JustPow เปิดตัวเว็บแอปฯ ‘ค่าไฟไปไหน’

ในปี 2568 จะพบว่าค่าไฟลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 4.18 บาทต่อหน่วยในปี 2567 เหลืออยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วยในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน 2568 และในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ลดลงเหลือ 3.98 ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม อยู่ที่ 3.94 บาท/หน่วย และล่าสุด (1 ธ.ค. 2568) จากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าประจำเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ลดลงเหลือ 3.88 บาท/หน่วย จากที่เสนอมาในครั้งแรกหน่วยละ 3.94 บาท เนื่องด้วยคาดการณ์ว่าราคา LNG จะปรับลดลงจาก 12.5 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู ลงมาเหลือ 11.6 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู 

อย่างไรก็ตาม การลดค่าไฟในช่วงที่ผ่านมา ใช้วิธีนำเงินเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw Back) ของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในส่วนที่ไม่ได้มีการลงทุนตามแผน มาใช้ในการปรับลดค่าไฟฟ้า ในขณะที่ครั้งล่าสุดค่าไฟงวดมกราคม-เมษายน 2569 นี้สามารถปรับลดค่าไฟลงได้เนื่องจากราคา LNG ที่ลดลง นั่นหมายความว่า LNG มีผลทำให้ค่าไฟของเราขึ้น-ลง อย่างมีนัยสำคัญ ว่าแต่คุณรู้ไหมว่าค่าไฟที่คุณจ่ายทุกเดือน มีค่า LNG อยู่ในนั้นกี่บาท และค่าไฟที่เราจ่ายทุกๆ เดือนนั้น สะท้อนโครงสร้างที่เป็นธรรมแล้วหรือยัง? และเราเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบิลค่าไฟของเรามากน้อยแค่ไหน?

ในบิลค่าไฟที่ทุกคนต้องจ่ายในแต่ละเดือนนั้น มีทั้งค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และค่าอื่นๆ แต่แท้จริงแล้วมันประกอบด้วยอะไรบ้าง ปลายทางของเงินที่เราจ่ายให้การไฟฟ้าฯ สุดท้ายไปอยู่ในกระเป๋าใคร แล้วค่าไฟที่เราต้องจ่ายอยู่ตอนนี้ ถือว่าเป็นธรรมแล้วหรือยัง?

JustPow แพลตฟอร์มที่เป็นการรวมตัวกันขององค์กรที่ทำงานด้านข้อมูล องค์ความรู้ การสื่อสารในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำเว็บแอปฯ ‘ค่าไฟไปไหน’ ขึ้น เพื่อตอบคำถามดังกล่าว โดยเมื่อผู้ใช้กรอกตัวเลขค่าไฟที่จ่ายไปในเดือนนั้นๆ เว็บแอปฯ จะแสดงผลการคำนวณแบบเฉพาะบุคคล (personalized) แตกรายละเอียดว่าเงินนั้นไปที่ภาครัฐหรือภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายหลักในปัจจุบัน ในสัดส่วนเท่าใด คิดเป็นเงินกี่บาท โดยในการคำนวณอาศัยข้อมูลจากเอกสารองค์ประกอบค่าไฟฟ้าปี 2566 และรายงานประมาณการค่า Ft ปี 2566 

สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow กล่าวว่า “เราต้องการชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างค่าไฟไม่ใช่แค่ตัวเลขกลมๆ ที่ต้องจ่ายตามกำหนด ไม่ใช่แค่ค่าไฟฐานหรือค่า Ft ที่สุดท้ายแล้วหลายคนก็ไม่รู้ว่าสองค่านั้นคืออะไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบเท่าใด แค่ไหนบ้าง มากไปกว่านั้น ประชาชนในฐานะผู้ที่จ่ายค่าไฟ ควรจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายและโปร่งใส ควรจะเข้าใจว่าเงินค่าไฟที่จ่ายไปทุกเดือนนั้นมาจากวิธีคิดการวางแผนเรื่องพลังงานอย่างไร แล้ววิธีคิดแบบนั้นทำให้เกิดอะไรบ้าง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจนกลายมาเป็นค่าใช้จ่ายในบิลค่าไฟของเราทุกคนนั้น มันถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน ค่าใช้จ่ายอะไรที่เราควรจะเข้าใจและสามารถตั้งคำถามกับมันได้ เพื่อนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงและเรียกร้องความเป็นธรรมของโครงสร้างค่าไฟไทยอย่างแท้จริง” 

ไม่เพียงแค่นั้น เว็บแอปฯ ‘ค่าไฟไปไหน’ ยังแสดงรายละเอียดปลีกย่อยลงไปด้วยว่า ในจำนวนเงินที่จ่ายไปนั้น ในส่วนค่าไฟที่จ่ายไปยังภาครัฐและภาคเอกชน แบ่งเป็น 3 ค่าหลักคือ ค่าเชื้อเพลิง ค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อแตกรายการย่อยออกมา ก็จะพบว่า ค่าไฟที่จ่ายไปยังภาครัฐและภาคเอกชนในส่วนของค่าเชื้อเพลิงนั้น มีรายการที่เหมือนกัน คือ ก๊าซ ถ่านหิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา แต่จำนวนเงินที่จ่ายนั้นไม่เท่ากัน ในขณะที่ค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ จากค่าไฟที่จ่ายไปยังภาครัฐและภาคเอกชนมีรายการที่แตกต่างกัน เช่น ในส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของภาครัฐจะมีค่าสายส่ง ส่วนเอกชนจะมีค่าผ่านท่อ เป็นต้น ซึ่งทำให้สุดท้ายแล้วจำนวนเงินค่าไฟที่จ่ายไปยังภาครัฐและภาคเอกชนนั้นไม่เท่ากัน 

การออกแบบโครงสร้างค่าไฟแบบใหม่ของเว็บแอปฯ ค่าไฟไปไหนในครั้งนี้ทำให้เห็นรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้โครงสร้างค่าไฟอย่างชัดเจนและเข้าใจง่ายมากขึ้นผ่านทั้งการแตกรายละเอียดโครงสร้างค่าไฟ และคำอธิบายในแต่ละค่าใช้จ่าย โดยข้อมูลจากการคำนวณในครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นถึงสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดในบิลค่าไฟ และค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ จากโครงสร้างวิธีคิดต้นทุนค่าไฟของไทย ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟแพงอีกด้วย 

นอกจากจะทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายมากขึ้นของโครงสร้างค่าไฟแล้ว ในเว็บแอปฯ ค่าไฟไปไหน ยังมีส่วนเนื้อหา ‘เงินค่าไฟไปไหนต่อ’ ให้ผู้ใช้งานได้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าในแต่ละค่าใช้จ่ายในบิลค่าไฟ มีที่มาที่ไปอย่างไร มีข้อมูลอะไรที่ต้องรู้เพิ่มเติมบ้าง และที่สำคัญในแต่ละค่าใช้จ่ายนั้นจ่ายไปยังใครบ้าง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปยังภาคเอกชน มีบริษัทไหนบ้างที่เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าใช้จ่ายส่วนนั้นๆ 

เนื้อหาในส่วนนี้นอกจากจะให้ข้อมูลในแต่ละประเด็นอย่างละเอียดและลึกซึ้งแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงปัญหาของโครงสร้างค่าไฟของไทยที่เป็นอยู่ ที่ถึงแม้จะมีการลดค่าไฟอย่างต่อเนื่องแล้วแต่ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของค่าไฟ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไฟฟ้าของไทยนั้นยังคงพึ่งพาก๊าซเป็นหลัก ยิ่งราคาก๊าซแพงขึ้นเท่าไร ค่าไฟยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น หรืออีกประเด็นที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือ ค่าความพร้อมจ่ายที่คนไทยจะต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชน ไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะจ่ายไฟเข้าระบบหรือไม่ก็ตาม 

อันนำมาสู่ส่วนสุดท้ายของเว็บแอปฯ ค่าไฟไปไหนที่เปิดให้ผู้ใช้งานที่เห็นถึงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมของค่าไฟได้ร่วมลงชื่อเรียกร้อง ผลักดัน โครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรมกับทาง “เครือข่ายค่าไฟที่เป็นธรรม” ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวบรวมภาคประชาสังคมและภาคเอกชนที่รณรงค์ให้มีการกำหนดนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าที่ยั่งยืนและราคาที่เป็นธรรม โดยเคยมีแคมเปญ #ค่าไฟต้องแฟร์ ในช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา 

ผู้สนใจสามารถเข้าใช้งานเว็บแอปฯ ‘ค่าไฟไปไหน’ พร้อมกรอกตัวเลขค่าไฟฟ้า เพื่อแสดงผลการคำนวณและวิเคราะห์โครงสร้างอย่างละเอียดได้แล้วที่ https://electricity-bill-breakdown.justpow.co/ 

ข่าวยอดนิยม

ช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกไม่ต่างกันว่าทำไมมันร้อนเหมือนซ้อมลงนรกได้ขนาดนี้ และแน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือบิลค่าไฟที่ทะลุเดือดไม่ต่างกับอากาศ เพราะต้องเปิดแอร์ฉ่ำๆ เพื่อดับร้อน  จากรายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2567 เวลา 20.54 น. เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) อยู่ที่ 34,443.1 เมกะวัตต์ ถือเป็นการทำลายสถิติความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 เวลา 21.41 น. ซึ่งเคยทำไว้ที่ 34,130.5 เมกะวัตต์ และคาดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้ก็จะมีพีคอีกรอบ แม้ว่าจะเกิดตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว แต่ก็จะไม่เกิดผลกระทบใดๆ ในระบบการไฟฟ้า เพราะตัวเลขนี้ยังห่างไกลจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีในระบบ เพราะมีการสำรองไฟฟ้าไว้สูงจนถึงขั้นล้นเกิน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบ อยู่ที่ 49,571.79 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นกำลังไฟฟ้าสำรองที่สูงถึง 43.92% ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ฟังดูประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานดีสุดๆ ใช้ไฟพีคแค่ไหน ก็ยังมีไฟล้นเหลือสำรองไว้ ไม่ต้องกลัวว่าเปิดแอร์มากแค่ไหน ไฟในประเทศจะไม่พอ แต่รู้ไหมว่า ที่สำรองไว้จนล้นเกินน่ะ ใช่ว่าจะไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะมันบวกอยู่ในบิลค่าไฟเราแล้ว  หลายคนคงคิดว่า อ้าว…แล้วจะไม่สำรองไฟเลยเหรอ ถ้าไม่พอขึ้นมา ไฟดับจะทำยังไง […]

รัฐสภายุโรปอนุมัติกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถบรรทุกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยในสาระสำคัญของกฎหมายนี้ รถบรรทุกที่ขายในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2040 เป็นต้นไป จะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 90% กฎหมายนี้จะส่งผลให้ผู้ผลิตรถบรรทุกหรือยานยนต์สำหรับงานหนัก ต้องให้ความสำคัญกับการผลิตรถที่ลดการปล่อยมลพิษมากขึ้น ซึ่งรวมถึงรถไฟฟ้าและรถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน เพื่อลดสัดส่วนการจำหน่ายยานพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตลาดลงให้ได้ถึง 90% ในปี 2040 โดยกฎหมายนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้รถไฟฟ้าให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ระหว่างทางก่อนจะถึงเป้าหมายนั้น ผู้ผลิตรถบรรทุกยังต้องปฏิบัติตามข้อบังคับในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 45% ภายในปี 2030 แทน 30% ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิม ทั้งยังต้องบรรลุเป้าหมายที่จะลดให้ได้ 65% ภายในปี 2035 อีกด้วย ในการลงมติเพื่ออนุมัติกฎหมายนี้ มีเพียงอิตาลี โปแลนด์ และสโลวาเกียเท่านั้นที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน ในขณะที่สาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศเดียวที่งดออกเสียง โดยประเทศที่ได้รับการจับตามองในการลงมติครั้งนี้มากที่สุดประเทศหนึ่ง คือ เยอรมนี เพราะนอกจากจะเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้แล้ว ก่อนหน้านี้เยอรมนีเป็นประเทศที่พยายามเจรจาเพื่อให้ใช้เครื่องยนต์สันดาปที่ใช้เชื้อเพลิงซึ่งผลิตจากกระแสไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ได้ นอกจากความพยายามที่จะเจรจาเรื่องเชื้อเพลิงสังเคราะห์แล้ว ยังมีเรื่องท่าทีของรัฐบาลเยอรมนีที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในรัฐบาลผสมของเยอรมนี ดังนั้น เพื่อให้เยอรมนีลงมติเห็นชอบในกฎหมายนี้ ทางสหภาพยุโรปได้เพิ่มบทนำที่ระบุว่า สหภาพยุโรปจะพิจารณาการบรรจุข้อกำหนดเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อนับรวมรถที่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นกลางทางคาร์บอนในกรณีที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป ณ เดือนธันวาคม 2023 ระบุว่า การขนส่งสินค้าทางถนนถือเป็นหัวใจสำคัญของการค้าและการพาณิชย์ของทวีปยุโรป […]

ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2567 (PDP2024) มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 19-23 มิถุนายน 2567 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้การจัดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นยังเป็นการเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านใต้โพสต์เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของ

ในการเลือกตั้งทุกครั้ง นโยบายพลังงานเป็นอีกหนึ่งนโยบายเด่นที่พรรคการเมืองจะต้องมี ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ การประกาศลดอัตราคาไฟ ซึ่งในแต่ละครั้งพรรคการเมืองก็มักจะมาพร้อมตัวเลขค่าไฟใหม่เพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกพรรคของตน เนื่องจากปัญหา #ค่าไฟแพง เป็นหนึ่งในปัญหาที่สร้างผลกระทบให้แก่คนไทยทั้งในระดับประชาชนทั่วไป ไปจนถึงผู้ประกอบการ แต่นโยบายพลังงานนั้นก็ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องค่าไฟ

เนื่องด้วยวันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก JustPow ชวนสำรวจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาคพลังงานของไทย โดยเฉพาะประเด็นการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของไทยที่ดูเหมือนว่าในอนาคตจะลดลงน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของการเดินทางไปสู่การเป็นประเทศ Net Zero จะรักสิ่งแวดล้อมยังไง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อสังเกตต่อร่างแผน PDP2026: ประเด็นค่าไฟเฉลี่ยตลอดแผน

ค่าไฟเฉลี่ย 3.8364 บาท/หน่วย ตลอดแผน ที่อาจจะไม่เป็นจริง เพราะต้นทุน SMR / CCS ที่คลาดเคลื่อน ไม่มีต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ ไม่มีราคา Carbon Tax และยังไม่รวมความผันผวนจากการที่ยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซ

เงิน Claw Back 1.6 หมื่นล้านบาท ที่จะเอามาพยุงค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 69  คืออะไร เอามาจากไหน 

จากการที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ระหว่าง 13-20

หน่วยงานรัฐไทยจ่ายค่าไฟปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท 

จากกรณีค่าไฟสาธารณะ ที่ถูกนำมาเฉลี่ยเก็บจากบิลผู้ใช้ไฟ 10 สตางค์ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า ควรจะจัดการอย่างไรดี เพราะเมื่อดึงกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่มีไฟสาธารณะเป็นคนจ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท. สุดท้ายแล้วงบประมาณในส่วนนี้ก็มาจากภาษีประชาชน JustPow ชวนมาสำรวจ ‘ค่าไฟ’ ของหน่วยงานภาครัฐ ว่าแต่ละปีต้องจ่ายค่าไฟเท่าไหร่ หน่วยงานไหนจ่ายมาก-น้อย ที่สุด จากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อพิจารณาเฉพาะส่วนรายการที่เป็น ‘ค่าไฟฟ้า’ จะพบว่ามีการตั้งงบประมาณไว้ 10,951,969,600 บาท โดยหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน 2,378,236,400 โดยที่กองทัพบกมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุด 1,179,393,900 บาท  อันดับสองคือ กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2,034,119,100 บาท ซึ่งเป็นเพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมกว่า 98 แห่งทั่วประเทศ และยังมีสถาบันอื่่นๆ อีก จึงทำให้ค่าไฟฟ้าที่สูง  อันดับสาม คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 848,224,500 บาท […]

ประเทศไทยใช้ไฟสาธารณะเท่าไหร่ : สำรวจปริมาณการใช้ไฟสาธารณะในแต่ละจังหวัด พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินว่าต้องจ่ายเท่าไหร่

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาเปิดเผยว่าค่าไฟที่มาจากไฟสาธารณะต่างๆ ถูกบรรจุอยู่ในบิลค่าไฟ ในส่วนของค่าไฟฐานประมาณ 10 สตางค์ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก JustPow ชวนสำรวจว่าแต่ละจังหวัดในประเทศไทยมีการใช้ไฟสาธารณะเป็นจำนวนเท่าไหร่ พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินจากอัตราค่าไฟในปัจจุบันดูว่า หากคิดเป็นค่าไฟ แต่ละจังหวัดมีค่าไฟจากไฟสาธารณะเท่าไหร่ต่อปี  จากข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัดสาขา ปี 2566 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการแยกการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดต่างๆ ออกเป็น 12 ประเภท คือ บ้านที่อยู่อาศัย, กิจการขนาดเล็ก, กิจการขนาดกลาง, กิจการขนาดใหญ่, กิจการเฉพาะอย่าง, ไฟสำรอง, ไฟที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้, ไฟฟ้าสาธารณะ, ราชการ/รัฐวิสาหกิจ, การสูบน้ำ, ไฟฟ้าชั่วคราว และสถานีชาร์จรถ EV พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้ไฟสาธารณะมากที่สุด 342.1 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 7.69% ของการใช้ไฟสาธารณะทั้งประเทศ  รองลงมาคือชลบุรี 133.50 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 3% นครปฐม 132.89 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 2.99% […]