ์ DNSH ใน EU Taxonomy มาใช้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน Thailand Taxonomy อย่างครบถ้วน

มาตรฐานการจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Thailand Taxonomy ซึ่งไทยมีการจัดทำตั้งแต่ปี 2023 เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนการเงินเพื่อรับมือกับโลกรวน รวมถึงการเงินเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ดี เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง ที่จะสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ใน Thailand Taxonomy นอกเหนือจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ “การใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน” และ “การอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ” เกณฑ์การจัดโครงการชนิดนี้ว่า “เขียว” (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) จึงต้องมีความรัดกุมเป็นพิเศษ

FFT มองว่าเกณฑ์ใน Thailand Taxonomy สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำยังไม่รัดกุมเพียงพอโดยเฉพาะยังไม่นำเกณฑ์ใน EU Taxonomy ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกณฑ์ Do No Significant Harm (DNSH) มาใช้อย่างครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ FFT จึงเสนอว่าคณะทำงาน Thailand Taxonomy ควรนำเกณฑ์โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน EU Taxonomy มาใช้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเกณฑ์ DNSH ข้อต่อไปนี้ (EU Taxonomy, 2025)

  1. ผู้ดำเนินโครงการลงมือปฏิบัติตามมาตรการบรรเทาผลกระทบทั้งหมดที่เป็นไปได้ทางเทคนิคและมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อแหล่งน้ำ แหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการคุ้มครอง และพันธุ์พืชและสัตว์ที่พึ่งพาอาศัยแหล่งน้ำ มาตรการเหล่านี้รวมถึง
    • มาตรการเพื่อรับประกันว่าปลาจะสามารถเดินทางอพยพทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เช่น เครื่อง ปั่นไฟที่เป็นมิตรกับปลา มาตรการระงับหรือลดขนาดปฏิบัติการของเขื่อนให้เหลือน้อยที่สุด ในฤดูอพยพหรือวางไข่ของปลา เป็นต้น
    • มาตรการเพื่อลดการไหลของตะกอนให้เหลือน้อยที่สุดและมาตรการบรรเทาความผันผวน ระยะสั้นของกระแสน้ำ
    • มาตรการปกป้องหรือส่งเสริมถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
  2. ผู้ดำเนินโครงการจัดทำการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อแหล่งน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำเดียวกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อถิ่นที่อยู่อาศัยที่ได้รับการคุ้มครอง พันธุ์พืชและสัตว์ที่อาศัยแหล่งน้ำ รวมถึงการวิเคราะห์เส้นทางอพยพของปลา ตลอดจนประเมินผลกระทบสะสมของโครงการใหม่ดังกล่าวกับโครงการอื่นๆ ที่มีอยู่เดิมหรืออยู่ในแผนการก่อสร้างในลุ่มน้ำเดียวกัน

4. ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ทุกธนาคารจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (transition plan)สำหรับพอร์ตสินเชื่อและพอร์ตลงทุนในภาคพลังงาน

ผลการศึกษาของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) พบว่า ณ ต้นปี 2025 มีธนาคารอย่างน้อยสามแห่งที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero ขอบเขต 3 (Scope 3) ซึ่งรวมถึงก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยโดยลูกค้าธุรกิจของธนาคารด้วย ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารทิสโก้ (Fair Finance Thailand, 2025)

ในระดับหน่วยงานกำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ Financing the Transition: การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งธนาคารไทยทุกแห่งล้วนเข้าร่วมโครงการดังกล่าว (ธปท., 2025) อีกทั้ง ธปท. ร่วมกับ หน่วยงานอื่นได้ร่วมกันพัฒนา Thailand Taxonomy เป็นมาตรฐานกลางเพื่อจำแนกกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกิจกรรมในภาคพลังงานถูกรวมอยู่ใน Thailand Taxonomy ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา

ดังนั้น เพื่อรักษาโมเมนตัมทางนโยบายและสร้างแรงจูงใจอย่างเป็นระบบ ให้สถาบันการเงินวางแผนเลิกสนับสนุนธุรกิจพลังงานฟอสซิล FFT และ CFNT จึงเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้สถาบันการเงินทุกแห่งจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (transition plan) สำหรับพอร์ตสินเชื่อและพอร์ตการลงทุนในภาคพลังงาน โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติระดับสากล อาทิ A Guide to Transition Plans for Banks: The path from targets to implementation (พฤศจิกายน 2025) ของ UN Environment Programme: Finance Initiative (UNEP FI, 2025)

2. โครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency: EE) โดยเฉพาะโครงการระดับชุมชนและครัวเรือนยังต้องการกลไกสนับสนุนทางการเงิน

แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานหลายประเภทจะมีต้นทุนลดลงเรื่อยๆ จนแข่งขันได้กับพลังงานฟอสซิลแล้วก็ตาม การเข้าถึงกลไกทางการเงินที่สนับสนุนการติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับภาคครัวเรือน งานวิจัย “ใช้พลังมวลชน: เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์ครัวเรือนด้วยโมเดลคราวด์ฟันดิงในไทย” ของ CFNT ในปี 2024 พบว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคายังเป็นเรื่องยุ่งยากและท้าทายสำหรับภาคครัวเรือน โดยเฉพาะการขอสินเชื่อเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ อาทิ ความไม่สอดคล้องระหว่างประเภทสินเชื่อกับการใช้งานจริง เนื่องจากโดยทั่วไป ธนาคารจะจัดสินเชื่อสําหรับการติดตั้งแผงโซลาร์ไว้ในหมวดหมู่สินเชื่อบ้าน เรียกร้องกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน การจัดประเภทแบบนี้จํากัดการเข้าถึงสําหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ทำให้ผู้ที่มีรายได้สูงเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าถึงการติดตั้งแผงโซลาร์ได้ ยังไม่นับปัญหาพื้นฐานที่ครัวเรือนรายได้น้อยมักประสบปัญหาอยู่แล้วในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ (CFNT, 2024)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดและอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะสำหรับภาคชุมชนและครัวเรือน CFNT มีข้อเสนอนโยบาย 3 ข้อ ดังนี้

1. ออกมาตรการสนับสนุนการผ่อนชำระค่าติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระดับชุมชนและครัวเรือน ผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing: OBF)

ผลการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัย “ใช้พลังมวลชนฯ” ของ CFNT พบว่า โมเดลการผ่อนชำระผ่านใบเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค หรือ On-Bill Financing (OBF) คือการผสมผสานกระบวนการชําระคืนเงินต้นให้เป็นส่วนหนึ่งกับการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะช่วยขจัดเงินทุนตั้งต้นในการติดตั้งและช่วยให้ผู้บริโภคสามารถผ่อนชําระด้วยเงินที่ประหยัดได้จากภาระค่าไฟฟ้าที่ลดลงโมเดลนี้จัดการกับอุปสรรคทางการเงินที่สําคัญซึ่งขัดขวางการนําระบบแผงโซลาร์ครัวเรือนมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสบความสําเร็จจากการใช้งานในสหราชอาณาจักรและหลายมลรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น แคนซัสและมินนิโซตา

ในโครงสร้างนี้ ผู้เล่นหลักคือตัวแทนบริษัทสาธารณูปโภคไฟฟ้าซึ่งแบกรับเงินลงทุนตั้งต้นในการติดตั้งระบบแผงโซลาร์บนหลังคา ผู้บริโภคชําระคืนค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผ่านการจ่ายค่าสาธารณูปโภครายเดือน ซึ่งออกแบบมาไม่ให้มากกว่าเงินที่ประหยัดได้จากระบบโซลาร์ ตามแนวคิดที่เรียกว่า “รายจ่ายเท่าเดิม (bill neutrality)” โมเดลนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวมที่ลดลงทันที โดยไม่มีภาระทางการเงินเพิ่มเติม ยิ่งไปกว่านั้น ภาระการผ่อนชำระจะยึดตามมิเตอร์ค่าสาธารณูปโภคไม่ใช่เจ้าของบ้านที่เป็นปัจเจก ดังนั้น หากมีการขายบ้านไป ภาระผูกพันในการชําระคืนจะโอนไปยังผู้อยู่อาศัยใหม่โดยอัตโนมัติ ช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากการย้ายที่อยู่อาศัยของเจ้าของบ้านเดิม (CFNT, 2024)

ในประเทศไทย รัฐสามารถส่งเสริมโมเดล OBF โดยตรง สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์และมาตรการ ประสิทธิภาพพลังงาน ผ่านรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟผ.) และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทผู้ติดตั้งแผงโซลาร์และอุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่สนใจจะใช้โมเดลการผ่อนชำระดังกล่าว

2. ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดน้ำหนักความเสี่ยง (risk weights) สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน จาก 100% เป็น 50%

เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า โครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะโลกรวนได้ดีกว่าโครงการพลังงานฟอสซิล ธปท. สามารถประกาศลดน้ำหนักความเสี่ยง (risk weights) ที่ธนาคารทุกแห่งต้องใช้ในการคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสำหรับโครงการและมาตรการดังกล่าว จาก 100% เป็น 50% ซึ่งการลดน้ำหนักดังกล่าวจะส่งผลให้ สถาบันการเงินต้องกันเงินทุนสำรองน้อยลงในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพลังงาน หมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งก็จะทำให้สถาบันการเงินสามารถลดดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่ขอสินเชื่อเหล่านี้ และมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานอย่างยั่งยืน

3. ทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนฟอสซิลโดยรัฐ (subsidies) เปลี่ยนมาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานแทน

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลแทบทุกชุดใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2022 ที่ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากการบุกยูเครนของรัสเซีย ระดับการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศของภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 19-35% ของราคาเฉลี่ยที่แท้จริง ผลจากการอุดหนุนราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะดีเซล ก๊าซ LPG และบิลค่าไฟฟ้าของครัวเรือน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีภาระต้นทุนพลังงานและหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจนกระทบต่อความยั่งยืนทางการเงิน อีกทั้งไม่สอดคล้องกับแผน Net Zero และการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ เนื่องจากสร้างแรงจูงใจให้ใช้พลังงานฟอสซิลต่อไป แทนที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของพลังงานหมุนเวียน

ด้วยเหตุนี้ CFNT จึงเสนอว่ารัฐควรทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนฟอสซิลทุกชนิดเปลี่ยนมาเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน และมาตรการประสิทธิภาพพลังงานแทน โดยอาจประยุกต์ใช้บทเรียนและแนวทางของกฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ในอเมริกา ซึ่งฝ่ายวิจัยของ Goldman Sachs วาณิชธนกิจชื่อดัง เคยประเมินว่ากฎหมาย IRA นี้ฉบับเดียวจะปล่อยเงินอุดหนุนภาครัฐรวมกันมากถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปลายปี 2032 ซึ่งเงินจำนวนนี้จะไปขับเคลื่อนการลงทุน กว่า 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน และมากถึง 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนับถึงปี 2050 การลงทุนมากกว่าครึ่งจะทุ่มลงไปในธุรกิจ พลังงานหมุนเวียน (ไม่นับนิวเคลียร์ และพลังงานน้ำ) ส่งผลใหอ้เมริกาเข้าสู่ “การปฏิวัติพลังงานยุคที่สาม” ได้สำเร็จ โดยคาดว่า พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนสูงกว่า 75% ของระบบพลังงานอเมริกันในปี 2050 (Goldman Sachs, 2023)

เอกสารอ้างอิง 

บทความยอดนิยม

พีดีพีคืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับบิลค่าไฟของเรา

ร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของกลุ่ม Fossil Free Thailand ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชุมชนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า และเครือข่ายภาคประชาชน จ. ฉะเชิงเทรา ตลอดจนกลุ่มองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมในประเทศไทย  ให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์

BloombergNEF (BNEF) ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยเชิงกลยุทธ์ชั้นนำที่ครอบคลุมทั้งประเด็นเรื่องพลังงานสะอาด การขนส่งขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล ผลิตภัณฑ์ทางนวัตกรรม ภายใต้บริษัท Bloomberg L.P. ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากการใช้ถ่านหินและน้ำมันผลิตไฟฟ้า ไปสู่ยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’ จากการค้นพบและใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้สร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้การจัดหาก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องจัดหาก๊าซเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก ทั้งจากเมียนมา และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว

ในยุคที่เรียกกันติดปากว่า “ของแพง ค่าแรงถูก” ปัญหาหนักอกของคนไทยทั้งประเทศก็คือ สินค้า และบริการที่กำลังขึ้นราคานั้นหลายชนิดไม่ใช่ของหรูหราราคาแพงที่นานๆ เราจะซื้อที แต่เป็นของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไม่เว้นแม้แต่ “ค่าไฟฟ้า” สาธารณูปโภคพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในวิถีชีวิตสมัยใหม่

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

7 พรรคการเมืองมีความเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบายพลังงานข้อไหน อย่างไรบ้าง

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน “#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” จัดโดย

ข้อเสนอเชิงนโยบาย : เพื่อกำหนดเป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนภายในปี 2035

โดย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัญหา ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านวิกฤตภูมิอากาศ ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการลดก๊าซเรือนกระจก โดยจัดทำแผน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย : การกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม กรณีโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย

โดย สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)) ปัญหา ภายหลังการรัฐประหารปี 2557

ทุกพรรคการเมืองขานรับ ประชาชนขายไฟเองได้

เวที “เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” ได้ข้อตกลงร่วมกันจากทุกพรรคการเมืองว่า