3 เงื่อนไขที่อาจทำให้บริษัทติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กไม่สามารถเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนได้ 

จากกระแสข่าวที่มีบริษัทรับติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัท SolarHub, Way Solar, เคมี โซล่าร์ เอ็นเนอร์จี้ จำกัด, One Shine Solar, Big One Solutions ฯลฯ ออกมาประกาศแจ้งต่อลูกค้าว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่ภาครัฐมีอการอุดหนุนให้หลังคาเรือนละ 50,000 บาทนั้น ซึ่งเป็นผลมาจากเงื่อนไขที่เกิดขึ้นอ้างอิงจาก ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ 

ซึ่งเจ้าของโครงการคือกระทรวงมหาดไทย จัดทำโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย วันที่ 27 ตุลาคม 2569 อันเป็นวันเดียวกันกับที่ ครม. อนุมัติโครงการโซลาร์ 1 ล้านหลังคาเรือน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท แม้ว่าในเอกสารจะมีการเขียนว่า ‘สถานะการใช้เอกสาร เอกสารนี้เป็นร่างเพื่อพิจารณา ยังไม่ใช่ประกาศเปิดรับสมัคตรหรือข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้’ แต่อย่างไรก็ตามก็เกิดการอ้างอิงและทำให้บริษัทรับติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กหลายบริษัทประกาศไม่เข้าร่วมในโครงการนี้

JustPow ชวนสำรวจเงื่อนไขสำคัญที่ปรากฏใน ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ ที่ทำให้บริษัทรับติดตั้งโซลาร์ขนาดเล็กหลายบริษัทออกมาประกาศแจ้งต่อลูกค้าว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน

1. ต้องวางหลักประกัน 50,000 บาทต่องาน ทำให้บริษัทที่มีเงินทุนน้อยอาจไม่มีเงินมากพอที่จะวางหลักประกันเพื่อที่จะรับงานได้ 

ในบทที่ 3 บุคลากร ใบอนุญาต หลักประกัน และประประกันภัย ในเอกสาร ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ ของกระทรวงมหาดไทยกล่าวไว้ในหัวข้อที่ 3.3 ว่า 

3.3 หลักประกันและประกันภัย

1) การวางเงินประกันผลงานของผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Bank Guarantee) : ขอให้วาง Bank Guarantee จำนวน 50,000 บาท ต่องานเป็นระยะเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงานภายในระยะเวลา 6 เดือน จะถูกยึด Bank Guarantee

จากข้อกำหนดในเรื่องหลักประกันและประกันภัย จะเห็นได้ว่าบริษัทที่รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ภายใต้โครงการนี้มีภาระที่จะต้องหาเงินมาวางประกัน และหากมีจำนวนลูกค้ามากเท่าไร ก็จะต้องมีเงินประกันเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เช่น หากบริษัทที่รับติดตั้งที่เข้าร่วมโครงการนี้รับงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมกัน 100 หลัง จะต้องจัดหาวงเงิน Bank Guarantee ระหว่างติดตั้งรวมทั้งสิ้น 5 ล้านบาท ซึ่งเงื่อนไขนี้จะสร้างข้อจำกัดแก่บริษัทขนาดเล็กหรือ SMEs ที่ไม่มีเงินทุนสำรองมากพอที่จะสามารถนำไปจัดวางเป็น Bank Guarantee ได้ 

จากรายงานข่าวจะเห็นว่าบริษัทอย่าง Way Solar ที่ประกาศไม่ร่วมโครงการนี้มีสินทรัพย์รวมเพียงแค่ 500,000 บาท ซึ่งหากจะต้องนำสินทรัพย์ไปจัดวางเป็น Bank Guarantee ก็อาจจะสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางธุรกิจในระยะยาวได้ เงื่อนไขนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อบริษัทที่รับติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและสินทรัพย์มากพอที่จะวางเป็น Bank Guarantee ได้ แม้จะมีลูกค้าจำนวนมาก ในขณะเดียวกันเงื่อนไขนี้ก็เป็นการกีดกันบริษัทขนาดเล็กและ SMEs ให้ไม่สามารถร่วมโครงการนี้ได้ 

2. ต้องวางหลักประกันอีก 10,000 บาทต่องาน สำหรับภาระรับประกันระยะเวลา 7 ปี

ในบทที่ 3 บุคลากร ใบอนุญาต หลักประกัน และประประกันภัย ในเอกสาร ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ ของกระทรวงมหาดไทยกล่าวไว้ในหัวข้อที่ 3.3 ว่า 

2) ผู้ให้บริการติดตั้งต้องส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารภายในประเทศ วงเงิน 10,000 บาท ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับอนุญาตให้เชื่อมระบบต่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า เพื่อเป็นหลักประกันการรับประกันความชำรุดบกพร่องของงานติดตั้ง การจัดให้มีประกันอัคคีภัยและการให้บริการบำรุงรักษาและทำความสะอาดแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยผู้ให้บริการต้องวางหลักประกันสัญญาครอบคลุมระยะรับประกันระยะเวลา 7 ปี โดยรูปแบบเป็นไปตามข้อกำหนดของ กฟน.และ/หรือ กฟภ.

จากข้อกำหนดดังกล่าวจะเห็นได้ว่าบริษัทที่รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ภายใต้โครงการนี้มีภาระที่จะต้องหาเงินมาวางประกันอีกส่วนหนึ่ง อันเป็นค่าประกัน “ความชำรุดบกพร่องของงานติดตั้ง การจัดให้มีประกันอัคคีภัยและการให้บริการบำรุงรักษาและทำความสะอาดแผงเซลล์แสงอาทิตย์” แม้ว่าจะเป็นเงินประกันเพียง 10,000 บาท แต่ระยะเวลาในการวางประกันนั้นยาวนานถึง 7 ปี โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบกับการติดตั้งโซลทาร์รูฟท็อปกับ MEAei ของการไฟฟ้านครหลวงก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้รับประกันติดตั้งและบำรุงรักษา 2 ปี และประกันอัคคีภัยเพียง 1 ปี

เท่ากับว่าหากบริษัทที่รับติดตั้งที่เข้าร่วมโครงการนี้รับงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมกัน 100 หลัง ก็จะต้องมีเงินเงินค้ำประกันในส่วนนี้ 1,000,000 บาท/ปี และเงินก้อนนี้ก็จะถูกการไฟฟ้าเก็บไว้ในฐานะเงินประกันยาวถึง 7 ปี เงื่อนไขนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่เอื้อต่อบริษัทที่รับติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและสินทรัพย์มากพอที่จะวางเป็นเงินประกันกับการไฟฟ้ายาวนานถึง 7 ปีได้ ในขณะเดียวกันเงื่อนไขนี้ก็เป็นการกีดกันบริษัทขนาดเล็กและ SMEs ที่ไม่มีเงินทุนสำรองมากพอที่จะสามารถนำไปจัดวางเป็นเงินประกันในระยะเวลายานนานขนาดนั้นได้ 

3. แม้จะมีบริษัทสมัครร่วมโครงการจำนวนมาก แต่ภาครัฐเพิ่งจะเปิดเงื่อนไขในวันที่ ครม. อนุมัติโครงการ และราคากลาง 140,000 บาท (รวม VAT) ภายใต้เงื่อนไขนี้อาจจะไม่คุ้มสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

แม้ กฟน. จะมีการเปิดเผยว่า มีบริษัทรับติดตั้งโซลาร์ที่สมัครเข้าโครงการนี้จำนวนกว่า 665 บริษัท และ กฟภ. มีการประกาศรายชื่อผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ในจังหวัดต่างๆ โดยในแต่ละจังหวัดมีบริษัทที่สมัครเข้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนหลายร้อยบริษัท 

แต่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับบริษัทผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งเป็นเอกสารไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดชื่อ ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’ เพิ่งจะมีการเปิดให้เข้าถึงได้ในวันเดียวกันกับที่ ครม. อนุมัติโครงการนี้ โดยในตัวเอกสารเองระบุไว้ว่า “จัดทำโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย วันที่ 27 ตุลาคม 2569” ซึ่งหมายความว่า บริษัทที่สมัครเข้าร่วมโครงการก็เพิ่งจะรับรู้ถึงเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการดำเนินการในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 และหากไม่สามารถรับเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ตามระเบียบดังกล่าวได้ ก็อาจจะมีบริษัทที่ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ถอนตัวไม่เข้าโครงการนี้เพิ่มขึ้น 

ไม่เพียงแค่การรับทราบเงื่อนไขในการให้บริการติดตั้งโซลาร์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เกิดการถอนตัวในวันที่ ครม. อนุมัติโครงการ ไม่ใช่ในวันที่สมัครเข้าร่วมโครงการ การที่กฟน./กฟภ. กําหนดคุณสมบัติและอัตราค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุดมาตรฐานขนาด 5 kW 1 phase วงเงินมาตรฐาน 140,000 บาท (รวม VAT) ยังกลายมาเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่บริษัทผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์บางแห่งมองว่า เมื่อนำเอาตัวเลขอัตราค่าติดตั้ง 140,000 บาท (รวม VAT) มาพิจารณาควบคู่กันกับเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนดไว้ใน ‘Handbook คู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor’  

โดยเฉพาะการรับประกันงานติดตั้งเป็นระยะเวลา 7 ปี และแก้ไขความชํารุดบกพร่องที่เกิดจากการออกแบบหรือการติดตั้งที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งปกติการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของบริษัททั่วไป หรือแม้กระทั่งของบริษัท MEAei ของการไฟฟ้านครหลวงเองก็จะมีการรับประกันการติดตั้งและบำรุงรักษาอยู่ที่ 2 ปี เท่านั้นและประกันอัคคีภัยเพียง 1 ปี ยังไม่รวมถึงประเด็นการบํารุงรักษาและทําความสะอาดแผงที่มีการกำหนดไว้อย่างน้อยปีละ 1 คร้ัง ตลอดระยะเวลา 7 ปี อีกด้วย ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขเหล่านี้เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าติดตั้ง 140,000 บาท (รวม VAT) และรวมไปถึงการที่ต้องจัดหาวงเงิน Bank Guarantee ทั้งเงินหลักประกันและเงินประกันภัย ทำให้หลายบริษัทมองว่าเมื่อพิจารณาร่วมกันในเชิงการดำเนินธุรกิจอาจจะไม่คุ้มสำหรับบริษัทขนาดเล็ก หรือ SMEs 

บทความยอดนิยม

เรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างการเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคงพลังงาน รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ของภูมิภาค

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) คือแผนแม่บทในการจัดหาไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้งานครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และภาคการเกษตร

จากกรณีค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกนำมาเฉลี่ยเก็บจากบิลผู้ใช้ไฟ 10 สตางค์ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า ควรจะจัดการอย่างไรดี เพราะเมื่อดึงกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่มีไฟสาธารณะเป็นคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท. สุดท้ายแล้วงบประมาณในส่วนนี้ก็มาจากภาษีประชาชน JustPow ชวนมาสำรวจ ‘ค่าไฟ’ ของหน่วยงานภาครัฐ ว่าแต่ละปีต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ หน่วยงานไหนจ่ายมาก-น้อย ที่สุด จากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนรายการที่เป็น ‘ค่าไฟฟ้า’ จะพบว่ามีการตั้งงบประมาณไว้ 10,951,969,600 บาท โดยหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน 2,378,236,400 โดยที่กองทัพบกมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุด 1,179,393,900 บาท  อันดับสองคือ กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2,034,119,100 บาท ซึ่งเป็นเพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมกว่า 98 แห่งทั่วประเทศ และยังมีสถาบันอื่่นๆ อีก จึงทำให้ค่าไฟฟ้าที่สูง  อันดับสาม คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 848,224,500 บาท […]

โดย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัญหา ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านวิกฤตภูมิอากาศ ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการลดก๊าซเรือนกระจก โดยจัดทำแผน NDC 3.0 ซึ่งตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เร็วขึ้นจากแผนเดิมที่เคยวางไว้ถึง 15 ปี การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและลดการใช้พลังงานฟอสซิลลงอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อพิจารณาในมิติทางเศรษฐศาสตร์จะพบว่า พลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน (LCOE) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งพลังงานที่มีราคาถูกที่สุดในประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็ตาม โครงสร้างระบบพลังงานของประเทศกลับกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สวนทางกับเป้าหมายดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยประเทศไทยยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 78 แบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 57.24 รองลงมาคือถ่านหิน ร้อยละ 20.71 ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 20.56 เท่านั้น อีกทั้งยังมีแผนลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ เช่น การก่อสร้างท่าเรือ LNG แห่งที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2029 (พ.ศ. 2572) อันนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะกลายเป็น ‘สินทรัพย์ที่ด้อยค่า’ (stranded assets) หากประเทศไทยจะต้องปรับลดการใช้ก๊าซในอนาคต การมีท่าเรือ […]

เงิน Claw Back คืออะไร? มีบทบาทอย่างไรในการลดค่าไฟฟ้า รัฐบาลจะเอาเงิน Claw Back มาลดค่าไฟไปได้อีกนานเท่าไหร่

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

3 คำถามสำคัญต่อโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน งบ 50,000 ล้านบาท จากเงินกู้ 2 แสนล้านบาท 

จากการที่ ครม. อนุมัติการใช้เงินกู้วงเงินจากเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการโซลาร์ประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินทุนในการติดตั้งให้ประชาชนครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท ทั้งการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา โซลาร์บนพื้นดิน และในแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำในรูปแบบโซลาร์ลอยน้ำ วงเงินรวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท JustPow ชวนตั้งคำถาม 3 คำถามสำคัญต่อโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน วงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ว่ามีประเด็นสำคัญอะไรบ้างที่ประชาชนทุกคนที่จะต้องกลายมาเป็นผู้แบกรับหนี้เงินกู้นี้ร่วมกันจะต้องติดตามและตั้งคำถามต่อโครงการนี้บ้าง  1. จะสามารถติดได้ครบ 1 ล้านหลังภายใน 1 ปีงบประมาณหรือไม่ ในเมื่อซัพพลายในการติดตั้งต้องนำเข้าและมีจำกัด และมีขั้นตอนที่ต้องขอจากหน่วยงานราชการ จากโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน ที่ภาครัฐจะมอบเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รวมไปถึงแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นดิน และโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) 50,000 บาทต่อครัวเรือน เป็นจำนวน 1 ล้านครัวเรือน รวมวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ภายใต้วงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของ พ.ร.ก. […]

รัฐบาลอนุทินกู้ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” แต่ไร้ KPI ลดคาร์บอน–ลดพึ่งพา LNG มีแค่แผนซื้อของ

นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม นักการเมืองกังวล เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน เน้นซื้อของ ติดตั้งอุปกรณ์ แต่ไม่มีแผนงานระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยประหยัดพลังงาน และไม่มีตัวชี้วัดว่าจะลดคาร์บอนเท่าไร ลดพึ่งพา LNG แค่ไหน ขณะที่ พ.ร.ก. ยังเปิดช่องให้เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้กับโครงการแจกเงินเช่นไทยช่วยไทยพลัสแทน หากเบิกจ่ายไม่ทันกรอบเวลาที่กำหนด เวทีเสวนา “เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม  2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวกับ “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569” หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งบบรรเทาค่าครองชีพประชาชนจำนวน 2 แสนล้านบาท และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศอีก 2 แสนล้านบาท ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด, ศุภโชติ […]

ระบบขายไฟคืน Net Metering ต่างจาก Net Billing อย่างไร

Q : ระบบขายไฟคืน Net Metering ต่างจาก Net Billing

จะติดโซลาร์ยุ่งยากไหม ต้องทำยังไงบ้าง

Q : จะติดโซลาร์ยุ่งยากไหม ต้องทำยังไงบ้าง A : อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้การติดโซลาร์นั้นเป็นเรื่องน่าปวดหัวก็คือ ขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก